ช่วงพลบค่ำ ในที่สุดเมฆครึ้มที่สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งลอยเคว้งอยู่กลางนภาก็ไม่อาจกอดรัดอีกกันต่อไปพวกมันจึงกลายเป็นหิมะ แล้วร่วงลงมาในเมืองหลวงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยในที่สุด
ชายผู้หนึ่งเอื้อมเคาะประตูหน้าจวนของตระกูลกู่ในเมืองฉางอันท่ามกลางหิมะและลมหนาวโหมกระหน่ำ
ผู้ที่ออกมาเปิดประตู เป็นชายชราผู้หนึ่ง
ซูฉางอันเคยเจอชายชราผู้นี้ที่เมืองเป่ยหลานในแผ่นดินทางเหนือมาก่อน เขาคือพ่อบ้านในจวนอ๋องที่เคยต้อนรับพวกเขาที่จวนจิ้นอ๋องนั่นเอง
และสิ่งที่ทำให้ซูฉางอันรู้สึกตกตะลึงก็คือทั้งที่ไม่ได้เจอกันมานานเฉียดปี แต่ชายชรากลับจำซูฉางอันได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันเลยทีเดียว
“คุณชายซู คุณหนูกับท่านอ๋องรอท่านนานแล้ว” เขาบอกกับซูฉางอันด้วยรอยยิ้ม
เมื่อพูดจบเขาก็โค้งตัวให้ แล้วเดินนำซูฉางอันเข้าไปในจวนอ๋องโดยไม่แม้แต่จะขอดูบัตรเชิญด้วยซ้ำ คาดว่าชายชราผู้นี้คงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าซูฉางอันจะมา
เพราะเชื่อใจคนตรงหน้า ซูฉางอันจึงเดินตามเขาเข้าไปอย่างว่านอนสอนง่าย
ต้องยอมรับ ว่าสมแล้วที่ตระกูลกู่ หนึ่งในตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินต้าเว่ย
แม้จวนประจำเมืองฉางอันแห่งนี้จะไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก แต่กลับถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตและงดงามต้นไม้ใบหญ้า ธารน้ำ หินผา รูปปั้น หยกแกะสลัก และเครื่องประดับอีกมากมายถูกจัดวางเอาไว้ภายในจวนอย่างยอดเยี่ยมและเหมาะสมที่นี่มีทุกอย่างเท่าที่จะคิดได้เลยทีเดียว
ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ในที่สุดซูฉางอันก็มาถึงหอแห่งหนึ่งโดยการนำทางของชายชรา
ซูฉางอันแหงนหน้าขึ้นมองสิ่งก่อสร้างตรงหน้าบนนั้นมีป้ายไม้ที่แลดูเก่าแก่แขวนอยู่ด้วย และบนนั้นก็มีอักษรเขียนเอาไว้ว่า...หอตั้นมู่!
หอตั้นมู่? ช่างเป็นชื่อที่แปลกเสียจริง ซูฉางอันนึกขึ้นในใจ
“ท่านอ๋องรออยู่ข้างในแล้ว คุณชายซู เชิญ” ชายชราโค้งให้ซูฉางอันพลางผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ แล้วกล่าวขึ้น
“อืม” ซูฉางอันพยักหน้าเบาๆ เขาเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูที่ปิดอยู่หลังนึกลังเลอยู่เล็กน้อย ในที่สุดจึงตัดสินใจดันประตูตรงหน้าให้เปิดออก
ช่างเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าแฝงไปด้วยความเก่าแก่และโบราณ
ทางมุมซ้ายและขวามีเก้าอี้ไทชิสีแดงตั้งอย่างเป็นระเบียบอยู่ประมาณสามสี่ตัวโดยที่ตัวเก้าอี้แต่ละตัวมีภาพดอกเหมย กิ่งไผ่ กล้วยไม้ และลวดลายต่างๆสลักอยู่อย่างวิจิตรบรรจง ที่ตรงกลางระหว่างเก้าอี้แต่ละคู่มีโต๊ะตั้งคั่นอยู่หนึ่งโต๊ะกล่าวคือที่นี่ถูกจัดให้นั่งกันเป็นคู่ๆ นั่นเอง ทั้งบนโต๊ะก็มีอุปกรณ์สำหรับดื่มชาวางอยู่ด้วย
ที่มุมเหนือสุดกลางห้องมีโต๊ะหนังสือขนาดใหญ่ตั้งอยู่หนึ่งโต๊ะมันเป็นโต๊ะที่ทำจากไม้ประดู่เช่นเดียวกับเก้าอี้ไทชิตัวอื่นๆ ในห้องทว่าลวดลายที่สลักตามขาโต๊ะทั้งสี่ด้านกลับมีความประณีตมากกว่าตัวอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
บัดนี้ บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไทชิ หลังโต๊ะขนาดใหญ่ที่กลางห้องในท่าตัวตรงและกำลังเขียนบางอย่างลงบนกระดาษเบื้องหน้า
เพราะเขานั่งย้อนแสงของเปลวเทียนภายในห้องซูฉางอันจึงมองเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัดเจนนัก เขาเพียงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ทรงพลังและสง่างามทุกการเคลื่อนไหว
พญาราชสีห์ มักโดดเด่นมาแต่กำเนิด...
ถ้อยคำข้างต้นผุดขึ้นในหัวของซูฉางอันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เขารู้ได้ในทันที ว่าบุรุษผู้นี้เป็นบิดาของกู่เซี่ยนจวินบุตรแห่งจิ้นอ๋องจากแผ่นดินทางเหนือ กวนอู่โหวแห่งแผ่นดินต้าเว่ย
“มาแล้วรึ?”
ในที่สุด ชายตรงหน้าก็เขียนจนเสร็จ เขาวางพู่กันในมือลง แล้วเงยหน้ามองมาที่ซูฉางอัน
และในตอนนั้นในที่สุดแสงจากเปลวเทียนที่ตั้งอยู่ภายในห้องก็ทำให้ซูฉางอันมองเห็นใบหน้าของบุรุษตรงหน้าอย่างเต็มตา
หากพิจารณาจากรูปลักษณ์ บุรุษผู้นี้คาดว่ามีอายุราวสี่สิบกว่าๆ เท่านั้นเขามีดวงตาเปล่งประกายราวดวงดารา โครงหน้าคมคาย สวมกวานทองคำสีม่วงไว้เหนือศีรษะแล้วใช้ปิ่นหยกปักซ้ำอีกครั้ง ร่างสง่าถูกคลุมด้วยชุดคลุมสีอ่อน ใช้ด้ายสีทองเย็บตัดขอบอย่างสวยงาม
“อืม” ซูฉางอันพยักหน้า
“นั่งสิ!” บุรุษผู้นั้นชี้ไปยังเก้าอี้ไทชิที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด
ซูฉางอันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไทชิอย่างว่าง่ายเท่านั้น
“เรื่องดูแลเซี่ยนจวินในช่วงที่ผ่านมา ลำบากคุณชายซูแล้ว” บุรุษผู้นั้นส่งยิ้มมาให้พลางกล่าวขึ้น
“อืม” ซูฉางอันพยักหน้าเบาๆ เขาไม่ชอบการทักทายที่ไม่จริงใจเช่นนี้เลย เหตุที่เขามาที่นี่ก็เพื่อสิ่งที่กู่เซี่ยนจวินบอกเขาผ่านวิชาลับเท่านั้น
ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะข้ามบทสนทนาในครั้งนี้ไป เพราะเขาไม่ชอบ และไม่ถนัดเรื่องการพูดแสร้งว่าเกรงใจกันเพียงต่อหน้าเช่นนี้จริงๆทว่าในตอนที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่างออกมา กู่ฟางเทียนก็ถามขึ้นเสียก่อน
“ได้ยินเซี่ยนจวินบอกมาว่าดูเหมือนคุณชายซูจะยังติดใจกับเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในงานฉลองพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิอยู่เช่นนั้นรึ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็ชะงักไป หลังลังเลอยู่เล็กน้อยในที่สุดซูฉางอันก็เลือกเก็บคำพูดที่กำลังจะหลุดออกมาจากปากกลับเข้าไปแล้วส่ายหน้าพลางกล่าวเช่นนี้ออกมาแทน “ต่างฝ่ายต่างมีมุมมองและสถานะที่แตกต่างกันออกไปข้าจึงไม่ถึงกับติดใจอะไร อีกอย่าง หากจะว่าไปแล้ว แม่นางกู่ก็ช่วยข้ามามากแถมข้ายังทำให้นางได้รับบาดเจ็บภายในงานเสียอีก”
สิ่งที่เขาพูดออกมา ล้วนออกมาจากความรู้สึกแท้จริงทั้งสิ้น ตั้งแต่ที่รู้ว่ากู่เซี่ยนจวินจงใจอ่อนข้อให้ตนในการประลองที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันนั้นซูฉางอันก็รู้สึกผิดที่ตนทำให้กู่เซี่ยนจวินได้รับบาดเจ็บมาโดยตลอด
เพียงแต่... เขาแค่ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรหรืออยู่ร่วมกับกู่เซี่ยนจวินที่มีจุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนเช่นไรเท่านั้น
ดังนั้น หลังคิดอยู่นาน ดูเหมือนการเว้นระยะห่างจากนางจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเหตุนี้ ที่หน้าสำนักเทียนหลานในวันนี้เขาจึงเลือกที่จะเรียกกู่เซี่ยนจวินว่าแม่นางกู่นั่นเอง
หลังฟังซูฉางอันพูดจนจบ กู่ฟางเทียนก็มองสำรวจซูฉางอันตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้งเมื่อพบว่าชายที่มีดวงตาใสสะอาดผู้นี้พูดด้วยความจริงใจ จึงถอนหายใจออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้กู่เซี่ยนจวินคงเคยเล่าประวัติของตัวเองให้เจ้าฟังมาแล้วสินะ”
แน่นอนว่าซูฉางอันรู้ประวัติของกู่เซี่ยนจวินดี
นางเป็นลูกครึ่งระหว่างมนุษย์และเทพ
ที่เขาโยวหยุน ชายซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นครึ่งเทพคนนั้นลอบโจมตีขบวนของพวกเขาก็เพราะต้องการตัวกู่เซี่ยนจวิน นอกจากนี้ ที่เมืองหลานหลิง ที่ผู้คนนับพันต้องถูกฆ่าก็เพื่อล่อให้กู่เซี่ยนจวินเดินทางไปที่นั่น
ในฐานะบิดาของกู่เซี่ยนจวิน กู่ฟางเทียนย่อมเคยพบเผ่าเทพพวกนั้นอยู่แล้วเพราะเหตุนี้ ซูฉางอันจึงรีบเดินทางมาที่นี่ทันทีที่กู่เซี่ยนจวินส่งกระแสจิตไปบอกเขาว่าบิดาของนาง หรือก็คือกู่ฟางเทียนจะบอกเรื่องทั้งหมดที่รู้เกี่ยวกับเผ่าเทพให้ฟังในคืนนี้...
“ภรรยาของท่านเป็นเผ่าเทพรึ?” ซูฉางอันมองไปยังกู่ฟางเทียนพลางถามสิ่งที่สงสัยมานานออกไป
สิ่งที่เกิดขึ้นที่เขาโยวหยุน การสังหารหมู่ในเมืองหลานหลิงและเรื่องเล่าที่วู๋ถงเคยบอกกับเขา...
ทั้งหมด ทำให้เขารู้สึกว่าเผ่าเทพเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทั้งแข็งแกร่ง อำมหิตเฉลียวฉลาด และเลือดเย็นมากเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ที่จะคิดภาพว่ามีมนุษย์แต่งงานและมีทายาทกับเผ่าเทพได้จริงๆ
คำถามของซูฉางอันทำให้กู่ฟางเทียนมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้น “ถูกต้อง นางน่าจะเป็นคนของเผ่าเทพแต่ก่อนที่ข้าจะรู้จักนาง... นางไม่ใช่”
ซูฉางอันชะงักไป เขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรนักว่ากู่ฟางเทียนหมายความว่าอย่างไรกันแน่จึงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “หมายความว่าอย่างไร?”
กู่ฟางเทียนปรากฏความอ่อนโยนที่ตัดกับใบหน้าคมคายแสนทรงพลังของเขาออกมา
“ข้าเจอเหยียนเอ๋อร์ในกองหิมะ ในตอนนั้นหมู่บ้านที่นางอยู่เพิ่งถูกคนร้ายโจมตี เหยียนเอ๋อร์หนีออกมาได้ด้วยความโชคดี แต่ดันหลงทางเพราะหิมะที่ถาโถมลงมาเฉียบพลันจนหมดสติอยู่กลางหิมะในที่สุด”
“ในตอนนั้น ข้าได้รับคำสั่งให้ไปจัดการกับโจรป่ากลุ่มนั้นพอดี จึงบังเอิญพบนางระหว่างทาง”
“ในตอนนั้น นางไม่มีพลังแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่มีที่พึ่งที่ไหนข้าจึงรับนางมาอยู่ด้วย ต่อมา เมื่อนานวันเข้าพวกเรามีใจให้กัน ข้ากับนางจึงลักลอบคบหากันแม้คนในครอบครัวจะขัดขวางก็ตามต่อมาเหยียนเอ๋อร์ก็ตั้งครรภ์ลูกของข้า หรือก็คือเซี่ยนจวิน ดังนั้นแม้ท่านพ่อจะต่อต้านความสัมพันธ์ของพวกเรามากแค่ไหน แต่เพราะเห็นแก่ลูกสุดท้ายท่านก็ยอมให้ข้ากับเหยียนเอ๋อร์แต่งงานกัน”
“นับแต่นั้นพวกเราก็ได้อยู่ด้วยกัน และมีช่วงเวลาที่นับว่าแสนสุขด้วยกันช่วงหนึ่งแต่ความสุขเช่นนี้กลับคงอยู่เพียงไม่นาน เพราะจู่ๆ เหยียนเอ๋อร์ที่กำลังตั้งครรภ์ก็มีอาการแปลกๆนางมักหมดสติเป็นประจำ ทั้งยังพูดภาษาที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เข้าใจออกมาเป็นระยะเพราะเรื่องนี้ ข้าเคยเชิญหมอแทบจะทุกคนในแผ่นดินทางเหนือมาตรวจอาการของนางแต่พวกเขาก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ!”
“กระทั่งวันที่ให้กำเนิดเซี่ยนจวิน”
เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้ ความอ่อนโยนที่เคยอยู่บนใบหน้าของกู่ฟางเทียนพลันสลายไปความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าเป็นความหวาดกลัวหรือโกรธเกรี้ยวก็ปะทุขึ้นมาแทนที่เสียงของเขากดต่ำลงในพริบตา
“จู่ๆ จวนอ๋องของตระกูลกู่ในเมืองเป่ยหลานก็ถูกตัวประหลาดกลุ่มหนึ่งโจมตีคนกลุ่มนั้น... จะบอกว่าเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่ครั้นจะบอกว่าเป็นตัวประหลาดก็ไม่เชิง... พวกมันแข็งแกร่งมากทั้งยังไม่กลัวตายเลยสักนิดแม้แต่ท่านพ่อผู้เป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แสนแข็งแกร่งก็ยังได้รับบาดเจ็บหนักเพราะสัตว์ประหลาดที่หลั่งไหลเข้ามาราวสายน้ำหลากพวกนั้น”
“ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เหยียนเอ๋อร์ที่เพิ่งให้กำเนิดเซี่ยนจวินก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแต่นางกลับเปลี่ยนไปราวคนละคน กลิ่นอายแห่งพลังที่กระจายออกจากร่างของนางแข็งแกร่งมากแม้แต่ท่านพ่อที่เป็นนักรบแห่งดาราจักรก็ยังแข็งแกร่งไม่ได้หนึ่งในสิบของนางด้วยซ้ำนางใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็กำจัดฝูงสัตว์ประหลาดพวกนั้นจนหมดสิ้น”
“หลังจากนั้น นางกลับมาอยู่กับข้าอีกครั้งและบอกว่านางเป็นครึ่งเทพที่กลับชาติมาเกิดและเทพก็ถูกห้ามไม่ให้มีความสัมพันธ์กับมนุษย์โดยเด็ดขาดแต่นางกลับมีทายาทร่วมกับข้าในตอนที่ยังไม่ได้ฟื้นคืนพลัง พวกผู้รับใช้เทพไม่ยอมปล่อยนางกับลูกของพวกเราไปแน่”
“และนางจำต้องเดินทางไปทำหน้าที่บางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากจึงไม่อาจพาลูกไปด้วย นางจึงย้ำให้ข้าดูแลและปกป้องลูกของเราให้ดี”
หลังพูดจนจบ กู่ฟางเทียนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ และจมเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
“แล้วหลังจากนั้นละขอรับ” ซูฉางอันถามต่อไปด้วยความรีบร้อน
สิ่งที่กู่ฟางเทียนเล่ามา ทำให้ซูฉางอันรู้อะไรเพิ่มขึ้นไม่น้อยยกตัวอย่างเช่นเทพที่เป็นเหมือนภรรยาของกู่ฟางเทียน...ดูเหมือนนางไม่ได้จ้องจะทำลายล้างโลกเหมือนเทพตนอื่นๆ ในตำนานที่วู๋ถงเล่าให้ฟังและอีกอย่าง ดูเหมือนเทพเจ้าจะไม่ได้ฟื้นคืนชีพด้วยวิธีอาศัยร่างของคนอื่นเหมือนที่ซูฉางอันเป็นอยู่ในตอนนี้เพียงเท่านั้นแต่พวกเขายังกลับชาติมาเกิดได้ด้วย
ดังนั้น เขาจึงอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าเป็นอย่างมากเพราะตอนนี้เขารู้เรื่องเกี่ยวกับพวกมันน้อยเหลือเกิน และเขาก็รู้สึกว่าหากสิ่งที่ตู้หงฉางเคยบอกเป็นเรื่องจริงเช่นนั้นในอีกไม่ช้า เขาต้องได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัวเหล่านี้อีกครั้งอย่างแน่นอน
ทว่ากู่ฟางเทียนกลับส่ายหน้า แล้วขมวดคิ้วมุ่น “นับแต่นั้นเป็นต้นมาข้าก็ไม่ได้เจอนางอีกเลยแต่จวนอ๋องในเมืองหลานหลิงกลับถูกสัตว์ประหลาดพวกนั้นโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าและแน่นอน เป้าหมายของพวกมันก็คือเซี่ยนจวิน”
“เมื่อเวลาผ่านไปเพราะสัตว์ประหลาดที่เข้ามาโจมตีในแต่ละครั้งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่ท่านพ่อก็ยังแทบจะรับมือไม่ไหวแล้วเช่นนั้น ท่านจึงจำต้องขอความช่วยเหลือจากองค์จักรพรรดิและท่านอวี้เหิงแล้วส่งเซี่ยนจวินมาที่เมืองฉางอัน ส่วนเรื่องต่อจากนั้นคาดว่าเจ้าก็คงจะรู้จนหมดแล้ว”
ซูฉางอันพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบให้กู่ฟางเทียนทั้งที่ในใจกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแม้ว่าในที่สุดเขาก็ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเทพมากขึ้นจากปากของกู่ฟางเทียนแต่เรื่องที่เขารู้ในตอนนี้ช่างน้อยเหลือเกินทว่าในขณะที่เขาเตรียมจะขอบคุณและบอกลากู่ฟางเทียนอยู่นั้น จู่ๆ กู่ฟางเทียนก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“กระทั่งเมื่อหลายเดือนก่อน ข้าได้พบกับเหยียนเอ๋อร์อีกครั้ง” พูดไปพลางกู่ฟางเทียนก็ขมวดคิ้วไปด้วย ราวกำลังรู้สึกสงสัยในอะไรบางอย่าง“แต่ข้าไม่แน่ใจว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า”
“หืม? หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?” ซูฉางอันกล่าวถาม
“เพราะข้าได้พบนางในฝัน”
“ในฝัน?” ซูฉางอันชะงักไป เขาคิดว่าสิ่งที่กู่ฟางเทียนพูดมาช่างเหลวไหลสิ้นดี
“ถูกต้อง แต่ความฝันนั้นช่างสมจริงเหลือเกิน เหมือนเหยียนเอ๋อร์จงใจทำให้ข้าฝันเช่นนั้นและสิ่งที่นางบอกกับข้าก็ยิ่งทำให้ข้ามั่นใจในสิ่งที่คิดมากขึ้น”
“เรื่องอะไรหรือขอรับ?”
“ตอนนี้ เผ่าเทพแฝงตัวเข้ามาในเมืองฉางอันแล้วนางบอกให้ข้าพาเซี่ยนจวินออกไปจากเมืองฉางอัน หลังจากนั้นไม่นานข้าก็ได้รับข่าวว่าเซี่ยนจวินถูกเผ่าเทพโจมตี”
“ดังนั้น เหตุที่ข้ามายังเมืองฉางอันในครั้งนี้ ก็เพื่อพาเซี่ยนจวินไปจากที่นี่แต่เซี่ยนจวินเป็นคนมีนิสัยดื้อรั้น นางยืนกรานว่าต้องพาเจ้าไปด้วยนางจึงจะยอมไป... ช่วงนี้ มีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นมากมายสถานการณ์ทางอำนาจกำลังจะพลิกผัน แล้วยังมีเผ่าเทพที่คอยราวีไม่เลิกอีกหลังข้ากับท่านพ่อปรึกษากันแล้วพวกเราตกลงกันว่าจะถอนตัวออกจากศึกชิงบัลลังก์ในครั้งนี้ แต่กับคุณชายซู...”
เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ กู่ฟางเทียนก็เงยหน้ากลับขึ้นมามองซูฉางอันอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเพราะคำพูดของตน จึงว่าต่อไปในที่สุด“ขออภัยด้วยที่ข้าต้องพูดตรงๆ แต่คุณชายซูเป็นศิษย์ของสำนักเทียนหลาน ย่อมไม่อาจดึงตัวเองออกมาจากศึกชิงบัลลังก์ในครั้งนี้ได้แต่ตระกูลกู่ของเรา นอกจากต้องรับมือกับเผ่าปีศาจที่แดนเหนือยังมีเผ่าเทพคอยราวีอีก พวกเราจึงไม่อยากมีเรื่อง หรือสร้างปัญหาเพิ่มอีกก่อนหน้านี้ เพราะความวู่วาม เราเลยเข้าไปข้องเกี่ยวกับศึกชิงบัลลังก์ขององค์ชายห้าและองค์ชายใหญ่อยู่ช่วงหนึ่งแต่บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วและก่อนหน้านี้พวกเราก็บอกเจตจำนงของตระกูลกู่กับท่านอัครเสนาบดีไปแล้ว อีกไม่นานพวกเราจะพาเซี่ยนจวินไปจากที่นี่”
“แต่หากจะปกป้องคุณชายซูด้วย เกรงว่าตระกูลกู่ของเรา...”ขณะกล่าวประโยคนั้นออกมา สายตาของโหวเยผู้ทรงอำนาจแห่งแผ่นดินต้าเว่ยมองมายังซูฉางอันกลับแฝงไปด้วยความวิงวอน
คำพูดของกู่ฟางเทียนทำให้ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นหากสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงคือเผ่าเทพแฝงตัวเข้ามาในเมืองฉางอันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นนั้นคนที่น่าสงสัยมากที่สุดก็คือซือหม่าสวี่ แต่จากคำพูดของกู่ฟางเทียนแล้ว เหมือนเขายังไม่รู้เรื่องนี้ส่วนเรื่องที่ว่าตระกูลกู่จะปกป้องตนได้หรือไม่ ซูฉางอันกลับไม่รู้สึกใส่ใจสักนิดสุขภาพของอาจารย์อวี้เหิงกำลังแย่ลงทุกวินาที ในเวลาเช่นนี้เขาไม่มีทางไปจากอวี้เหิงได้อยู่แล้ว เพียงแต่... สิ่งที่รับรู้มา ทำให้เขาทวีความรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับกู่เซี่ยนจวินขึ้นหลายเท่า
เขาพยักหน้าอีกครั้ง แล้วตอบกลับไป “กู่โหวเยโปรดวางใจ ข้าน้อยเข้าใจแล้วข้าจะพูดเรื่องนี้กับกู่เซี่ยนจวินเอง”
หลังได้รับคำตอบจากซูฉางอัน กู่ฟางเทียนจึงถอนหายใจโล่งอกออกมาในที่สุด
ท่าทางของกู่ฟางเทียนทำให้ซูฉางอันรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างประหลาด จู่ๆเขาก็คิดถึงบิดาที่ยังอยู่ในดินแดนทางเหนือขึ้นมา จะว่าไปแล้ว จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่ได้เจอท่านพ่อมานานแรมปี ไม่รู้ว่าร่างกายของท่านยังแข็งแรงดีหรือเปล่าจะแต่งอนุเข้ามาในบ้านหรือยังนะ
ระหว่างที่เขากำลังใจลอย เสียงของกู่ฟางเทียนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณชายซูมีจิตใจที่น่ายกย่องยิ่งนัก ข้ารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก”พูดไปพลาง โหวเยก็โค้งตัว แล้วคารวะมาให้
ซูฉางอันรีบพุ่งไปพยุงร่างของกู่ฟางเทียนให้กลับมายืนตรงอีกครั้ง“ท่านโหวเย อย่าทำเช่นนี้เลย ท่านคอยคิดแทนเซี่ยนจวินเช่นนี้นับว่านางมีวาสนายิ่งนัก ข้าจะไปพูดเรื่องนี้กับนางเดี๋ยวนี้เลย”
“เช่นนั้น ขอบใจท่านมาก” กู่ฟางเทียนประสานมือเข้าด้วยกันแล้วคารวะมายังซูฉางอันอีกครั้ง
ซูฉางอันประกายรอยยิ้มขึ้น หลังไตร่ตรองอยู่สักพัก เขาจึงเอ่ยขึ้นดังนี้“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะรบกวนท่านโหวเย”
“คุณชายซู บอกมาได้เลย หากข้าทำได้ ข้าย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”
“ตอนนี้ซูไท่ บิดาของข้ารับตำแหน่งเป็นเชียนฮู่ของเมืองฉางเหมินเพียงแต่... ท่านมีอายุมากแล้ว...”
ยังไม่ทันพูดจบ กู่ฟางเทียนก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “คุณชายซูโปรดวางใจ ข้าขอใช้ชีวิตเป็นประกันว่าตราบใดที่ตระกูลกู่ยังอยู่ในแผ่นดินทางเหนือข้าจะไม่มีวันปล่อยให้บิดาของคุณชายซูต้องลำบากเด็ดขาด!”
ในที่สุด ซูฉางอันก็คลายความกังวลลงเสียที
“เช่นนั้น ข้าขอตัวไปคุยกับเซี่ยนจวินก่อน” พอพูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืน จากนั้นหมุนตัวเดินออกไปนอกห้องในที่สุด
ทว่าระหว่างหมุนกาย หางตาก็กวาดไปเห็นอักษรบนชั้นวางหนังสือของกู่ฟางเทียนเข้าเสียก่อน...
มันเป็นวรรคต้นของกลอนบทหนึ่ง...
ซึ่งเขียนเอาไว้เช่นนี้...
กาลเวลามิอาจผันแปรมิตรแท้...