***ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า]
“นี่มันคลื่นอะไร? ”
มีคลื่นที่น่ารำคาญบางอย่างกำลังส่งตรงลงมาจากด้านบนของห้องโถงคริสตัล
และต้นกำเนิดคลื่นนั้นกำลังเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกทีแล้ว
“... หรือว่าศัตรูมันเคลื่อนไหวในดินได้? ”
การที่พวกเราสามารถเคลื่อนที่ในดินได้นั้น ใช่ว่าเผ่าของศัตรูจะทำไม่ได้
สิทธิในการดำดินอาจจะไม่ใช่มีเพียงเฉพาะเผ่าของเราเพียงเผ่าเดียว
ถึงจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ควรคิดหาทางรับมืออย่างเร่งด่วน
“ (นี่ราชินีแฟต ถึงขุนพลทุกนาย จงมารวมตัวที่ห้องคริสตัลเดียวนี้) ”
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“ขุดตรงไปข้างหน้าดอง~! ”
แผนการของเผ่ามนุษย์ที่เอรีสเสนอมานั้น กำลังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าทำไมพวกเราต้องมาเดินตามเกมส์ของศัตรูตั้งแต่แรก
การเดินไปในเส้นทางที่พวกศัตรูเตรียมเอาไว้ให้นั้น ช่างเป็นการกระทำที่โง่เขล่ายิ่งนัก
หากเส้นทางมันซับซ้อนจนชวนหลงและเสียเวลา งั้นมาขุดเส้นทางใหม่กันเอาเองเสียเลยสิ
พวกเราเผ่าภูติมีพลังและเทคนิกที่จะทำได้อยู่แล้ว
พลังและความสามารถนี้ของพวกเรา ไม่ได้เป็นความลับที่ต้องปกปิดอะไร
การใช้ปีกเพื่อเปลี่ยนสภาพวัตถุ มันคือความสามารถพื้นฐานของเผ่าพวกเราอยู่แล้วดอง~
ใช้ปีกแสงแปลงมวลดินตรงหน้าให้อ่อนตัวลง แล้วควบคุมให้มันเคลื่อนตัวออกไปด้านข้างเพื่อเปิดเป็นเส้นทางลึกลงไป จากนั้นก็คอยระวังเรื่องอากาศและชั้นดินที่อาจถล่มลงมา
พวกเราขุดดินลึกลงมาด้วยวิธีนี้มาได้ราวครึ่งชั่วโมงแล้ว
ส่วนเป้าหมายปลายทาง พวกเราได้ใช้คริสตัลภูติในการส่งคลื่นความถี่ออกไป แล้วตรวจสอบจากการสะท้อนกลับด้วยปีก แค่นี้ก็จะสามารถทราบโครงสร้างของใต้ดินโดยรอบนี้ได้
หากพวกมันขนคริสตัลเอาไปเก็บไว้ที่ใต้ดิน ห้องที่เก็บนั้นก็ต้องเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ตามขนาดของคริสตัลที่สูงถึงสิบเมตร
“เอสเทอ เป้าหมายอยู่ข้างหน้านี้แล้วครับ ดิก~”
“ดีมากดีลอนิก เอาละ เตรียมตัวบุกได้ดอง! ”
เสียงคำรามศึกได้ดังก้อง
กองทัพพันธมิตรจำนวนหลายแสนนาย พร้อมที่จะทำศึกสุดท้ายแล้วดอง~
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
“พวกมัน...สร้างเส้นทางใหม่บุกเข้ามาอย่างงั้นหรือครับท่านราชินี? ”
“น่าจะเป็นแบบนั้น...”
กองทัพอาร์โธร์โพดาได้ถูกเรียกมารวมตัวกันที่ห้องโถงคริสตัลเพราะกรณีฉุกเฉิน
ไม่ว่าจะมดทาส มดทหารเลว มดทหารระดับสูง มดระดับองครักษ์ และแม้แต่ตัวราชินีทั้งห้าเอง ยังมารวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้
หากนับรวมพวกที่พึ่งกลับมาเกิดใหม่ จำนวนกองทัพในตอนนี้จะมีอยู่ราวหกแสนนายได้
บรรยากาศเริ่มตึ่งเครียดมากขึ้น เนื่องจากคลื่นประหลาดที่ส่งมาจากผิวดินด้านบนนั้นมีความถี่ที่รุนแรงมากขึ้น
คบเพลิงจำนวนมากได้ถูกทำให้ดับมอดลง แต่แสงจากตัวคริสตัลยังคงส่องแสงเป็นประกายอยู่ เลยทำให้ห้องโถงทรงโดมขนาดยักษ์แห่งนี้ ยังคงซึ่งแสงสว่างแสงสีฟ้าเอาไว้จาง ๆ
ทั้งที่อยากปิดดวงตาของศัตรูให้มืดบอดแท้ ๆ แต่คงทำแบบนั้นไม่ไหว
“ต้องขอโทษด้วยแฟต ที่ฉันไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย...”
“ไม่เป็นไรราชินีแห่งความเป็นมิตรคอมพาเนียน เธอ...ทำสุดความสามารถที่เธอทำได้แล้ว”
ราชินีแห่งความเป็นมิตรคอมพาเนียนก้มหัวขอโทษราชินีแฟตด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า
ท่านผู้นี้ได้รับคำสั่งให้ไปสืบหาวิธีทำลายความสัมพันธ์ของกองกำลังศัตรู
แต่เนื่องจากมีกำแพงชิ้นโตอย่างเรื่องของภาษามาขวางกั้น อีกทั้งไม่สามารถหาโอกาศเข้าใกล้ทำการเจรจาได้ เลยทำให้เธอต้องรู้สึกทนทุกข์ทรมาน
ตลอดช่วงเวลาของการทำสงคราม เธอได้ส่งคณะทูตไปหาศัตรูแล้วถึงสองครั้ง
ครั้งแรกคือก่อนที่จะถูกปิดล้อม ครั้งที่สองคือช่วงเช้าก่อนวันเปิดศึก
แต่ทั้งสองรอบกลับถูกพวกศัตรูปฏิเสธอย่างไม่ใยดีด้วยลูกธนู
พวกมันกล้ายิงธนูใส่คณะทูตที่ไม่ถืออาวุธที่เข้าหาพร้อมอาหารและสินแร่จำนวนมากได้ลงคอ
พวกมันแสดงเจตจำนงชัดเจน ว่าไม่คิดจะปล่อยพวกเราหรือทำการเจรจาต่อรองอีกต่อไป
“อลูฟ… ไม่นะ… ขุนพลของข้า… เจ้าอลูฟ…. ทำไม..”
“พวกศัตรูไม่ใช่ธรรมดา อย่าเสียใจไปเลยราชินีบอส หากพวกเราพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ เจ้าก็จะได้พบกับขุนพลของเจ้าอีกครั้งอย่างแน่นอน”
หลังจากคุยกับราชินีคอมพาเนียนเสร็จ เธอก็เดินเข้าไปปลอบโยนราชินีบอส ที่กำลังร่ำไห้ต่อการจากไปของอลูฟ
หากพวกเราแพ้ที่นี่ ตรงนี้ เจ้าอลูฟก็จะไม่มีวันกลับมาเกิดใหม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“...เป็นภาพที่แปลกตานัก”
คริสตัลแห่งชีวิตนั้นถูกวางเอาไว้ที่ใจกลางของห้องโถง โดยมีกองทัพของพวกเราตีวงปิดล้อมเอาไว้จากทุกทิศทาง
ซึ่งแน่นอนว่าในทิศทางที่ศัตรูกำลังบุกมานั้น จะมีกองกำลังเฝ้าเยอะเป็นพิเศษ
รวมไปถึงสี่ขุนพลอย่างพวกเราด้วย
ที่แนวหลังสุดนั้น จะเป็นกลุ่มของราชินีทั้งห้าองค์
ร่างที่สูงสี่เมตร ต่างยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่แนวหลัง พวกท่านจะเป็นปราการสุดท้ายในการป้องกันคริสตัลจากน้ำมือของศัตรู
แถวต่อมากคือกองกำลังมดทาสติดธนู พวกเขาคือทีมสนับสนุน
และแนวหน้าคือกองทัพทหารสวมเกราะ ที่สร้างจากกองกำลังผสมของมดทหารเลวกับมดทหารระดับสูง
ส่วนมดระดับองครักษ์นั้น จะประจำการอยู่ภายในผิวดินพร้อมกับมดทาสติดธนูกลุ่มที่สอง เพื่อรอจังหวะลอบโจมตีจากทางด้านหลังด้วยการนำของขุนพลคอมมิว
ส่วนขุนพลที่เหลืออีกสามคน ผม สกัด และฮอร์เนส จะต้องนำทัพอยู่แถวหน้าสุดเพื่อเพิ่มกำลังใจในตอนที่บุกเข้าตีกองทัพของศัตรู
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงมากขึ้น
“พวกมันมาแล้ว…”
เพดานดินเริ่มยุบตัวลงมา
มันช่างคล้ายกับภาพของวันโลกาวินาศ
เพดานดินทรงโดมขนาดใหญ่ได้ถูกอะไรบางอย่างทำให้มีสภาพกลายเป็นของเหลว ก่อนที่จะไหลลงมาราวกับก้อนเนยที่ละลาย
สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ส่องประกายแสงจากปีกจำนวนมาก ต่างบินทะลักเข้ามาสู่ภายในห้อง
พวกมันมีจำนวนมาก มากล้นจนไม่อาจนับไหวได้
“ยิงธนู! ”
คำสั่งโจมตีได้ถูกถ่ายถอดลงมาจากองค์ราชินีทั้งห้า
สายบังคับการทั้งห้าเหล่าทัพเริ่มโจมตีออกไปโดยไม่คิดที่จะให้พวกศัตรูได้ตั้งตัว
ลูกธนูจำนวนมากยิงเข้าปะทะกับฝูงแสงที่บินกรูเข้ามา
พวกมันบินวนเวียนคล้ายเกลี่ยวคลื่น พุ่งตรงมาทางพวกเราราวกับอรพิษร้าย
ประกายแสงที่ส่องออกมาจากปีกของพวกมันพร้อมกับกระแสลมอันรุนแรง ได้คอยปัดป้องลูกธนูที่ยิงออกไปสู่ทิศทางอื่น
“ยิง! ยิง ยิงงงงง! ”
ลูกธนูนับแสนยังคงยิงต่อเนื่องออกไปเข้าปะทะกับเกลียวคลื่นแสงโดยไม่สนใจว่าพวกมันจะสามารถป้องกันเอาไว้ได้
ผมเห็นพวกมันส่วนหนึ่งร่วงโรยลงมากองที่พื้นเพราะถูกลูกธนูยิงใส่ แต่กระนั้นเกลี่ยวคลื่นแสงก็ยังวิ่งเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
ในตอนนั้นเอง ที่พื้นที่แถวรูตรงเพดานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
มวลดินจำนวนมากเริ่มก่อตัวขึ้นจากพื้นดินข้างล่าง พุ่งขึ้นไปสู่รูขนาดใหญ่ที่ถูกเปิดออกตรงเพดานข้างบนนั้น
“ไม่ว่ามันจะคืออะไร อย่าให้พวกมันสร้างสิ่งนั้นได้! ทำลายมันซะ! ”
หน่วยลอบสังหารกลุ่มหนึ่งได้ผุดออกมาจากผิวดินบริเวณนั้น
พวกเขาออกมาลอบสังหารปีศาจแสงที่กำลังสร้างเนินดินด้วยความรวดเร็ว
แต่ก็ถูกพวกศัตรูสวนกลับด้วยความรวดเร็วเช่นกัน
ภูติแสงที่มีผมสีทองเรียบดูเด่นชัด ได้เสกไฟออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่า
มันพ่นเปลวเพลิงออกมาเป็นจำนวนมาก และก่อเป็นแนวกำแพงไฟล้อมเนินดินนั้นเอาไว้
หน่วยลอบสังหารของคอมมิวพยายามบุกเข้าไปอย่างสุดกำลัง แต่กองกำลังชุดขาว ไม่อาจที่จะตีผ่านวงล้อมของกำแพงไฟเข้าไปได้
ร่างของพวกเขาต่างจมลงไปในกองเพลิง
“คอมมิว อย่าให้พวกมันสร้างเนินนั้นได้! ”
“รับทราบครับท่านคอมพาเนียน! ”
คอมมิวที่สวมเกราะแขนกลสีขาวกรีดเสียงตอบรับคำสั่งองค์ราชินี
เขาพุ่งออกมาจากผิวดิน แล้ววิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปจากทางด้านหลังของเจ้าปีศาจแสงสีทอง
คงมีไม่กี่คนที่สามารถทนความร้อนที่รุนแรง แล้วกล้าวิ่งเผ่านกำแพงไฟเข้าไปแบบนั้นได้
“ดิก~!? ”
มีดจำนวนสี่เล่มได้ถูกปาเข้าใส่ร่างของปีศาจแสงคนนั้น
แต่กลายเป็นว่ามีกำแพงไฟปรากฏขึ้นที่รอบตัวของมัน
มีดที่พุ่งเข้าใส่ ถูกความร้อนจากเปลวไฟนั้นแผดเผาละลายหายไปสิ้น
“@! #% ดิก~! ”
เจ้าผมสีทองกรีดเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวด
ร่างของมันลุกเป็นไฟที่ร้อนแรงอย่างน่ากลัว
มันบินถล่าลงมาแล้วกอดร่างของเจ้าคอมมิวเอาไว้
“@#$^! ”
ก่อนที่จะเกิดกองเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นมาจนแผดเผาไปด้วยกันทั้งคู่
“อ๊าก! อะไร นี่มันยอมตายพร้อมกับข้าเรอะ!? ”
คอมมิวร้องโหยหวยด้วยความเจ็บปวด
ถึงเกราะจะทนทาน แต่ร่างกายของเขาไม่อาจทนความร้อนที่ส่งผ่านชุดเกราะนั้นเข้ามาได้
“ไม่จริง ข้าคนนี้ต้องมาตายเพราะเรื่องแบบนี้---”
ขุนพลคอมมิวได้สิ้นชีวิตลงแล้ว
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“ช่างกล้าหาญยิ่งนัก”
ข้ากำลังมองดูการต่อสู้ของเผ่าตัวจิ๋วจากบนปากรูที่พวกเขาเปิดเอาไว้ให้
พวกเรามาถึงเป้าหมายที่เป็นห้องคริสดัลแห่งชีวิตแล้ว
แต่เนื่องจากเพดานของห้องอยู่สูงมากกว่าสิบเมตร เลยทำให้พวกเราไม่สามารถกระโดนลงไปข้างล่างได้
ดังนั้นพวกตัวจิ๋วจึงรับหน้าที่บุกออกไปเป็นกองกำลังแรก เพื่อที่จะสร้างเส้นทางให้กับพวกเรา
และในตอนที่พวกมันใช้อาคมบางอย่างเพื่อสร้างเส้นทางให้กับพวกเรานั้น ก็มีกองกำลังลึกลับของศัตรูปรากฏตัวขึ้นมาจากทางด้านหลัง จนกลายเป็นการต่อสู้ที่หนักหน่วงข้างล่างนั้น
แม่ทัพของเผ่าตัวจิ๋วยอมสละชีวิตตัวเองลงอย่างกล้าหาญ และยอมแผดเผาตัวเองไปพร้อมกับคนที่น่าจะเป็นแม่ทัพของศัตรู
ช่างกล้าหาญยิ่งนัก
“ทุกหน่วย ระวังการลอบโจมตีของศัตรูด้วย อีกเดียวพวกเราจะได้บุกแล้ว! ”
“โอ้ว! ”
เส้นทางที่พวกเราขุดขึ้นมาใหม่นั้น กำลังถูกโจมตีจากทุกทิศทาง
พวกมันใช้วิธีมุดดิน แล้วลอบโจมตีเข้ามาโดยไม่คิดที่จะปล่อยให้พวกเราบุกลงไปข้างล่างนั้น
แต่เพราะว่าพวกเรามีประสบการณ์โดนลอบโจมตีเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว เลยทำให้สามารถรับมือได้
หากได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังมาจากผิวดิน กองทัพของพวกเราก็จะแทงดาบใส่กำแพงในทันทีอย่างไม่ลังเล
เนินดินที่พื้นข้างล่างเริ่มถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
“เส้นทางใกล้จะถูกเชื่อมแล้ว ทุกคนเตรียมตัวบุก! ”
เอาละ ได้เวลาจบสงครามครั้งนี้เสียที!
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
เจ้าดีลอนิกมันช่างโง่จริง
สร้างกำแพงไฟที่ร้อนระดับหลอมมีดมาอยู่ข้างตัวแบบนั้น ความร้อนจากกำแพงมันก็แผ่ออกมาเผาร่างตัวเองไม่ใช่หรือไงดอง…
เพราะแบบนั้น มันเลยกลายเป็นการเผาตัวเองตายไปพร้อมกับศัตรูเสียอย่างงั้น
แต่เอาเถอะ ดูเหมือนว่าเผ่าอื่นจะเห็นเป็นความกล้าหาญไปแทนละนะดอง~
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
กองทัพปีศาจยักษ์กับกองทัพเผ่าจอมมารเริ่มกรูลงมาจากเพดาน ราวกับจะตอกย้ำความเลวร้ายของสถานการณ์ที่พวกเราเผชิญอยู่
ถึงฝั่งเราจะมีกองกำลังจำนวนมาก รวมไปถึงกองกำลังที่เกิดใหม่จากคริสตัลแห่งชีวิต แต่พวกศัตรูเองก็มีกองกำลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยสักนิด
น่าจะมีราวสามแสน ไม่สิ… อาจจะเกือบสี่แสนได้
ทั้งที่ลดจำนวนพวกมันไปได้มากแล้ว แต่ยังมีเหลือกองทัพเยอะขนาดนี้เลยหรือ...
และถ้าหากคริสตัลถูกทำลาย พวกเราก็จะจบลงทันทีโดยไม่เกี่ยวกับว่ามีกองทัพมากกว่า หรือน้อยกว่า
“กองทัพแห่งราชินีแฟต พวกเราจะปกป้องคริสตัลด้วยชีวิต กองทัพแนวหน้า ตามข้าพเจ้ามา! ”
ผมชักดาบสี่เล่มเตรียมพร้อมรบ พร้อมกับวิ่งทะยานออกไปด้วยขาคู่นี้
“กองทัพแห่งฟรีด้า จงคำรามศึก จงสู้เพื่อเผ่าพันธ์ุของพวกเรา หากจะตาย จงตายอย่างมีเกียรติ์ เพื่อราชินีของพวกเรา! ”
สกัดชูหอกขึ้นฟ้าพร้อมกับส่งเสียงคำรามศึกก้องไปทั่ว
“เหล่าผู้ติดตามเอย ข้าฮอร์เนสผู้ไร้พ่าย จะไม่ทำให้พวกเจ้าผิดหวัง จงตามข้ามา จงตามแผ่นหลังของข้ามา แล้วข้าผู้นี้จะนำชัยมาให้พวกเจ้า อย่ามิหวั่นกลัวศัตรูตรงหน้า อย่าหวั่นเกรงต่อความตาย ทุกหน่วย บุก! ”
ฮอร์เนสวิ่งทะยานนำทัพด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ พร้อมกับง้าวขนาดใหญ่ที่ดูดุดัน
“โอ้วววว! ”
เสียงคำรามจากฝ่ายศัตรูเริ่มดังสะท้านขึ้น
กองทัพปีศาจเริ่มวิ่งลงมาจากรูข้างบนเพดานราวกับเขือนที่แตกพังทลาย
ในเวลาเดียวกัน กองทัพของพวกเราก็วิ่งสวนเข้าใส่เช่นกัน
นี่อาจจะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพวกเราแล้วก็เป็นได้
“ระวังการโจมตีของพวกปีศาจแสง! ”
กองทัพปีศาจแสงเริ่มบินกระจายตัวออกจนคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ของห้องโถง
พวกมันส่องแสงเป็นประกายออกมาจากลูกแก้วของพวกมัน พร้อมกับที่มีลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นจำนวนมากผุดขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่า
นอกจากลูกไฟขนาดเล็กแล้ว ยังมีประกายสายฟ้าที่วิ่งเป็นเส้นแสงสีเหลืองไปทั่วอีกด้วย
ลูกไฟจำนวนนับหมื่น หรืออาจเป็นแสน ได้พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่กองทัพของพวกเรา
สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน ได้ถูกฟาดลงมาในห้องโถงใต้ดินราวกับมีพายุบังเกิดขึ้น
เปลวไฟได้พวยพุ่ง สายฟ้าได้แผดเผาร่างของนักรบไปเป็นจำนวนมาก
แต่กระนั้นก็มิอาจหยุดคลื่นของกองทัพของพวกเราได้
ในเวลานั้นเองที่มีลูกไฟส่วนหนึ่งเล็งยิงไปที่คริสตัลแห่งชีวิต
“อย่าคิดว่าจะทำลายได้ง่าย ๆ นะ! ”
กองทัพลอบสังหารที่เหลืออยู่นั้น ต่างกระโจนออกมาจากผิวเพดานห้องโถง
พวกเขากางปีกบินถลาลงมา แล้วใช้โล่เหล็กเข้าขวางเส้นทางบินของลูกไฟเอาไว้
เกิดเสียงระเบิดดังคำรามไปทั่ว พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่เจ็บปวด
“บุก! บุกเข้าไป อย่าได้สนใจการโจมตีของมัน! ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยสังหารจัดการไป! ”
เหนือข้างบนพื้นขึ้นไปห้าเมตร ได้กลายเป็นลานต่อสู้อันดุเดือดระหว่างหน่วยลอบสังหารกับพวกปีศาจแสง
ร่างอันเล็กจ้อยเพียงหนึ่งเมตร กำลังเข้าโรมรันกับกองทัพอันน่าเกรงขามของมดองครักษ์ที่สูงสามเมตร
เลือดไร้สีและเลือดสีเขียวต่างปลิวกระจายไปทั่ว จนเป็นหยาดน้ำฝนที่โปรยปรายลงมาพร้อมกับสายฟ้าฟาดและลูกไฟ
ในขณะที่น่านฟ้ากำลังกลายเป็นนรก ที่พื้นดินเองก็กำลังจะกลายเป็นนรกไม่ต่างกัน
แนวหน้าของศัตรูกำลังใกล้เข้ามา และจะปะทะกันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
และผู้ที่นำทัพของพวกมันก็ไม่ใช่ใครคนอื่นไกล
[อสูรแห่งอัคคี บานา] และ เผ่าจอมมารที่ชื่อว่า [เอรีส]
ข้าจำสองคนนี้ได้ เพราะว่าเคยปะทะกันมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว
นอกจากสองคน ยังมีอีกสามคนที่ดูคล้ายว่าเป็นแม่ทัพของพวกมันวิ่งนำอยู่ที่แถวหน้าด้วย
เผ่าจอมมารผิวสีดำสวมเกราะหนังดูคล่องตัว
เผ่าปีศาจแสงตัวเล็กที่สวมผ้าตัวบางสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับผมสีเขียวของมัน
เผ่าปีศาจยักษ์ ที่มีผิวกายสีเขียว ไว้ผมยาวสีม่วง และมีดวงตาคมดูดุร้าย… ยัยนี่คือคนที่เคยลอบเข้ามาสังหารองคราชินีแฟตไม่ใช่หรือ?
หากพิจารณาด้วยสายตาแล้ว ระดับแม่ทัพของศัตรูคงมีประมาณห้าคน และน่าจะมีฝีมือพอตัว
ในขณะที่พวกเรามีเพียงสามคนเท่านั้น…
“ข้าจะรับมือสามคนเอง ที่เหลืออีกสองคนพวกแกรับมือไป”
“ฮอร์เนส เจ้าไหวหรือ? ”
“คิดว่าข้าคนนี้เป็นใครกัน? ”
ฮอร์เนสพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
“...งั้นฝากด้วย สกัด แกรับมือคนผิวดำไป ส่วนผมจะรับมือคนผมยาวสีม่วงตรงนั้นเอง”
ศึกสุดท้าย ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว