ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 129 จิตใจของเจียงจืออวี๋ว้าวุ่น

            ไป๋ฉางเซิงอยากจะเอ่ยปากถามไถ่ด้วยความห่วงใยอีกสักประโยคแต่เจียงจืออวี๋ก็หยิบยาบำรุงพลังจิตออกมาจากแหวนมิติแล้วดื่มลงไปเสียก่อน

            "นายรีบใช้เวลาฝึกฝนเถอะ"

            "เดินพลังจิตตามเส้นทางโคจรให้คุ้นเคยก่อนรีบทำให้เป็นสัญชาตญาณโดยเร็วที่สุด"

            พูดจบเจียงจืออวี๋ก็หลับตาลงอีกครั้ง ทำท่าเหมือนกำลังนั่งสมาธิปรับลมปราณ

            ไป๋ฉางเซิงเห็นดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีกตัดสินใจกลับเข้าไปในถุงกักวิญญาณแล้วเริ่มเดินพลังจิตตามเส้นทางที่เจียงจืออวี๋เพิ่งพาเขาโคจรไปเมื่อครู่

            แต่สิ่งที่ไป๋ฉางเซิงไม่ทันสังเกตคือหลังจากที่เขาเข้าไปในถุงกักวิญญาณ เจียงจืออวี๋ก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งเธอก้มมองถุงกักวิญญาณที่เหน็บอยู่ข้างเอวแววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมา

            การชักนำพลังจิตของไป๋ฉางเซิงเพื่อเบิกเส้นชีพจรวิญญาณเมื่อครู่ทำให้ในใจเธอเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง หัวใจเต้นแรงแม้กระทั่งลมหายใจยังถี่กระชั้นขึ้น

            ถึงจะไม่ชัดเจนนักแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกแบบนี้

            "คงเป็นเพราะฝืนช่วยคนอื่นเบิกเส้นชีพจรวิญญาณ เลยมีความรู้สึกแปลกๆล่ะมั้ง?"

            เจียงจืออวี๋พึมพำในใจแต่ทำไมความรู้สึกแบบนี้ในชาติก่อนตอนที่เธอช่วยเด็กสาวที่เธอเลี้ยงดูมาด้วยมือตัวเองถึงไม่เคยเกิดขึ้นเลยล่ะ?

            เธอส่ายหน้าสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไปจนหมด แล้วเริ่มโคจรพลังเลือดในร่างกายต่อ

            ความคืบหน้าในการสร้างทะเลปราณแห่งที่สองใกล้จะสมบูรณ์แล้วขอเวลาอีกเพียงสัปดาห์สองสัปดาห์ก็คงเสร็จสิ้น

            เมื่อสร้างเสร็จเธอจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับแม่ทัพยุทธ์ได้จากนั้นใช้เวลาอีกไม่กี่วันเติมเต็มพลังเลือดในทะเลปราณให้เต็มเปี่ยมถึงตอนนั้นความแข็งแกร่งของเธอจะพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว!

            และพลังเสริมส่วนนี้จะอยู่ติดตัวเธอไปตลอดแม้ว่าเธอจะทะลวงไปถึงระดับจักรพรรดิก็ตาม!

            และทั้งหมดนี้เสี่ยวไป๋เป็นคนนำมาให้เธอ

            ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ในหัวของเจียงจืออวี๋ก็เกิดความว้าวุ่นขึ้นมาอีกครั้งโดยเฉพาะตอนที่นึกถึงไป๋ฉางเซิง

            จิตใจที่ไม่มั่นคงไปชั่วขณะทำให้เธอเกือบจะเกิดอาการพลังเลือดไหลย้อนกลับ

            โชคดีที่เธอโคจรพลังกลับมาได้ทันท่วงทีจึงรอดพ้นจากความล้มเหลวในก้าวสุดท้ายมาได้

            ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้หลังจากควบคุมพลังจิตให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรวิญญาณครบหนึ่งรอบเขาก็พบว่าอาการปวดหัววิงเวียนในตอนแรกทุเลาลงอย่างมาก

            ส่วนการยกระดับของพลังจิตนั้นแม้จะเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึกแต่ประเด็นสำคัญคือ การโคจรพลังจิตในร่างกายครบหนึ่งรอบใช้เวลาเพียงห้านาทีเท่านั้น

            หมายความว่าถ้าเขาทำต่อเนื่องไม่หยุด หนึ่งชั่วโมงก็สามารถให้พลังจิตโคจรได้ถึงสิบสองรอบ!

            ถ้าหากสามารถทำได้อย่างที่เจียงจืออวี๋บอกคือให้พลังจิตโคจรไปตามสัญชาตญาณ หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับการหายใจ

            เวลาผ่านไปหนึ่งวันตัวเลขนี้ก็จะยิ่งทวีความน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก

            แค่รอบสองรอบอาจจะไม่เห็นผลการยกระดับแต่ถ้าเป็นหลักร้อยรอบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่ามากมายมหาศาลทีเดียว

            ถ้าได้ยาสงบวิญญาณมาช่วยเสริมอีกแรงไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าตัวเองคงอยู่ห่างจากการทะลวงพลังจิตเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์อีกไม่ไกลแล้ว

            "เอาต่อๆ!"

            ค่าพลังเลือดสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการกลืนกินก่อนที่จะจำแลงกาย ในร่างกายของเขาไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเส้นลมปราณอยู่เลยจึงไม่สามารถดูดซับพลังปราณเพื่อยกระดับตัวเองได้

            แต่ตอนนี้ดีแล้วการฝึกฝนพลังจิต ก็ถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?

            อีกทั้งไป๋ฉางเซิงยังรู้สึกได้ว่าเมื่อเจียงจืออวี๋ช่วยเบิกเส้นชีพจรวิญญาณให้การควบคุมร่างกายของเขาก็ดูเหมือนจะละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น

            ความรู้สึกนี้มันช่างลึกล้ำและในขณะเดียวกันก็ช่วยยกระดับพลังรบของไป๋ฉางเซิงขึ้นอีกระดับด้วย

            ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างไร้สุ้มเสียง ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ต่างจมจ่อมอยู่กับการฝึกฝนอย่างเงียบสงบส่วนเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวก็ราวกับกลายเป็นหุ่นไม้ฝึกยุทธ์ ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น

            การแข่งขันรอบคัดออกวันที่สามไป๋ฉางเซิงเจอคู่ต่อสู้เป็นชาวต่างชาติ ชื่อมหาวิทยาลัยไม่คุ้นหูแต่ค่าพลังเลือดถือว่าใช้ได้ ใกล้จะถึงเกณฑ์ระดับแม่ทัพยุทธ์แล้วนับว่าก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่ระดับยอดอัจฉริยะแล้ว

            แต่พอมาเจอไป๋ฉางเซิงก็ดูจะไม่คณามือสักเท่าไหร่

            ต่อให้อีกฝ่ายจะเตรียมตัวรับมือกับเพลิงสวรรค์และอัสนีบาตมาล่วงหน้าแต่พอโดนเข้าไปจริงๆ ถึงได้รู้ซึ้งว่าเมื่อวานมอนเต้ต้องเผชิญกับอะไร

            ประมือกันไปได้สิบกระบวนท่าอีกฝ่ายก็เป็นฝ่ายขอยอมแพ้ไปเอง

            ช่วยไม่ได้ไม่ยอมแพ้ก็ไม่ได้นี่นา

            หลังจากปะทะกันหลายครั้งง่ามมือของเขาก็ฉีกขาดจนเลือดอาบโล่ในมือก็แตกกระจายจากการถูกอัสนีบาตและเพลิงสวรรค์ผลัดกันกระหน่ำโจมตี

            นับว่าโชคดีที่ไป๋ฉางเซิงไม่ได้คิดจะลงมือถึงตายไม่อย่างนั้นแค่สามกระบวนท่า เขาคงกลายเป็นอาหารในปากของไป๋ฉางเซิงไปแล้ว

            ขอยอมแพ้ตอนนี้เขาก็ยังติดสิบสองอันดับแรก ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามที่อาจารย์ตั้งไว้แล้ว

            จะว่าไปแล้วตอนแรกทุกคนต่างก็มองว่าการพ่ายแพ้ให้กับไป๋ฉางเซิงเป็นเรื่องน่าอับอายแต่หลังจากได้เห็นการต่อสู้ระหว่างไป๋ฉางเซิงกับมอนเต้เมื่อวานทัศนคติของทุกคนก็เปลี่ยนไป

            ดูเหมือนว่าการแพ้ให้ไป๋ฉางเซิงจะไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าอะไรนัก

            ในเมื่อแม้แต่เมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะของสี่สถาบันใหญ่ยังแพ้เลย

            การแข่งขันรอบคัดออกวันที่สี่บนลานประลองยุทธ์เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงหกคนเท่านั้น หลังจบการแข่งขันในวันนี้คนที่ยังยืนหยัดอยู่บนเวทีได้ คือผู้ที่จะเข้าไปชิงชัยในสามอันดับสุดท้าย

            แต่ภารกิจของไป๋ฉางเซิงยังไม่จบเพียงแค่นี้เป้าหมายที่คณบดีจี้ตั้งไว้ให้คืออย่างน้อยต้องได้อันดับสองแล้วค่อยพยายามคว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้

            ข่าวดีคือคู่ต่อสู้ที่จับสลากเจอในรอบนี้แม้จะมาจากสี่สถาบันใหญ่เหมือนกันแต่ความแข็งแกร่งยังไม่ถึงระดับยอดอัจฉริยะ

            ค่าพลังเลือดเพิ่งจะแตะเกณฑ์ระดับแม่ทัพยุทธ์เป็นไปได้สูงว่าเพิ่งจะทะลวงระดับได้ก่อนเริ่มการแข่งขัน

            แม้จะต้องออกแรงเหนื่อยอยู่บ้างแต่ก็สามารถผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศสามอันดับแรกมาได้อย่างหวุดหวิด

            ส่วนข่าวร้ายก็คือการแข่งขันอีกสองนัดหลังจากนี้ คู่ต่อสู้ที่เขาต้องเผชิญล้วนเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งกว่ามอนเต้ไปอีกระดับ

            หลังจากการแข่งขันในวันนี้จบลงเจียงจืออวี๋ไม่ได้ตรงดิ่งกลับห้องฝึกฝนเหมือนอย่างเคยแต่กลับหันไปนั่งลงบนอัฒจันทร์ที่ไม่ไกลจากลานประลองยุทธ์นัก

            การแข่งขันรอบก่อนๆไม่มีอะไรน่าดู เป็นเพราะหากยังไม่เจอคู่ต่อสู้ที่สูสีกันก็ไม่มีความจำเป็นต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาต่อให้นั่งดูก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์

            แต่การแข่งขันดำเนินมาถึงจุดนี้น้ำลดตอผุด พวกที่เก่งแต่ปากถูกคัดออกไปตั้งนานแล้วคนที่ยังรอดมาได้ย่อมต้องมีไม้ตายก้นหีบเป็นของตัวเอง

            ถ้าเวลานี้ยังไม่งัดไม้ตายก้นหีบออกมาแล้วจะเก็บไว้ใช้ตอนไหน? รอให้ตกรอบกลับไปไล่ตบพวกปลายแถวที่บ้านหรือไง?

            "โซเฟียจากมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์มีค่าพลังเลือดสูงที่สุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดทะลุเกือบสองหมื่นแต้มไปแล้ว เป็นสองเท่าของฉันเลย"

            "ดูจากความเร็วระดับนี้เกรงว่าอีกไม่นานเธอคงก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางได้แน่"

            "แต่สิ่งที่ต้องระวังจริงๆ คือแส้ยาวในมือของเธอแม้อานุภาพการจู่โจมจะไม่ได้เฉียบคมตรงไปตรงมาเหมือนดาบหรือหอกแต่รูปแบบการโจมตีนั้นพลิกแพลงคาดเดายาก เผลอเพียงนิดเดียวก็อาจจะพลาดท่าเอาได้"

            "ขนาดจอร์จที่เป็นยอดอัจฉริยะจากสี่สถาบันใหญ่เหมือนกันยังถูกเธอต้อนให้จนมุมได้อย่างง่ายดาย"

            "ถ้าฉันจำไม่ผิด จอร์จคนนี้ในบั้นปลายจะสามารถทะยานไปถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้เลยนะ!"

            "แต่เรื่องที่น่าแปลกก็คือในชาติก่อนฉันไม่เคยได้ยินชื่อโซเฟียคนนี้มาก่อนเลย"

            หลังจากการแข่งขันทั้งหมดจบลงเจียงจืออวี๋ก็พาไป๋ฉางเซิงกลับมายังห้องฝึกฝน ก่อนจะเอ่ยบทสนทนาข้างต้นออกมา

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน