ณ ที่บ้าน
หลี่ซีเหวินพยุงโจวเหวินจิ้งนั่งลงบนโซฟา รินน้ำให้หนึ่งแก้วแล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า “คุณกลัวมากไหมครับ”
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ คุณไม่ได้รับบาดเจ็บจากคมมีดใช่ไหม” โจวเหวินจิ้งดึงหลี่ซีเหวินมาตรวจดูอย่างละเอียด
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ แค่มีดเท่านั้นเอง ทำอะไรผมไม่ได้หรอก” หลี่ซีเหวินยกแขนเบ่งกล้ามของตัวเองให้ดู “ผมฝึกฝนมาก่อนที่จะพบคุณน่ะครับ”
“เหลวไหล ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินคุณพูดเกี่ยวเรื่องนี้มาก่อนเลยล่ะคะ” โจวเหวินจิ้งกลอกตาและบ่น “ในอนาคตพวกเราไม่สามารถหุนหันพลันแล่นแบบนั้นได้นะคะ เพราะสือเป่าเป็นคนที่เราไปยั่วยุไม่ได้ แม้ว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้ในวันนี้ แล้วในอนาคตล่ะคะ”
“วางใจเถอะครับ เขาไม่กล้าแล้วล่ะ ผมเตือนเขาไปแล้ว” หลี่ซีเหวินพูดเบา ๆ
โจวเหวินจิ้งคิดถึงความตื่นตระหนกของสือเป่าก่อนที่จะจากไป ดูเหมือนเขาจะหวาดกลัวมากจริง ๆ เธอจึงถามหลี่ซีเหวินด้วยความสงสัยว่า “คุณพูดอะไรกับเขาหรือคะ”
“ก็แค่คำพูดหยาบคายน่ะครับ อันธพาลอย่างเขาคงกลัวจนถูกทำให้ตกใจ” หลี่ซีเหวินพูดเบา ๆ
โจวเหวินจิ้งดูไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เธอเพียงกระซิบว่า “ฉันรู้ว่าตอนนี้คุณเปลี่ยนไปแล้ว แต่การสร้างปัญหาก็ไม่ดีหรอกนะคะ หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา มันจะไม่เกิดประโยชน์เลย”
หลี่ซีเหวินรู้ว่าโจวเหวินจิ้งห่วงใยเขา ดังนั้นจึงจับมืออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนและพูดเบา ๆ ว่า “เหวินจิ้ง ผมบอกคุณไปแล้วว่าต่อจากนี้ ผมจะไม่ปล่อยให้คุณต้องทนทุกข์ทรมานอีกเพราะคุณคือคนสำคัญที่สุดของผม”
เมื่อเห็นท่าทางของหลี่ซีเหวินที่เป็นเช่นนี้ โจวเหวินจิ้งก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างอธิบายไม่ถูก แต่สีหน้าของเธอยังคงดูเศร้าหมอง
“เหวินจิ้ง คุณมีอะไรในใจหรือเปล่าครับ” หลี่ซีเหวินเห็นอย่างนั้นจึงถามขึ้น
“ฉันอยากรู้ว่า...คุณได้ขายบ้านไปหรือเปล่าคะ” โจวเหวินจิ้งสอบถามแล้วเสริมว่า “คนข้างล่างเขาก็พูดแบบนั้นน่ะค่ะ”
หลี่ซีเหวินตกตะลึง ไม่น่าแปลกใจเลย สือเป่าต้องได้ยินอะไรบ้างอย่างมาแน่ เขาถึงได้พูดว่าจะพาโจวเหวินจิ้งกลับบ้าน
“จ้าวเจี้ยนคนนี้ปากมากจริง ๆ” หลี่ซีเหวินรู้ว่าจ้าวเจี้ยนจะต้องเป็นคนพูดเรื่องนี้แน่ เขาพยักหน้าและพูดว่า “บ้านหลังนี้ถูกขายไปแล้วจริง ๆ ครับ”
“มันถูกขายไปแล้วจริง ๆ หรือคะ ทำไมล่ะ” โจวเหวินจิ้งน้ำตาไหล เมื่อเธอได้ยินหลี่ซีเหวินยอมรับออกมา
“เหวินจิ้ง อย่าร้องไห้สิครับ มันก็เป็นแค่การขายบ้านเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ไม่นานหลังจากนี้พวกเราค่อยไปซื้อบ้านที่หลังใหญ่กว่านี้ดีไหมครับ” หลี่ซีเหวินรีบปลอบโยน
“ซื้อใหม่หรือคะ คุณมีเงินงั้นเหรอ คุณรู้ไหมคะว่าบ้านหลังนี้สำคัญกับฉันแค่ไหน” น้ำเสียงของโจวเหวินจิ้งสั่นเครือ จากนั้นเธอก็น้ำตาไหลไม่หยุด
หลี่ซีเหวินตกใจเล็กน้อย เขาไม่ได้จริงจังกับเรื่องการขายบ้านหลังนี้เลย ในสายตาของเขามันก็แค่การขายบ้านเท่านั้น แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของโจวเหวินจิ้งแล้ว จึงได้เข้าใจทันทีว่าตัวเองนั้นไร้เดียงสาเกินไป
บ้านคือธุรกิจสำหรับเขา แต่มันไม่ใช่สำหรับโจวเหวินจิ้ง คำตอบนั้นชัดเจนแล้ว
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลี่ซีเหวินก็กอดโจวเหวินจิ้งไว้ในอ้อมแขนและอธิบายอย่างจริงจังว่า “เหวินจิ้ง คุณฟังผมนะครับ ตอนนี้เสี่ยวหนี่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและพวกเราไม่สามารถจ่ายค่าผ่าตัดให้เธอได้ การขายบ้านเป็นวิธีที่เร็วที่สุดแล้วนะครับ”
“คุณหมายความว่าคุณขายบ้านเพื่อจะนำไปจ่ายค่าผ่าตัดให้เสี่ยวหนี่หรือคะ” โจวเหวินจิ้งตกใจ
“เป็นการทำเพื่อการผ่าตัดจริง ๆ ครับ แต่บ้านหลังนี้ค่อนข้างเก่าและหาผู้ซื้อไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น คุณเคยคิดไหม แม้ว่าคุณจะขายบ้านไป แต่ก็คงได้แค่เงินสำหรับค่าผ่าตัดและค่าพักฟื้นหลังการผ่าตัดเท่านั้น แต่เสี่ยวหนี่อายุเพียงสามขวบเท่านั้น หากลูกได้รับการผ่าตัดใหญ่แบบนี้ พวกเราไม่สามารถคิดแค่เรื่องค่าผ่าตัดเพียงอย่างเดียวได้นะครับ” หลี่ซีเหวินอธิบายอย่างจริงจัง
โจวเหวินจิ้งพยักหน้าหลังจากได้ยินสิ่งนี้ “ถ้าการขายบ้านยังไม่พอ แล้วทำไมคุณยังขายมันอีกล่ะคะ”
“พูดให้ถูกคือ มันคือการแลกเปลี่ยนครับ” หลี่ซีเหวินกล่าว
“แลกเปลี่ยนหรือคะ” โจวเหวินจิ้งไม่เข้าใจมากขึ้น
“ใช่ครับ ผมแลกบ้านหลังนี้กับโรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮม” หลี่ซีเหวินอธิบาย
“อะไรนะคะ แค่บ้านพัง ๆ ของเราสามารถแลกโรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมมาแทนได้ด้วยเหรอ” โจวเหวินจิ้งไม่อยากจะเชื่อ
“มันเป็นโรงงานแปรรูปที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเลยน่ะสิ แต่ผมยอมใช้หนี้ให้ทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนโรงงานกับผม”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ซีเหวิน โจวเหวินจิ้งก็ตกตะลึงไปสองสามวินาทีและถามอย่างกระวนกระวายใจว่า “หนี้ทั้งหมดเท่าไหร่คะ”
เธอรู้ว่าครอบครัวนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้
“คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก เพราะผมจะได้เงินคืนทั้งหมดภายในหนึ่งเดือนรวมทั้งค่าผ่าตัดของเสี่ยวหนี่ก็จะถูกจัดการอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน เชื่อผมนะครับ แค่ครั้งนี้ ตกลงไหม”
หลี่ซีเหวินยกแขนขึ้นพร้อมกับมอบความหวังสุดท้ายให้กับผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา
โจวเหวินจิ้งไม่ได้ตอบกลับไปในทันที หลังจากเงียบไปนาน เธอค่อย ๆ พูดออกมาสามคำ “ฉันเชื่อคุณ”
สามคำนี้มันหนักอึ้ง อย่างน้อยก็หนักอึ้งในหัวใจของหลี่ซีเหวิน
********* *****
วันรุ่งขึ้น หลี่ซีเหวินมาถึงโรงงานแปรรูปในตอนเช้า จากนั้นก็ให้หลินชูและฉางไห่ไปยืมรถสามล้อถีบมา 2 คันเพื่อนำไส้กรอกแฮมเกือบร้อยกล่องออกมาและรีบขี่ไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต
“ขอบอกเลยนะครับบอส ว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่รับซื้อไส้กรอกแฮมของเราหรอก แล้วอย่างนี้พวกเราจะส่งไปที่นั่นอีกทำไม มันขายไม่ได้หรอก” หลินชูบ่น ขณะถีบรถสามล้อ
“อย่าประเมินไส้กรอกแฮมเหล่านี้ต่ำจนเกินไปสิ มันมีค่ามากนะ” หลี่ซีเหวินพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะเอาไส้กรอกแฮมไปแลกกับวัตถุดิบในการปรับปรุงโรงงานใหม่น่ะ”
“ไม่รู้ว่าควรพูดดีไหม แต่ผมชื่นชมคุณมากจริง ๆ ผมไม่เคยเห็นคุณจ่ายเงินเลยสักหยวน แต่ก็ยังสามารถทำโรงงานนี้ให้ดีได้ ทุกคนทำงานราวกับไก่หัวขาด แต่ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าคุณต้องการจะทำอะไรกันแน่” หลินชูพูดอย่างสงสัย
“ไม่ช้าก็เร็ว นายก็จะได้รู้” หลี่ซีเหวินยิ้มอย่างมีเลศนัยและถามว่า “มีซุปเปอร์มาร์เก็ตกี่แห่งในเมืองเฉาโจว”
“ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กวนหยู แม้ว่าจะเล็ก แต่ก็มีถึงสามสาขา ส่วนที่เหลือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีขนาดเล็กและก็มีร้านขายของชำที่พวกเราเคยติดต่ออีกประมาณ 80 แห่งครับ” หลินชูกล่าว
“ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ใหญ่นัก ดังนั้นจึงมีซุปเปอร์มาร์เก็ตค่อนข้างน้อยสินะ” หลี่ซีเหวินยิ้ม
“ตอนนี้อยู่ช่วงการปฏิรูปและการเปิดใหม่ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามอย่างยิ่งเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น การเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตจึงกลายเป็นกระแสไปแล้วล่ะครับ” หลินชูกล่าวพร้อมหัวเราะออกมาเบา ๆ “แทนที่คุณสร้างโรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมแห่งนี้ เปลี่ยนเป็นไปเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตยังจะทำเงินได้ดีกว่าอีก”
“มีซุปเปอร์มาร์เก็ต 30 แห่งในหนึ่งเมืองและมีมากกว่า 600 เมืองในประเทศ ถ้าเปิดหนึ่งเมืองละแห่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะสามารถทำเงินได้เท่าไรกันนะ” หลี่ซีเหวินพูดอย่างสบาย ๆ
“บอส คุณนี่ช่างมีความทะเยอทะยานมากจริง ๆ! ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย” หลินชูส่ายศีรษะเบา ๆ เขารู้สึกว่าหลี่ซีเหวินกำลังคุยโม้อีกแล้ว
“นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานทั้งนั้น” หลี่ซีเหวินกระแอมในลำคอ “หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว รีบขี่รถไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใกล้ที่สุด วันนี้ฉันจะขายไส้กรอกแฮมทั้งหมดในโกดังให้ได้”
“คุณฝันหรือไปเปล่า!”
หลินชูไม่กลัวที่จะโจมตีหลี่ซีเหวินเลย เพราะเขารู้ดีว่าชื่อเสียงเสีย ๆ ของไส้กรอกแฮมนี้เป็นอย่างไร ไม่กี่นาทีต่อมาที่หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่มีขนาดไม่ถึง 100 ตารางเมตร เถ้าแก่ของซุปเปอร์มาร์เก็ตชำเลืองมองฉลากบนไส้กรอกแฮมแล้วพูดว่า
“ไส้กรอกแฮมเฟิงซูวางั้นเหรอ ไม่ล่ะ มันขายไม่ง่ายเลย ลองไปขายที่อื่นดูเถอะ” เถ้าแก่ร้านไม่ได้ซ่อนความรังเกียจของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“มาเถอะครับ พวกเราลองมาคุยเรื่องราคากันก่อน” หลี่ซีเหวินรีบคว้าตัวเถ้าแก่ร้านเอาไว้แล้วยื่นบุหรี่ให้อีกฝ่าย
บุหรี่ถูกซื้อโดยฉางไห่และฉางไห่ยังต้องเป็นคนจ่ายเงินอีกด้วย
“น้องชาย ไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว ไส้กรอกแฮมเฟิงซูฮวาเป็นสิ่งที่รับซื้อไม่ได้จริง ๆ ฉันได้ยินมาว่าโรงงานแห่งนี้กำลังจะปิดตัวลงด้วยนี่น่า” เถ้าแก่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตพูดหลังจากหยิบบุหรี่ไป
“อะไรกันครับ โรงงานนี้เพิ่งถูกขายไปเองนะ ก่อนหน้านี้เฟิงซูฮวาขายไส้กรอกแฮมให้เถ้าแก่ราคาเท่าไหร่ครับ” หลี่ซีเหวินพูดขึ้น
“หนึ่งหยวนสองชิ้น แต่พวกเราขายหนึ่งหยวนสี่ชิ้นซึ่งถูกกว่าไส้กรอกแฮมยี่ห้ออื่นตั้ง 10 เหมาก็ยังไม่มีใครซื้อเลย” เถ้าแก่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตพูด
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่พูดเรื่องไร้สาระกับแล้วกัน ราคา 8 เหมา เถ้าแก่ต้องการไส้กรอกแฮมจำนวนเท่าไรครับ” หลี่ซีเหวินทำการเปรียบเทียบโดยตรง
“8 เหมาเหรอ” เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่ร้านตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทางด้านหลินชูกับฉางไห่ก็ตกตะลึงไปเช่นกัน เพราะราคานี้มันถูกเกินไปแล้ว
“ใช่ครับ ราคา 8 เหมา”
“ลืมมันไปเถอะ ถึงจะราคาถูก แต่ฉันก็ทำเงินไม่ได้อยู่ดี!”
“ผมให้ 7 เหมา”
“นี่...”
“6 เหมา”
“6 เหมา ให้ฉันลองคิดดูก่อน”
“5 เหมา ไม่ต้องคิดมากแล้วครับ เถ้าแก่ทำเงินได้แน่นอน คำขอเดียวของผมคือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดเท่านั้น”
********* *****v***** *********
เชิงอรรถ
1 หยวน(元)เท่ากับ 10 เจียว/เหมา(角/毛)
1 เจียว/เหมา (角/毛) เท่ากับ 10 เฟิน (分)
*เงินในรูปแบบของเหรียญ จะมี 1 หยวน, 1, 2, 5 เจียว/เหมา, 1, 2, 5 เฟิน
*เงินในรูปแบบของธนบัตร จะมี 1, 2, 5 เจียว/เหมา และหยวน 10, 20, 50 และ100 หยวน