“สตรีตัวใหญ่รึ 5555 น่ากลัวยิ่งนักเป็สตรีแต่รูปร่างกำยำสูงใหญ่เช่นนั้นจะมีผู้ใดรับไปเป็ภรรยากันเล่า” กลุ่มด้านหลังพูดคุยเข้าหูมาตลอด
เถ้าแก่กุ้ยเงียบฟังแล้วหัวเราะก่อนจะหันมาหาคุณชายหานผู้หล่อเหลาและอวยบุตรสาวของตัวเอง “วันนี้กุ้ยเหมยอิงทำซื่อจื่อต้มน้ำตาลไว้ให้คุณชาย รับสักถ้วยดีหรือไม่” เถ้าแก่พูดเหมือนบังคับทางอ้อมว่าทำให้เขาทานเพียงผู้เดียว บัณฑิตหนุ่มรู้มิใช่มิรู้ว่าลุงกุ้ยหมายถึงสิ่งใด
“ขออภัยด้วยข้ามิชอบขนมหวาน” เพ่ยหานหรงเอยปฎิเสธและมองสบตากับองครักษ์ต้าสึของตนเอง ก่อนที่ต้าสึจะลุกเดินออกไปทางคู่สนทนาด้านหลังทันที บัณฑิตหนุ่มลุกขึ้นยืนกล่าวลา “วันนี้ข้าอยู่ได้ไม่นานไว้จะมาดื่มชาใหม่ในอีกห้าวันให้หลัง ขอตัว” เดินออกไปด้านนอก ลุงมุ่ยหยิบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงวางทิ้งไว้แล้วเดินตามคุณชายออกไป
เพ่ยหานหรงเดินอย่างสบายๆ พร้อมกับครุ่นคิดถึงสตรีขายอาวุธ ‘ล่ำสันเช่นนั้นหรือ’ แค่คิดพระองค์ก็ถึงกับขนกายลุกชัน มิได้รังเกียจแต่..หน้าหล่อเหลาขมวดมุ่น ‘ช่างเถิดอย่าได้คิดใส่ใจ’ หลังจากนี้พระองค์คงจะไม่ออกมานอกวังหลวงอีกหลายเดือนเพราะต้องไปคอยดูท่านพ่อที่กำลังจะได้รับการฝังเข็มจากหมอเทวดาท่านหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่
ฟุ่บ!!ต้าสึพริ้วกายตามลงมาด้านหลังพร้อมกับรายงาน “สตรีนางนั้นขายดาบอยู่ในตรอกยั่วโถว นางจะอยู่ที่นี่เพียงสี่วันแล้วเดินทางต่อขอรับ” รายงานข่าวที่ทราบมา
“ไปซื้อดาบ” กล่าวเพียงเท่านั้น ทั้งสามตนมุ่งหน้าไปในตรอกที่อยู่ไม่ไกลในทันที
“ขอรับ/ขอรับ”
ในตรอกยั่วโถว
ตรอกนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเต็มไปด้วยโรงเตี๊ยมมากมาย เป็ตรอกที่มีผู้คนต่างแคว้น ต่างถิ่นมาพักอาศัยอยู่ชั่วคราว ร้านค้าตามรายทางมีให้เห็นประปรายเสียงะโเรียกค้าขายดังมาเป็ระยะๆ
“หมั่นโถวจ้าา หมั่นโถว!!!” แม่ค้าวัยกลางคนร้องเรียกลูกค้า
“บะหมี่จ้าา!!!”
“ผูเถาจ้าา”
และ “อาวุธชั้นดีจากแคว้นเ้ามาทางนึ้จ้าา” สิ้นเสียงสุดท้ายนั้น สามบุรุษสามวัยต่างพากันหันมองไปยังทิศทางที่ว่าจนพบเข้ากับสตรีลำตัวสูงใหญ่ใบหน้าคมคายดังบุรษ หัวคิ้วเพ่ยหานหรงมองขึ้นลงๆ อย่างแปลกใจ พระองค์มิเคยพบเห็นสตรีตัวล่ำเช่นนี้มาก่อน
“เอ่อ..ข้าน้อยว่าแม่นางท่านนี้ห่างไกลจากคำว่างดงามไปหลายพันลี้เลยขอรับ” ลุงมุ่ยยกผ้าขาวขึ้นซับเหงื่อที่เกาะพราวไปทั่วใบหน้าเพราะกลัวว่าฮ่องเต้จะเห็นนางเป็สตรีผู้นั้น
“_” เพ่ยหานหรงไร้คำจะกล่าวเพราะพระองค์ทรงคิดอยู่แล้วว่าคงจะมิใช่เป็แน่..ดูเหมือนนางจะมิได้ชมชอบบุรุษเสียด้วยซ้ำ
สตรีตัวล่ำมองกลับมาอย่างไม่หลบสายตาพร้อมร้องเรียก “บัณฑิตผู้นั้นสนใจอาวุธชนิดใดหรือไม่!!” เท้าสะเอวถามอย่างมิเกรงกลัวเพราะกลุ่มคนตรงหน้าเป็เหมือนกลุ่มของคุณชายผู้ร่ำรวยทั่วไป
ทั้งสามต่างสะดุ้งโหยงออกจากภวังค์และเป็ลุงมุ่ยพูดขึ้นมาก่อน
“พวกข้าเห็นอาวุธชั้นดีจึงอยากมาเยี่ยมชม แม้นางมีสิ่งใดแนะนำหรือไม่? ” ทั้งสามคนเดินเข้าไปใกล้ๆ สำรวจทั้งอาวุธ สำรวจทั้งสตรีที่มีความสูงเกือบเทียบเท่าบุรุษเช่นต้าสึ และเพ่ยหานหรง
“กระบี่เล่มนี้เป็อย่างไร” ส่งกระบี่ที่ทำจากเหล็กกล้าคมกริบมีพู่ห้อยสีแดงงดงามมาทางต้าสึที่ยื่นมือไปรับไว้ก่อนทำทีเป็กวัดแกว่งไปมาทดลองความพริ้วและเสียงของมัน ปล่อยให้ลุงมุ่ยเป็ผู้สอบถาม
“ข้ามิเคยเห็นสตรีที่ตัวสูงใหญ่เช่นเ้ามาก่อน ไม่ทราบแม่นางมาจากที่ใดเช่นนั้นรึ” ปากถามแต่สองมือแกล้งจับมีดสั้นพลิกไปมายกเว้นเพ่ยหานหรงที่ทำเพียงยกมือไขว้หลังมองดูทุกคนนิ่งๆ
“ข้ามาจากแคว้นเ้า มาทำการค้าขายท่องไปหลากหลายแคว้น” ตอบกลับและมิมีท่าทีเขินอายออกมาให้เห็นแม้เพียงนิด “เดิมทีข้าเป็ทหารหญิงน่ะจึงมีรูปร่างสูงใหญ่เช่นนี้”
“หืมม” ลุงมุ่ยหันมองเพ่ยหานหรงในคราบบัณฑิตที่ยังคงยืนนิ่งๆ ‘สตรีที่มิเหมือนสตรี’ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นาง “แล้วเหตุใดจึงออกจากราชการเสียเล่า”
สตรีล่ำเพียงแค่มองอย่างฉงน “วันนั้นในอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ได้สั่งให้ข้าเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปรับกระบี่ที่ร้านสกุลสือ..และที่นั่นข้าได้พบกับความรักที่ยิ่งใหญ่ ตลอดเวลาเจ็ดวันที่ข้ารอรับกระบี่มากกว่าหนึ่งพันเล่มข้ากับคนผู้นั้นเกิดพึงใจต่อกันจนยากจะตัดขาดได้ เ้พื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาข้าจึงเดินเข้าไปเจรจากับท่านพ่อของคนผู้นั้น กว่าข้าจะได้ครองคู่กับเขาข้าต้องพยายามเรียนรู้วิชาการหลอมกระบี่มากกว่าสามปีจนเป็ที่ยอมรับ”
“เช่นนั้นเ้าสมรสแล้ว”
“เป็เช่นนั้น ยามนี้ข้าอายุสามสิบหนาวและนางอายุยี่สิบแปดหนาวแล้วเราสองคนออกจากบ้านท่องเที่ยวไปในยุทธภพด้วยกันมากกว่าห้าปี” ยืนเช็ดกระบี่ใบหน้าเรียบเฉยเพราะนางไม่เห็นว่าเป็เื่น่าอายอันใด
“เ้ากล่าวว่า...นาง?” ต้าสึถามขึ้น
“เป็เช่นนั้น ตัวข้าชมชอบสตรี”
“_" / "_" / "_"
“มีสิ่งใดรึ?”
“มิมีสิ่งใด” เพ่ยหานหรงลอบหัวเราะในใจ อย่างแรกที่เขามั่นใจก็คือ ‘สตรีที่จะมานั่งเคียงข้างเขาต้องมิใช่สตรีที่ออกเรือนและชมชอบสตรีด้วยกันเป็แน่’
“เช่นนั้นแล้วเ้ามาแคว้นนี้พร้อมกันกับคู่รักของเ้าใช่หรือไม่?” เป็ลุงมุ่ยที่ถามมาอีกครั้ง
“เป็เช่นนั้น ยามนี้นางกำลังไปหาซื้ออาหารอีกครู่ก็คงจะมาถึงแล้ว...อ่อนั่นไง” สตรีหุ่นล่ำชี้ไปด้านข้างห่างไปประมาณสามร้อยลี้
สามบุรุษมองสตรีตัวอ้วนอุ้มผักมาจนเต็มอ้อมแขนก็ให้ขมวดคิ้ว หันกลับมาถามสตรีกำยำอีกครั้ง
“หญิงอ้วนนั่นรึ?” ต้าสึกลั้นหัวเราะ
“ใช่ เมื่อก่อนนางหาได้อ้วนท้วนเช่นนี้ไม่ คงเป็เพราะข้าที่เลี้ยงนางดีเกินไป แต่ข้าก็รักนางมิเคยเปลี่ยน” สตรีหุ่นล่ำยกยิ้มอย่างไม่อาย “ถึงนางมิงดงามมากมายแต่นางเป็คนที่มีจิตใจดีมาก นางรักเด็กน่าเสียดายที่เราทั้งคู่มิมีบุตร”
เมื่อหญิงอ้วนสือหนี่อ้าวเดินมาถึงนางมองทุกคนอย่างงุนงง “มีสิ่งกันใดรึพี่ฟ่าง?”
“มิมีสิ่งใด กลุ่มคุณชายพวกนี้มาถามหากระบี่น่ะ”
“อ่อ เป็เช่นนั้น”
“เ้ากลับไปพักเถิดอีกครู่พี่จะเก็บร้านและตามเข้าไป”
“เ้าค่ะ” ทุกคนมองสตรีอ้วนถ้วนเดินจากไป
จู่ๆ สตรีล่ำก็พูดขึ้นมา “ข้าพบกับนางครั้งแรกจิตใจข้าสั่นไหวราวกับกลองรบนึกไปก็ดีใจยิ่งนักที่วันนั้นเป็ข้าไปเอากระบี่ เพราะชะตาฟ้าลิขิตโดยแท้ คนเราเมื่อเกิดมาคู่กันแล้วย่อมต้องได้คู่กันมิต้องเสาะหา มิต้องไขว่ขว้าหากพรหมลิขิตนำพาจักต้องได้เคียงคู่ในสักวันแน่นอน” เงยหน้ามองคุณชายรูปงาม “ท่านว่าจริงหรือไม่?”
เพ่ยหานหรงนิ่งไป “เป็เช่นนั้น” ใบหน้าหล่อเหลามีแววครุ่นคิด
จากนั้นบุรุษทั้งสามจึงซื้อกระบี่ชั้นดีกลับไปคนละหนึ่งเล่มเพื่อมิให้แลดูน่าเกลียด ระหว่างทางเดินเข้าวังหลวง
ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงถามคนสนิทต่างวัย “พวกเ้าสองคนคิดว่านางกล่าวถูกรึไม่?”
“ถูกพะยะค่ะ” ต้าสึตอบเมื่อทั้งสามเดินเข้ามาในเขตของวังหลวง
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ถ้าสตรีในคำทำนายเป็เนื้อคู่ของข้านางกับข้าจะต้องได้เจอกันแน่ๆ”
“เช่นนั้นพระองค์จะทรงรับสั่งให้เลิกค้นหาหรือไม่พะยะค่ะ” มุ่ยกงกงถามขึ้นมา
“อายุของข้าใกล้จะครบกำหนดแล้ว หากตามหาแล้วเจอนับว่าเป็เื่ที่ดีมิใช่รึ” ถอนหายใจ “เอาเถอะ หาต่อไปแต่หลังจากนี้ข้าจะอยู่แต่เพียงในวังหลวงเพราะยังมีภารกิจสำคัญของเสด็จพ่อรออยู่” เข้าไปในห้องสรงน้ำ “เจอแม่หมอเจียวจินหรือไม่”
“หย่งเกอรายงานมาว่าแม่หมอเจียวจินพักอยู่กับหลานสาวตาบอดที่บ้านริมสระห่างจากวังหลวงสองพันลี้และไม่สะดวกมาพบพะยะค่ะ”
“อ่อ เป็เช่นนั้นเอง” พึ่บ!! ถอดฉลองพระองค์แล้วเดินลงไปแช่น้ำอุ่นในอ่างขนาดใหญ่หลับตาลงปลดเปลื้องความคิด..พักผ่อนทั้งกายและใจก่อนที่จะต้องไปรับมือกับความวุ่นวายในท้องพระโรงของวันพรุ่งนี้ ในห้วงความคิดนึกถึงสตรีล่ำและภรรยาอ้วน ‘พวกนางตีดาบเป็’
“ต้าสึ”
“พะยะค่ะ”
“นำความจากข้าไปบอกแก่พวกนางว่า…”