Age of war

    ตอนที่ 55 ฮีโร่ยูนิตปะทะฮีโร่ยูนิต (1)

    ***ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า]

    “นี่มันคลื่นอะไร? ”

    มีคลื่นที่น่ารำคาญบางอย่างกำลังส่งตรงลงมาจากด้านบนของห้องโถงคริสตัล

    และต้นกำเนิดคลื่นนั้นกำลังเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกทีแล้ว

    “... หรือว่าศัตรูมันเคลื่อนไหวในดินได้? ”

    การที่พวกเราสามารถเคลื่อนที่ในดินได้นั้น ใช่ว่าเผ่าของศัตรูจะทำไม่ได้

    สิทธิในการดำดินอาจจะไม่ใช่มีเพียงเฉพาะเผ่าของเราเพียงเผ่าเดียว

    ถึงจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ควรคิดหาทางรับมืออย่างเร่งด่วน

    “ (นี่ราชินีแฟต ถึงขุนพลทุกนาย จงมารวมตัวที่ห้องคริสตัลเดียวนี้) ”



    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    “ขุดตรงไปข้างหน้าดอง~! ”

    แผนการของเผ่ามนุษย์ที่เอรีสเสนอมานั้น กำลังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

    ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าทำไมพวกเราต้องมาเดินตามเกมส์ของศัตรูตั้งแต่แรก

    การเดินไปในเส้นทางที่พวกศัตรูเตรียมเอาไว้ให้นั้น ช่างเป็นการกระทำที่โง่เขล่ายิ่งนัก

    หากเส้นทางมันซับซ้อนจนชวนหลงและเสียเวลา งั้นมาขุดเส้นทางใหม่กันเอาเองเสียเลยสิ

    พวกเราเผ่าภูติมีพลังและเทคนิกที่จะทำได้อยู่แล้ว

    พลังและความสามารถนี้ของพวกเรา ไม่ได้เป็นความลับที่ต้องปกปิดอะไร

    การใช้ปีกเพื่อเปลี่ยนสภาพวัตถุ มันคือความสามารถพื้นฐานของเผ่าพวกเราอยู่แล้วดอง~

    ใช้ปีกแสงแปลงมวลดินตรงหน้าให้อ่อนตัวลง แล้วควบคุมให้มันเคลื่อนตัวออกไปด้านข้างเพื่อเปิดเป็นเส้นทางลึกลงไป จากนั้นก็คอยระวังเรื่องอากาศและชั้นดินที่อาจถล่มลงมา

    พวกเราขุดดินลึกลงมาด้วยวิธีนี้มาได้ราวครึ่งชั่วโมงแล้ว

    ส่วนเป้าหมายปลายทาง พวกเราได้ใช้คริสตัลภูติในการส่งคลื่นความถี่ออกไป แล้วตรวจสอบจากการสะท้อนกลับด้วยปีก แค่นี้ก็จะสามารถทราบโครงสร้างของใต้ดินโดยรอบนี้ได้

    หากพวกมันขนคริสตัลเอาไปเก็บไว้ที่ใต้ดิน ห้องที่เก็บนั้นก็ต้องเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ตามขนาดของคริสตัลที่สูงถึงสิบเมตร

    “เอสเทอ เป้าหมายอยู่ข้างหน้านี้แล้วครับ ดิก~”

    “ดีมากดีลอนิก เอาละ เตรียมตัวบุกได้ดอง! ”

    เสียงคำรามศึกได้ดังก้อง

    กองทัพพันธมิตรจำนวนหลายแสนนาย พร้อมที่จะทำศึกสุดท้ายแล้วดอง~



    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    “พวกมัน...สร้างเส้นทางใหม่บุกเข้ามาอย่างงั้นหรือครับท่านราชินี? ”

    “น่าจะเป็นแบบนั้น...”

    กองทัพอาร์โธร์โพดาได้ถูกเรียกมารวมตัวกันที่ห้องโถงคริสตัลเพราะกรณีฉุกเฉิน

    ไม่ว่าจะมดทาส มดทหารเลว มดทหารระดับสูง มดระดับองครักษ์ และแม้แต่ตัวราชินีทั้งห้าเอง ยังมารวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้

    หากนับรวมพวกที่พึ่งกลับมาเกิดใหม่ จำนวนกองทัพในตอนนี้จะมีอยู่ราวหกแสนนายได้

    บรรยากาศเริ่มตึ่งเครียดมากขึ้น เนื่องจากคลื่นประหลาดที่ส่งมาจากผิวดินด้านบนนั้นมีความถี่ที่รุนแรงมากขึ้น

    คบเพลิงจำนวนมากได้ถูกทำให้ดับมอดลง แต่แสงจากตัวคริสตัลยังคงส่องแสงเป็นประกายอยู่ เลยทำให้ห้องโถงทรงโดมขนาดยักษ์แห่งนี้ ยังคงซึ่งแสงสว่างแสงสีฟ้าเอาไว้จาง ๆ

    ทั้งที่อยากปิดดวงตาของศัตรูให้มืดบอดแท้ ๆ แต่คงทำแบบนั้นไม่ไหว

    “ต้องขอโทษด้วยแฟต ที่ฉันไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย...”

    “ไม่เป็นไรราชินีแห่งความเป็นมิตรคอมพาเนียน เธอ...ทำสุดความสามารถที่เธอทำได้แล้ว”

    ราชินีแห่งความเป็นมิตรคอมพาเนียนก้มหัวขอโทษราชินีแฟตด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า

    ท่านผู้นี้ได้รับคำสั่งให้ไปสืบหาวิธีทำลายความสัมพันธ์ของกองกำลังศัตรู

    แต่เนื่องจากมีกำแพงชิ้นโตอย่างเรื่องของภาษามาขวางกั้น อีกทั้งไม่สามารถหาโอกาศเข้าใกล้ทำการเจรจาได้ เลยทำให้เธอต้องรู้สึกทนทุกข์ทรมาน

    ตลอดช่วงเวลาของการทำสงคราม เธอได้ส่งคณะทูตไปหาศัตรูแล้วถึงสองครั้ง

    ครั้งแรกคือก่อนที่จะถูกปิดล้อม ครั้งที่สองคือช่วงเช้าก่อนวันเปิดศึก

    แต่ทั้งสองรอบกลับถูกพวกศัตรูปฏิเสธอย่างไม่ใยดีด้วยลูกธนู

    พวกมันกล้ายิงธนูใส่คณะทูตที่ไม่ถืออาวุธที่เข้าหาพร้อมอาหารและสินแร่จำนวนมากได้ลงคอ

    พวกมันแสดงเจตจำนงชัดเจน ว่าไม่คิดจะปล่อยพวกเราหรือทำการเจรจาต่อรองอีกต่อไป

    “อลูฟ… ไม่นะ… ขุนพลของข้า… เจ้าอลูฟ…. ทำไม..”

    “พวกศัตรูไม่ใช่ธรรมดา อย่าเสียใจไปเลยราชินีบอส หากพวกเราพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ เจ้าก็จะได้พบกับขุนพลของเจ้าอีกครั้งอย่างแน่นอน”

    หลังจากคุยกับราชินีคอมพาเนียนเสร็จ เธอก็เดินเข้าไปปลอบโยนราชินีบอส ที่กำลังร่ำไห้ต่อการจากไปของอลูฟ

    หากพวกเราแพ้ที่นี่ ตรงนี้ เจ้าอลูฟก็จะไม่มีวันกลับมาเกิดใหม่ได้อีกต่อไปแล้ว

    “...เป็นภาพที่แปลกตานัก”

    คริสตัลแห่งชีวิตนั้นถูกวางเอาไว้ที่ใจกลางของห้องโถง โดยมีกองทัพของพวกเราตีวงปิดล้อมเอาไว้จากทุกทิศทาง

    ซึ่งแน่นอนว่าในทิศทางที่ศัตรูกำลังบุกมานั้น จะมีกองกำลังเฝ้าเยอะเป็นพิเศษ

    รวมไปถึงสี่ขุนพลอย่างพวกเราด้วย

    ที่แนวหลังสุดนั้น จะเป็นกลุ่มของราชินีทั้งห้าองค์

    ร่างที่สูงสี่เมตร ต่างยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่แนวหลัง พวกท่านจะเป็นปราการสุดท้ายในการป้องกันคริสตัลจากน้ำมือของศัตรู

    แถวต่อมากคือกองกำลังมดทาสติดธนู พวกเขาคือทีมสนับสนุน

    และแนวหน้าคือกองทัพทหารสวมเกราะ ที่สร้างจากกองกำลังผสมของมดทหารเลวกับมดทหารระดับสูง

    ส่วนมดระดับองครักษ์นั้น จะประจำการอยู่ภายในผิวดินพร้อมกับมดทาสติดธนูกลุ่มที่สอง เพื่อรอจังหวะลอบโจมตีจากทางด้านหลังด้วยการนำของขุนพลคอมมิว

    ส่วนขุนพลที่เหลืออีกสามคน ผม สกัด และฮอร์เนส จะต้องนำทัพอยู่แถวหน้าสุดเพื่อเพิ่มกำลังใจในตอนที่บุกเข้าตีกองทัพของศัตรู

    แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงมากขึ้น

    “พวกมันมาแล้ว…”

    เพดานดินเริ่มยุบตัวลงมา

    มันช่างคล้ายกับภาพของวันโลกาวินาศ

    เพดานดินทรงโดมขนาดใหญ่ได้ถูกอะไรบางอย่างทำให้มีสภาพกลายเป็นของเหลว ก่อนที่จะไหลลงมาราวกับก้อนเนยที่ละลาย

    สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ส่องประกายแสงจากปีกจำนวนมาก ต่างบินทะลักเข้ามาสู่ภายในห้อง

    พวกมันมีจำนวนมาก มากล้นจนไม่อาจนับไหวได้

    “ยิงธนู! ”

    คำสั่งโจมตีได้ถูกถ่ายถอดลงมาจากองค์ราชินีทั้งห้า

    สายบังคับการทั้งห้าเหล่าทัพเริ่มโจมตีออกไปโดยไม่คิดที่จะให้พวกศัตรูได้ตั้งตัว

    ลูกธนูจำนวนมากยิงเข้าปะทะกับฝูงแสงที่บินกรูเข้ามา

    พวกมันบินวนเวียนคล้ายเกลี่ยวคลื่น พุ่งตรงมาทางพวกเราราวกับอรพิษร้าย

    ประกายแสงที่ส่องออกมาจากปีกของพวกมันพร้อมกับกระแสลมอันรุนแรง ได้คอยปัดป้องลูกธนูที่ยิงออกไปสู่ทิศทางอื่น

    “ยิง! ยิง ยิงงงงง! ”

    ลูกธนูนับแสนยังคงยิงต่อเนื่องออกไปเข้าปะทะกับเกลียวคลื่นแสงโดยไม่สนใจว่าพวกมันจะสามารถป้องกันเอาไว้ได้

    ผมเห็นพวกมันส่วนหนึ่งร่วงโรยลงมากองที่พื้นเพราะถูกลูกธนูยิงใส่ แต่กระนั้นเกลี่ยวคลื่นแสงก็ยังวิ่งเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง

    ในตอนนั้นเอง ที่พื้นที่แถวรูตรงเพดานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

    มวลดินจำนวนมากเริ่มก่อตัวขึ้นจากพื้นดินข้างล่าง พุ่งขึ้นไปสู่รูขนาดใหญ่ที่ถูกเปิดออกตรงเพดานข้างบนนั้น

    “ไม่ว่ามันจะคืออะไร อย่าให้พวกมันสร้างสิ่งนั้นได้! ทำลายมันซะ! ”

    หน่วยลอบสังหารกลุ่มหนึ่งได้ผุดออกมาจากผิวดินบริเวณนั้น

    พวกเขาออกมาลอบสังหารปีศาจแสงที่กำลังสร้างเนินดินด้วยความรวดเร็ว

    แต่ก็ถูกพวกศัตรูสวนกลับด้วยความรวดเร็วเช่นกัน

    ภูติแสงที่มีผมสีทองเรียบดูเด่นชัด ได้เสกไฟออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่า

    มันพ่นเปลวเพลิงออกมาเป็นจำนวนมาก และก่อเป็นแนวกำแพงไฟล้อมเนินดินนั้นเอาไว้

    หน่วยลอบสังหารของคอมมิวพยายามบุกเข้าไปอย่างสุดกำลัง แต่กองกำลังชุดขาว ไม่อาจที่จะตีผ่านวงล้อมของกำแพงไฟเข้าไปได้

    ร่างของพวกเขาต่างจมลงไปในกองเพลิง

    “คอมมิว อย่าให้พวกมันสร้างเนินนั้นได้! ”

    “รับทราบครับท่านคอมพาเนียน! ”

    คอมมิวที่สวมเกราะแขนกลสีขาวกรีดเสียงตอบรับคำสั่งองค์ราชินี

    เขาพุ่งออกมาจากผิวดิน แล้ววิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปจากทางด้านหลังของเจ้าปีศาจแสงสีทอง

    คงมีไม่กี่คนที่สามารถทนความร้อนที่รุนแรง แล้วกล้าวิ่งเผ่านกำแพงไฟเข้าไปแบบนั้นได้

    “ดิก~!? ”

    มีดจำนวนสี่เล่มได้ถูกปาเข้าใส่ร่างของปีศาจแสงคนนั้น

    แต่กลายเป็นว่ามีกำแพงไฟปรากฏขึ้นที่รอบตัวของมัน

    มีดที่พุ่งเข้าใส่ ถูกความร้อนจากเปลวไฟนั้นแผดเผาละลายหายไปสิ้น

    “@! #% ดิก~! ”

    เจ้าผมสีทองกรีดเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวด

    ร่างของมันลุกเป็นไฟที่ร้อนแรงอย่างน่ากลัว

    มันบินถล่าลงมาแล้วกอดร่างของเจ้าคอมมิวเอาไว้

    “@#$^! ”

    ก่อนที่จะเกิดกองเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นมาจนแผดเผาไปด้วยกันทั้งคู่

    “อ๊าก! อะไร นี่มันยอมตายพร้อมกับข้าเรอะ!? ”

    คอมมิวร้องโหยหวยด้วยความเจ็บปวด

    ถึงเกราะจะทนทาน แต่ร่างกายของเขาไม่อาจทนความร้อนที่ส่งผ่านชุดเกราะนั้นเข้ามาได้

    “ไม่จริง ข้าคนนี้ต้องมาตายเพราะเรื่องแบบนี้---”

    ขุนพลคอมมิวได้สิ้นชีวิตลงแล้ว



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    “ช่างกล้าหาญยิ่งนัก”

    ข้ากำลังมองดูการต่อสู้ของเผ่าตัวจิ๋วจากบนปากรูที่พวกเขาเปิดเอาไว้ให้

    พวกเรามาถึงเป้าหมายที่เป็นห้องคริสดัลแห่งชีวิตแล้ว

    แต่เนื่องจากเพดานของห้องอยู่สูงมากกว่าสิบเมตร เลยทำให้พวกเราไม่สามารถกระโดนลงไปข้างล่างได้

    ดังนั้นพวกตัวจิ๋วจึงรับหน้าที่บุกออกไปเป็นกองกำลังแรก เพื่อที่จะสร้างเส้นทางให้กับพวกเรา

    และในตอนที่พวกมันใช้อาคมบางอย่างเพื่อสร้างเส้นทางให้กับพวกเรานั้น ก็มีกองกำลังลึกลับของศัตรูปรากฏตัวขึ้นมาจากทางด้านหลัง จนกลายเป็นการต่อสู้ที่หนักหน่วงข้างล่างนั้น

    แม่ทัพของเผ่าตัวจิ๋วยอมสละชีวิตตัวเองลงอย่างกล้าหาญ และยอมแผดเผาตัวเองไปพร้อมกับคนที่น่าจะเป็นแม่ทัพของศัตรู

    ช่างกล้าหาญยิ่งนัก

    “ทุกหน่วย ระวังการลอบโจมตีของศัตรูด้วย อีกเดียวพวกเราจะได้บุกแล้ว! ”

    “โอ้ว! ”

    เส้นทางที่พวกเราขุดขึ้นมาใหม่นั้น กำลังถูกโจมตีจากทุกทิศทาง

    พวกมันใช้วิธีมุดดิน แล้วลอบโจมตีเข้ามาโดยไม่คิดที่จะปล่อยให้พวกเราบุกลงไปข้างล่างนั้น

    แต่เพราะว่าพวกเรามีประสบการณ์โดนลอบโจมตีเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว เลยทำให้สามารถรับมือได้

    หากได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังมาจากผิวดิน กองทัพของพวกเราก็จะแทงดาบใส่กำแพงในทันทีอย่างไม่ลังเล

    เนินดินที่พื้นข้างล่างเริ่มถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

    “เส้นทางใกล้จะถูกเชื่อมแล้ว ทุกคนเตรียมตัวบุก! ”

    เอาละ ได้เวลาจบสงครามครั้งนี้เสียที!



    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    เจ้าดีลอนิกมันช่างโง่จริง

    สร้างกำแพงไฟที่ร้อนระดับหลอมมีดมาอยู่ข้างตัวแบบนั้น ความร้อนจากกำแพงมันก็แผ่ออกมาเผาร่างตัวเองไม่ใช่หรือไงดอง…

    เพราะแบบนั้น มันเลยกลายเป็นการเผาตัวเองตายไปพร้อมกับศัตรูเสียอย่างงั้น

    แต่เอาเถอะ ดูเหมือนว่าเผ่าอื่นจะเห็นเป็นความกล้าหาญไปแทนละนะดอง~



    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    กองทัพปีศาจยักษ์กับกองทัพเผ่าจอมมารเริ่มกรูลงมาจากเพดาน ราวกับจะตอกย้ำความเลวร้ายของสถานการณ์ที่พวกเราเผชิญอยู่

    ถึงฝั่งเราจะมีกองกำลังจำนวนมาก รวมไปถึงกองกำลังที่เกิดใหม่จากคริสตัลแห่งชีวิต แต่พวกศัตรูเองก็มีกองกำลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยสักนิด

    น่าจะมีราวสามแสน ไม่สิ… อาจจะเกือบสี่แสนได้

    ทั้งที่ลดจำนวนพวกมันไปได้มากแล้ว แต่ยังมีเหลือกองทัพเยอะขนาดนี้เลยหรือ...

    และถ้าหากคริสตัลถูกทำลาย พวกเราก็จะจบลงทันทีโดยไม่เกี่ยวกับว่ามีกองทัพมากกว่า หรือน้อยกว่า

    “กองทัพแห่งราชินีแฟต พวกเราจะปกป้องคริสตัลด้วยชีวิต กองทัพแนวหน้า ตามข้าพเจ้ามา! ”

    ผมชักดาบสี่เล่มเตรียมพร้อมรบ พร้อมกับวิ่งทะยานออกไปด้วยขาคู่นี้

    “กองทัพแห่งฟรีด้า จงคำรามศึก จงสู้เพื่อเผ่าพันธ์ุของพวกเรา หากจะตาย จงตายอย่างมีเกียรติ์ เพื่อราชินีของพวกเรา! ”

    สกัดชูหอกขึ้นฟ้าพร้อมกับส่งเสียงคำรามศึกก้องไปทั่ว

    “เหล่าผู้ติดตามเอย ข้าฮอร์เนสผู้ไร้พ่าย จะไม่ทำให้พวกเจ้าผิดหวัง จงตามข้ามา จงตามแผ่นหลังของข้ามา แล้วข้าผู้นี้จะนำชัยมาให้พวกเจ้า อย่ามิหวั่นกลัวศัตรูตรงหน้า อย่าหวั่นเกรงต่อความตาย ทุกหน่วย บุก! ”

    ฮอร์เนสวิ่งทะยานนำทัพด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ พร้อมกับง้าวขนาดใหญ่ที่ดูดุดัน

    “โอ้วววว! ”

    เสียงคำรามจากฝ่ายศัตรูเริ่มดังสะท้านขึ้น

    กองทัพปีศาจเริ่มวิ่งลงมาจากรูข้างบนเพดานราวกับเขือนที่แตกพังทลาย

    ในเวลาเดียวกัน กองทัพของพวกเราก็วิ่งสวนเข้าใส่เช่นกัน

    นี่อาจจะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพวกเราแล้วก็เป็นได้

    “ระวังการโจมตีของพวกปีศาจแสง! ”

    กองทัพปีศาจแสงเริ่มบินกระจายตัวออกจนคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ของห้องโถง

    พวกมันส่องแสงเป็นประกายออกมาจากลูกแก้วของพวกมัน พร้อมกับที่มีลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นจำนวนมากผุดขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่า

    นอกจากลูกไฟขนาดเล็กแล้ว ยังมีประกายสายฟ้าที่วิ่งเป็นเส้นแสงสีเหลืองไปทั่วอีกด้วย

    ลูกไฟจำนวนนับหมื่น หรืออาจเป็นแสน ได้พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่กองทัพของพวกเรา

    สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน ได้ถูกฟาดลงมาในห้องโถงใต้ดินราวกับมีพายุบังเกิดขึ้น

    เปลวไฟได้พวยพุ่ง สายฟ้าได้แผดเผาร่างของนักรบไปเป็นจำนวนมาก

    แต่กระนั้นก็มิอาจหยุดคลื่นของกองทัพของพวกเราได้

    ในเวลานั้นเองที่มีลูกไฟส่วนหนึ่งเล็งยิงไปที่คริสตัลแห่งชีวิต

    “อย่าคิดว่าจะทำลายได้ง่าย ๆ นะ! ”

    กองทัพลอบสังหารที่เหลืออยู่นั้น ต่างกระโจนออกมาจากผิวเพดานห้องโถง

    พวกเขากางปีกบินถลาลงมา แล้วใช้โล่เหล็กเข้าขวางเส้นทางบินของลูกไฟเอาไว้

    เกิดเสียงระเบิดดังคำรามไปทั่ว พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่เจ็บปวด

    “บุก! บุกเข้าไป อย่าได้สนใจการโจมตีของมัน! ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยสังหารจัดการไป! ”

    เหนือข้างบนพื้นขึ้นไปห้าเมตร ได้กลายเป็นลานต่อสู้อันดุเดือดระหว่างหน่วยลอบสังหารกับพวกปีศาจแสง

    ร่างอันเล็กจ้อยเพียงหนึ่งเมตร กำลังเข้าโรมรันกับกองทัพอันน่าเกรงขามของมดองครักษ์ที่สูงสามเมตร

    เลือดไร้สีและเลือดสีเขียวต่างปลิวกระจายไปทั่ว จนเป็นหยาดน้ำฝนที่โปรยปรายลงมาพร้อมกับสายฟ้าฟาดและลูกไฟ

    ในขณะที่น่านฟ้ากำลังกลายเป็นนรก ที่พื้นดินเองก็กำลังจะกลายเป็นนรกไม่ต่างกัน

    แนวหน้าของศัตรูกำลังใกล้เข้ามา และจะปะทะกันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

    และผู้ที่นำทัพของพวกมันก็ไม่ใช่ใครคนอื่นไกล

    [อสูรแห่งอัคคี บานา] และ เผ่าจอมมารที่ชื่อว่า [เอรีส]

    ข้าจำสองคนนี้ได้ เพราะว่าเคยปะทะกันมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว

    นอกจากสองคน ยังมีอีกสามคนที่ดูคล้ายว่าเป็นแม่ทัพของพวกมันวิ่งนำอยู่ที่แถวหน้าด้วย

    เผ่าจอมมารผิวสีดำสวมเกราะหนังดูคล่องตัว

    เผ่าปีศาจแสงตัวเล็กที่สวมผ้าตัวบางสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับผมสีเขียวของมัน

    เผ่าปีศาจยักษ์ ที่มีผิวกายสีเขียว ไว้ผมยาวสีม่วง และมีดวงตาคมดูดุร้าย… ยัยนี่คือคนที่เคยลอบเข้ามาสังหารองคราชินีแฟตไม่ใช่หรือ?

    หากพิจารณาด้วยสายตาแล้ว ระดับแม่ทัพของศัตรูคงมีประมาณห้าคน และน่าจะมีฝีมือพอตัว

    ในขณะที่พวกเรามีเพียงสามคนเท่านั้น…

    “ข้าจะรับมือสามคนเอง ที่เหลืออีกสองคนพวกแกรับมือไป”

    “ฮอร์เนส เจ้าไหวหรือ? ”

    “คิดว่าข้าคนนี้เป็นใครกัน? ”

    ฮอร์เนสพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

    “...งั้นฝากด้วย สกัด แกรับมือคนผิวดำไป ส่วนผมจะรับมือคนผมยาวสีม่วงตรงนั้นเอง”

    ศึกสุดท้าย ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว