คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 31 :เยี่ยมจริง ๆ

    ตอนที่ 31 :เยี่ยมจริง ๆ

     

            เมื่อเวลาผ่านไปรายชื่อของเด็กฝึกทั้งสิบคนก็ค่อย ๆ ถูกคัดออกทีละคน

     

            ต่อมาเหล่าคณะกรรมการจึงกังวลว่าจะมีนักศึกษาที่มีความสามารถเข้ามามากกว่านี้พวกเขาจึงคัดออกจนเหลือเด็กฝึกเพียงคนเดียว เพื่อเพิ่มโควต้าในการพิจารณา

     

            เมื่อเห็นว่าใกล้จะหกโมงเย็นแล้วยังมีนักศึกษาอีกกว่า 300 คนที่ยังไม่ได้แสดง

     

            หลางเวิ่นซิงจึงเอ่ยขึ้นว่า“ดูอีกแค่สองคน แล้วก็คัดเลือกเด็กฝึกจากนักศึกษาที่รอการพิจารณาเถอะ”

     

            ในเวลานี้มีคนจำนวนหนึ่งนั่งอยู่สองฝั่งของเวทีขนาดเล็กในโรงละคร

     

            ที่นั่งทางด้านซ้ายมือเป็นเด็กฝึกที่ได้รับการยืนยันแล้วทั้งหมด9 คนส่วนที่นั่งทางด้านขวามือเป็นนักศึกษา 5 คน ชาย 4 คน หญิง 1 คน โดยผู้ชาย 3 คนในนั้นเลือกมาจากคนที่รอการพิจารณา ส่วนชายอีก 1 คน และหญิง 1 คนเป็นสองคนสุดท้ายที่เหลือจาก 10 คนที่เดินเข้าไปในโรงละครกลุ่มล่าสุด

     

            “โอเค” ทุกคนพยักหน้า “คนต่อไป”

     

            ชายหนุ่มอายุประมาณ20 ปี ย้อมผมสีทอง รูปร่างสูงใหญ่ หุ่นดี ตาโต จมูกโด่งเป็นสัน ขึ้นไปบนเวทีและโค้งคำนับให้กรรมการทุกคน

     

            “อาจารย์ทุกท่านสวัสดีครับ ผมชื่อหลิวไคเป็นนักศึกษาปีหนึ่งของภาควิชาการศึกษาออนไลน์ เอกละครเวทีครับ”

     

            เช่นเดียวกับวิทยาลัยอื่นๆวิทยาลัยการละครเขตฮัวเซียได้ทำการเปิดภาควิชาการศึกษาออนไลน์ขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาซึ่งเทียบเท่ากับวิทยาลัยภาคค่ำและหลักสูตรเร่งรัดแต่เมื่อเทียบกับหลักสูตรเร่งรัดแล้ววิชาเอกของภาควิชานี้ยังต้องสะสมหน่วยกิตและเข้าสอบโดยวุฒิการศึกษานั้นได้รับการรับรองจากภาครัฐแล้ว

     

            แน่นอนว่าภาคการศึกษาออนไลน์นี้ก็มีข้อบกพร่องเช่นกัน

     

            อาจเป็นปัญหาทั่วไปของคนจีนเพราะภาคการศึกษาออนไลน์นั้นเทียบเท่ากับการศึกษาภาคผู้ใหญ่นักศึกษาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วไปจึงมักจะดูถูกคนที่ทางออนไลน์และคิดว่าพวกเขาแค่ใช้เงินก็ซื้อใบรับรองก็ได้แล้ว

     

            “ภาคการศึกษาออนไลน์งั้นหรือ ? ”

     

            “ล้อกันเล่นหรือเปล่า ไม่ค่อยได้เข้าห้องเรียนแล้วจะมีทักษะอะไรกัน ? ”

     

            “เจ้าหนุ่ม นายกลับไปเรียนซ้ำสักหนึ่งปีสอบภาควิชาปกติได้แล้วค่อยมาสมัครใหม่เถอะ”

     

            ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาจากทั้งสองฝั่งหรือกรรมการที่อยู่ในที่นั้นบางส่วนถึงกับมีสีหน้าผิดหวังและดูถูก

     

            ยกเว้นพวกหลางเวิ่นซิงหลิวจือเซีย และหานจวิ้นชิง

     

            ที่หลางเวิ่นซิงมีท่าทีเช่นนี้เพราะเขาต้องออกจากโรงเรียนมัธยมเพื่อมาหางานทำที่จิงฮัวการศึกษาของเขาไม่ได้สูงและไม่เคยผ่านการฝึกอบรมจากผู้จัดการส่วนตัว หรือการฝึกอบรมขององค์กรแต่เขาก็ยังสร้างบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านได้เลยไม่ใช่หรือไง ?

     

            ส่วนหลิวจือเซียนั้นแม้ตอนนี้เขาจะเป็นศิลปินแต่ในโลกที่เขาจากมาเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าไม่เคยได้ไปโรงเรียนอะไรแต่ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่นของตัวเขาเองเขาก็ยังสามารถปีนขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการเพลงได้และเขาก็ยังสามารลงทุนในบริษัทบันเทิงและกลายเป็นผู้บริหารของบริษัทสื่อที่มีชื่อเสียงอีกด้วย !

     

            ส่วนหานจวิ้นชิงไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงไม่มีท่าทีดูแคลนหรือผิดหวัง

     

            หลิวไคที่อยู่บนเวทีไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขามีจิตใจดีหรือว่ามีอะไรยึดเหนี่ยว เมื่อต้องเผชิญกับข้อกังขาของทุกคนเขากลับไม่ได้แสดงความวิตกกังวลหรือตื่นตระหนกออกมาอย่างใดแต่กลับยิ้มที่มุมปากเท่านั้น

     

            “อะแฮ่ม ไม่ทราบว่าคุณจะแสดงอะไรหรือครับ ? ” หลิวจือเซียเอ่ยถาม

     

            “ร้องเพลงครับ ! ” หลิวไคเอ่ยออกมา “‘เพลงฝนหนาว’ ของหลิวเทียนหวางครับ”

             

            ฝนหนาวเป็นหนึ่งในผลงานเพลงที่โดดเด่นของหลินเทียนหวางจากเกาะฮ่องกง อีกทั้งคนแต่งเนื้อร้องและทำนองก็ยังอยู่ในโรงละครแห่งนี้อีกด้วย!

     

            หานจวิ้นชิงถูกต้องเขาคนนั้นก็คือหานจวิ้นชิง !

     

            “ฉันกำลังรอคอยผู้หญิงคนหนึ่ง

     

            ยังรอและจมลงในทะเลแห่งความทุกข์

     

            ความรู้สึกส่วนหนึ่งค่อยๆ ถูกเทออกไป

     

            ไม่มีใครสนใจว่าดอกไม้จะโรยราหรือแย้มบาน...”

     

            เมื่อเสียงดนตรีดังขึ้นหลิวไคก็เปล่งเสียงออกมา

     

            “ยอดเยี่ยม... หลิวไคคนนี้ เสียงคล้ายกับหลิวเทียนหวางเลย”

     

            “พอหลับตาฟัง เสียงนี้เหมือนกับหลิวเทียนหวางไม่มีผิด ! ”

     

            “พวกเขาสองคนแซ่หลิวเหมือนกัน หรือว่าจะเป็นญาติกัน ? ”

     

            ทันทีที่เสียงร้องดังขึ้นนั้นทั้งกรรมการและนักศึกษาที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ตะลึงไปตาม ๆ กันเสียงนี้ฟังดูเหมือนนักร้องต้นฉบับไม่มีผิด

     

            “ความรักที่ไม่หนักแน่น โยกซ้ายเอียงขวา

     

            ได้แต่ซ่อนความทุกข์นี้ไว้ในส่วนลึกของใจ

     

            ฉันยังรอคอยการกลับมาของเธอ

     

            หรือจะได้กลับมาแค่เพียงคำว่าสมน้ำหน้า...”

     

            เขายังคงร้องเพลงต่อไปแต่ทั้งหลิวจือเซียและอู๋เล่ยครูสอนร้องเพลง ต่างขมวดคิ้วมุ่น

     

            “ไม่ใช่ ! ” หลิวจือเซียขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “แม้ว่าเนื้อเพลงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่ท่วงทำนองของเพลงกลับเปลี่ยนไป ทำให้ท่วงทำนองของเพลงเข้ากับเสียงของหลิวไคได้เป็นอย่างดีต้องมีมืออาชีพช่วยเขาปรับทำนองแน่นอน”

             

            สำหรับ ‘เพลงฝนหนาว’ นั้นหลิวจือเซียคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะทำนองของเพลงนี้เหมือนกับ ‘เพลงฝนน้ำแข็ง’ ในโลกก่อนของเขาอีกทั้งเนื้อเพลงก็ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     

            โลกนี้ความผิดเรื่องลิขสิทธิ์นั้นรุนแรงมากหากเพลงที่จดลิขสิทธิ์กับสมาคมถูกแก้ไขโดยบุคคลภายนอก จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทันที

     

            หลิวจือเซียหันไปมองเหล่าคณะกรรมการที่นั่งอยู่ทางด้านข้างก็พบว่านอกจากอู๋เล่ยที่กำลังขมวดคิ้วอยู่นั้นประธานกรรมการและผู้แต่งเพลงนี้อย่างหานจวิ้นชิงกลับไม่มีท่าทีใด ๆ แม้แต่น้อย

     

            อีกทั้งมุมปากของเขายกขึ้นพร้อมกับมีสีหน้าเพลิดเพลินอีกด้วย

     

            สำหรับหูอี้ฟานฉางหยวน เย่หลินเถา รวมถึงหลางเวิ่นซิงแล้วเป็นเรื่องปกติที่จะฟังการเปลี่ยนแปลงของทำนองเพลงนี้ไม่ออกเพราะพวกเขาไม่ใช่มืออาชีพในวงการดนตรี

     

            แต่หานจวิ้นชิงนั้นไม่เหมือนกันผู้ชายคนนี้เป็นนักแต่งเพลงอันดับต้น ๆ ของวงการบันเทิงและยังเป็นคนที่แต่งเพลงนี้อีกด้วย ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะฟังไม่ออกนี่นา ?

     

            หรือว่า...มีพิรุธ มีพิรุธจริง ๆ !

     

            ……………………..

     

            “ยังยินยอมรับอุบัติเหตุอันเจ็บปวดนี้

     

            จากผู้หญิงที่รักที่สุด...”

     

            เมื่อร้องเพลงจบทุกคนในโรงละครเล็ก ๆ แห่งนี้ก็เริ่มปรบมือให้ไม่ว่าเพลงนี้จะละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่อย่างไรซะก็เป็นเกียรติที่นักร้องคนหนึ่งควรได้รับ

     

            “ไม่เลว เพลงนี้ร้องได้ดีทีเดียว แม้ว่าจะเป็นการร้องเลียนแบบเสียงของต้นฉบับแต่โดยรวมแล้วถือว่าไม่เลวเลย” หูอี้ฟานเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

     

            ด้วยความสัตย์จริงในบรรดานักศึกษาทั้งหมดที่ได้รับการคัดเลือกในวันนี้ ในหมู่ผู้ชาย หลิวไคคนนี้มีท่าทางเหมือนไอดอลมากที่สุดแล้วไม่แปลกที่แม้แต่หูอี้ฟานก็ยังประทับใจ

     

            “อี้ฟานพูดถูก แม้เขาจะไม่ได้ร้องเหมือนเป๊ะ ๆ แต่ก็นับว่าใช้ได้แล้ว ! ”ฉางหยวนเอ่ยพลางหัวเราะออกมา

     

            “ผมคิดว่าด้วยลักษณะท่าทางของเขาแล้ว เหมาะที่จะเข้าวงการเป็นนักร้องไอดอล”เย่หลินเถาวิเคาระห์ “ตอนนี้ไอดอลได้รับความนิยมในหมู่สาว ๆ อย่างมาก ด้วยรูปร่างหน้าตาของเขาสามารถเป็นได้แน่”

     

            ไอดอลในที่นี้หมายถึงไอดอลในการร้องเพลง !

     

            “เยี่ยม ! ”หานจวิ้นชิงเมื่อได้ยินคำพูดของเหล่าคณะกรรมการก็ยิ่งเผยสีหน้าดีใจออกมา “หลิวไคยินดีด้วย...”

     

            “เดี๋ยวก่อนครับ ! ” หลิวจือเซียเอ่ยขัดหานจวิ้นชิง “เราเลือกเขาไม่ได้นะครับ! ”

     

            “ใช่แล้วครับ ! ” สีหน้าของอู๋เล่ยดูย่ำแย่ไม่น้อย

     

            “ทำไมหรือ ? ” หลางเวิ่นซิงเองก็แปลกใจ

     

            “มีเหตุผลสองข้อครับ ! ” หลิวจือเซียเอ่ยเสียงเข้ม “ข้อแรกคือเพลงนี้มีการแก้ไขถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนอีกข้อ...”

     

            เอ่ยถึงตรงนี้หลิวจือเซียก็กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “หลิวไคร้องเพลงไม่เลวก็จริงแต่เขาตั้งใจเลียนแบบต้นฉบับมากเกินไป ทำให้สูญเสียความเป็นตัวเอง ! ”

     

            “ถูกต้อง ! ”

     

            อู๋เล่ยลุกขึ้นพร้อมเอ่ยเสริมว่า “หากเป็นแค่เด็กฝึก พวกเราสามารถเลือกเขาได้แต่สไตล์การร้องของเขาถูกกำหนดเอาไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือท่าทางต่างก็เลียนแบบหลิวเทียนหวางทั้งสิ้นหลังจากนี้หากเราต้องการให้เขาปรับปรุงเกรงว่าคงแก้ไขได้ลำบาก หากเลือกเข้ามา เขาก็คงไม่สามารถเดินบนเส้นทางนักร้องได้เหลือเพียงเส้นทางการแสดงเท่านั้น อาจารย์หานคุณคิดว่ายังไงครับ ? ”

     

            หานจวิ้นชิงตอนนี้ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา เขาเพียงแค่นั่งฟังที่หลิวจือเซียและอู๋เล่ยพูดเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

     

            “เรื่องแรกเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ ผมอยากถามว่าพวกคุณทราบหรือไม่ว่าใครเป็นคนแต่งเพลงนี้ ? ”

     

            “อาจารย์หาน คุณเล่นอะไรกัน คุณเป็นคนแต่งไม่ใช่หรือครับ ? ” อู๋เล่ยกล่าว

     

            “คุณก็ไม่ได้โง่นี่ ! ” หานจวิ้นชิงปรายตามองอู๋เล่ย“เพลงนี้ผมเป็นคนปรับแก้ให้กับหลิวไคเอง ตอนนี้ยังจะผิดลิขสิทธิ์อยู่ไหม ? ”

     

            “ห๊ะ ? ”

     

            เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างมองหานจวิ้นชิงด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

     

            หลิวไคที่อยู่บนเวทีก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

     

            เสียงหัวเราะจนแสบแก้วหูนั้นเหมือนกำลังหัวเราะเยาะพวกหลิวจือเซียอยู่อย่างไรอย่างนั้น เซอร์ไพรส์ ตกใจไหมล่ะ ?

     

            “ส่วนประเด็นที่สอง ผมคิดว่ายิ่งไม่มีปัญหาเข้าไปใหญ่”หานจวิ้นชิงเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “เสียงของหลิวไคนั้นคล้ายกับหลิวเทียนหวางมากแต่เนื้อเสียงของเขาจะหยาบกว่าของหลิวเทียนหวาง เมื่อเดบิวต์ในฐานะเด็กฝึกผมจะทำอัลบั้มให้เขาเอง”

     

            บัดซบนี่มันเรื่องอะไรกัน ?

     

            อะไรคือการเดบิวต์ในฐานะเด็กฝึก?

     

            ตอนนี้ยังอยู่ช่วงรับสมัครเด็กฝึกอยู่คุณก็คัดเลือกคนที่จะเดบิวต์ในฐานะเด็กฝึกแล้วงั้นหรือ จะดูถูกนักศึกษาที่นั่งอยู่ตรงนี้เกินไปแล้ว ?

     

            เห็นได้ชัดว่ามีการกำหนดภายในเอาไว้แล้วไม่ยุติธรรม ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย !

     

            “แต่อาจารย์หานครับ วันนี้พวกเรารับสมัครเด็กฝึกให้กับบริษัทไม่ใช่นักร้องเงาเสียงนะครับ ! ”

     

            หลิวจือเซียในฐานะแขกรับเชิญพิเศษและในฐานะอดีตผู้บริหารของบริษัทสื่อ เขาย่อมเข้าใจคุณสมบัติของศิลปินในสังกัดดี

     

            “สิ่งที่พวกเราต้องการไม่ใช่แค่เงาเสียงที่เอาแต่เลียนแบบคนอื่นพวกเราหวังว่าเด็กฝึกที่บริษัทเทรนออกมาไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องหรือสไตล์การร้องก็ต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองไม่ใช่หลิวเทียนหวางที่ร้องเพลงฝนหนาวคนที่สองนะครับ ! ”

     

            “นายหุบปากไปซะ ! ”

     

            หานจวิ้นชิงยังไม่ทันได้พูดอะไรหลิวไคที่อยู่บนเวทีก็ตะโกนออกมาทันที “นายมีสิทธ์อะไรมาตัดสินฉันนายเองก็แค่โชคดีที่ดังได้เพราะอินเทอร์เน็ตไม่ใช่หรือไงถ้าไม่ใช่เพราะมีคนเอาคลิปร้องเพลงของนายไปโพสต์บนอินเทอร์เน็ตล่ะก็ใครจะรู้ว่านายเป็นใคร ฉันว่าเพลงที่ฉันร้องยังเพราะกว่าเพลงที่นายร้องตั้งเยอะ ! ”

     

            ขวับ !

     

            เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวเจ้าหนุ่มที่ชื่อหลิวไคคนนี้ไม่ธรรมดาเลย !   

     

            ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นเด็กฝึกของบริษัทด้วยซ้ำกลับกล้ากวนบาทาศิลปินในสังกัดของบริษัทซะแล้ว เยี่ยม เยี่ยมจริง ๆ !

     

            คราวนี้ไม่ใช่แค่นักศึกษาที่นั่งอยู่รอบๆ เท่านั้น แม้แต่หลางเวิ่นซิงและกรรมการคนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน

     

            นี่ยังไม่ทันเข้าบริษัทเลยด้วยซ้ำแต่กล้าเหยียบหัวรุ่นพี่ซะแล้ว ถ้ารับเข้าบริษัทมาจะไม่เกิดเรื่องใหญ่เลยหรือ ?

     

            “เจ้าหนุ่ม พูดจาระวังปากหน่อย ! ” อู๋เล่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“พวกเรากำลังพูดเรื่องจริงไม่ได้วิจารณ์นาย หวังว่านายจะเข้าใจซะใหม่”

     

            “อาจารย์อู๋เล่ย” หลิวไคมองอู๋เล่ย “ผมเองก็กำลังพูดความจริงอยู่เหมือนกันหากมีคนเอาคลิปร้องเพลงของผมโพสต์ลงบนอินเทอร์เน็ตล่ะก็รับรองว่าผมเองก็ต้องเข้าตาบริษัทเหมือกัน”   

     

            แม่เจ้าประกาศศึกซึ่ง ๆ หน้าเลยหรือเนี่ย !   

     

            แม้ว่าจะมีนักศึกษาในโรงละครเหลืออยู่ไม่มากแต่เมื่อพวกเขาได้ยินการสนทนาระหว่างหลิวจือเซีย อู๋เล่ย และหลิวไคต่างก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

     

            นี่จะทะเลาะกันตรงนี้เลยหรือ!

     

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน