ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 หาเรื่องแน่นอน

            ประตูห้องอันใหญ่โตของห้องเมาฆาร่งโรยถูกเปิดออกจากด้านนอกมีเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังสะท้อนแสงอยู่ค่อยๆ เดินเข้ามาภายในห้อง

            หลินหยางก็ได้เจอกับศัตรูคู่แค้นที่เขาเกลียดที่สุด

            ไม่ได้เห็นหน้ามันแค่ครึ่งปีกว่า ไอ้ชั่วนี่กลับดูอ้วนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยดูท่าชีวิตในวังของมันจะหรูหราสุขสบาย ถูกเลี้ยงดูอย่างดีเลยล่ะสิ

            ใบหน้าของมันนั้นยังคงมีรอยยิ้มเป็นมิตรที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของมันเหมือนกับเฉินเย่เซิง พ่อของมันไม่มีผิด ดูท่าทางองอาจดุจวิญญูชน

            แต่พลังที่แฝงอยู่ในตัวมันนี่สิที่ทำให้หลินหยางแอบตกใจอยู่บ้าง

            วิชาเนตรเพลิงสุพรรณของหลินหยางนั้นสามารถส่องเห็นลักษณะของเลือดลมที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเฉินเฉาเกอได้ซึ่งรูปแบบการไหลเวียนนั้นเป็นของระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้วพลังของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยอีกทั้งภายในจุดชี่ไห่ของอีกฝ่ายยังมีกลุ่มก้อนพลังงานลึกลับกลุ่มหนึ่งที่ขัดขวางการมองสำรวจพลังของเขาเอาไว้ทำให้หลินหยางไม่สามารถตรวจสอบพลังที่แท้จริงทั้งหมดของเฉินเฉาเกอได้

            นั่นมันเทคนิคการซ่อนพลังหรือ?

            ดูท่าช่วงครึ่งปีมานี้เฉินเฉาเกอเองก็บังเอิญไปได้ของดีมาด้วยเหมือนกัน...

            แต่หลินหยางไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด

            ตั้งแต่ที่เขาพบกับเฉินเฉาเกอครั้งแรกก็สามารถสัมผัสได้ทันทีว่าคนๆ นี้เป็นคนพิเศษที่ไม่เหมือนคนทั่วไป มันมีทั้งความคิด สติปัญญาที่ฉลาดเฉลียวเป็นคนที่มีพรสวรรค์โดยแท้จริง เพียงแต่ตอนที่มันยังอยู่ในตระกูลเฉินนั้นมันไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพออกมาก็เท่านั้น

            ตอนนี้มันได้ขึ้นเป็นเจ้าชายแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วก็เหมือนกับมังกรมารที่ดำดิ่งลงไปในทะเลเลือด ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าภายใต้รอยยิ้มอันมืดหม่นนั่น มีพลังที่แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่มากแค่ไหน

            แต่ว่าเรื่องนั้นมันไม่มีผลอะไรกับหลินหยางเลยแม้แต่น้อย

            ขอแค่เขาต้องการเขาก็สามารถใช้ความสามารถในการระเบิดตัวเองของชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬที่มีพลังทำลายล้างเทียบเท่ากับการโจมตีระดับอวิ้นหลิงนั่นบดขยี้อีกฝ่ายให้แหลกเละได้อย่างง่ายดายเพียงแต่ว่าสถานที่และเวลาในตอนนี้ยังไม่เหมาะสม หากฆ่ามันง่ายๆ แบบนี้มันจะไม่คุ้มเท่าไร

            สิ่งที่เขาต้องการคือนอกจากจะให้มันต้องเจ็บปวดทางกายอย่างแสนสาหัสแล้วยังต้องทำให้มันเจ็บปวดไปถึงข้างในจิตใจอย่างทุกข์ทรมานและยังต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของมันออกมาด้วยทำให้ชื่อเสียงของมันฉาวโฉ่ไปตลอดกาล!!

            หลินหยางค่อยๆ เก็บประกายแสงในดวงตาที่เกิดจากพลังเนตรลงไป

            คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ พอเห็นเฉินเฉาเกอก็ส่งเสียงอย่างประหลาดใจออกมา

            “ท่านองค์ชายเก้า?”

            คนที่มียศต่ำหน่อยอย่างพวกรัฐมนตรีก็หน้าเปลี่ยนสีไปทันที

            องค์ชายเก้าก็มาด้วยหรือ

            สถานการณ์ในตอนนี้พลันซับซ้อนขึ้นมาทันที

            เรื่องที่เจ้าชายลำดับที่สองและลำดับที่เก้ากำลังแย่งชิงสิทธิในการเป็นผู้สืบราชบัลลังก์นั้นเป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่วอาณาจักรมานานแล้ว การที่ทั้งสองคนปรากฏตัวที่คฤหาสน์เวินพร้อมกันในวันนี้จะต้องมาเพื่อเวินติ่งเทียนและหลินอี้แน่นอน!!

            เฉินเฉาเกอมองไปทางหลินอี้พร้อมกับแสยะยิ้มขึ้นแล้วเดินเข้ามาทางเขา

            รอยยิ้มของมันนั้นดูเยือกเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศภายในห้องเมฆาร่วงโรยแห่งนี้ที่แต่เดิมกำลังคึกคักอักโขนั้นพลันเย็นชืดลงทันที ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาอีกเลย

            ส่วนหลินเวยนั้น พอถูกเฉินเฉาเกอพูดขัดคอไปเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นไหวอะไรออกมาเลยอีกทั้งยังหันไปพูดกับเฉินเฉาเกออย่างนิ่งสงบว่า

            “น้องเก้า ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ก็เหมือนกับว่าเจ้ามองประมุขเวินเป็นคนที่โลภมากเห็นแก่เงินน่ะสิของเหล่านี้น่ะเป็นแค่น้ำใจเล็กๆ น้อยของพี่ก็เท่านั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับมูลค่าเลย โปรดประมุขเวินรับสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี่ไว้ด้วยเถอะ”

            หลินเวยบุกโจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยคำพูดอันสวยหรู แต่เฉินเฉาเกอกลับเดินตรงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเวินติ่งเทียน ทำความเคารพหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ยิ้มขึ้น

            “ก็เป็นอย่างที่พี่สองพูดนั่นแหละหลินหยางทักทายท่านประมุขเวินและ...ผู้อาวุโสหลิน!!!!”

             เฉินเฉาเกอจ้องเขม็งไปทางหลินหยางถึงแม้เขาจะกำลังยิ้มอยู่ แต่มีเพียงหลินหยางที่สัมผัสได้ว่าในแววตาของมันนั้นราวกับมีคมดาบนับพันนับหมื่นเล่มอยู่ในนั้นราวกับว่ามันอยากจะฆ่าหลินหยางให้ตายด้วยสายตาในทันที

            ทั้งคู่ต่างก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่อยากจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งอยู่นานแล้วถ้าไม่ใช่เพราะสถานที่ตอนนี้มันไม่เหมาะสมกับการลงบมือละก็ เกรงว่าตอนนี้พวกเขาคงเปิดฉากปะทะนองเลือดกันไปเป็นร้อยๆรอบแล้ว

            หลังจากจ้องหน้ากันได้สักพักเฉินเฉาเกอก็ลดสายตาอันเย็นชานั่นลง

            เขาไม่กล้ามองไปที่หลินอี้ต่อ เพราะเขากลัวว่าตัวเองอาจจะไม่สามารถควบคุมจิตสังหารภายในใจเอาไว้ได้จนเผลอลงมือใส่หลินอี้

            แต่ตอนที่เขาหันกลับมาทางเวินติ่งเทียนั้นเขาก็กลับมามีท่าทางเหมือนชนชั้นสูงผู้องอาจและทรงภูมิ

            “ท่านประมุขเวินพี่สองของข้าน่ะเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ เห็นชัดๆ เลยว่าอยากจะชวนท่านให้เข้าร่วมอยู่กับฝ่ายตัวเองแต่กลับทำตัวยึกยักมากความอยู่ได้เหอะเหอะ พวกเราทุกคนก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว จะมาอ้อมค้อมให้เสียเวลาอีกทำไม?”

            หืม?

            ไม่มีใครคิดเลยว่าเฉินเฉาเกอจะพูดแฉจุดประสงค์หลักของหลินเวยออกมาตรงๆแบบนี้ คำพูดแหลมคมตรงไปตรงมา ราวกับยอดฝีมือแทงดาบออกไปทีเดียวก็สามารถฉีกหน้ากากของหลินเวยจนแตกออกได้ในทันที

            “หลินหยาง เจ้า!!”

            หลินเวยคาดไม่ถึงเลยว่าคราวนี้เฉินเฉาเกอมันจะเปิดเผยกันตรงๆ ทื่อๆแบบนี้ มันแตกต่างจากลักษณะนิสัยตามปกติของมันที่มักจะดูอ่อนโยนรอบคอบเป็นอย่างมาก

            ไม่มีใครรู้เลยว่า เฉินเฉาเกอตอนนี้ได้จมลงสู่ด้านมืดไปแล้วโดยสิ้นเชิงในจิตใจของเขาตอนนี้ไม่มีศีลธรรมใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไปเขาสามารถทำได้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ

            เขาจะเปิดศึกชิงราชบัลลังก์ด้วยวิธีตรงๆกดดันหลินเวยมันทุกทางโดยไม่ต้องใช้วิธีอ้อมค้อมอีกต่อไป

            ตระกูลเวินนี่แหละจะเป็นเวทีแรกที่เขาจะใช้เล่นงานหลินเวย!!

            แล้วก็หลินอี้กับพวกตระกูลเวิน

             เฉินเฉาเกอรู้สึกเหม็นขี้หน้าพวกตระกูลเวินที่ดูจะมีฐานะและชื่อเสียงที่สูงขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยเขาเลยจะป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าตระกูลเวินน่ะมันเคยก่อความผิดครั้งใหญ่เอาไว้แล้วอีกไม่ช้าตระกูลนี้จะต้องพบกับความล่มสลายไปตลอดกาลอย่างแน่นอนไม่คู่ควรให้ผู้คนไปเคารพนับถือมันเลยสักนิดเดียว!!

            เฉินเฉาเกอแสยะยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “ขอข้าพูดตามตรงนะ พี่สอง ท่านมันพวกไม่รักดี!!”

            เฉินเฉาเกอตอนนี้ได้เผยธาตุแท้อันชั่วช้าออกมาตรงๆ อย่างเปิดเผยคำพูดไม่น่าฟังล้วนถูกพ่นออกมาจากปากเขาอย่างต่อเนื่อง

            “หลังจากการประชุมช่วงเช้าของวันนี้จบลงข้าก็พอจะรู้แล้วว่าต้องมีคนบางกลุ่มรีบมาสรรเสริญเยินยอตระกูลเวินแน่ๆแต่ไม่คิดเลยนะว่า ท่านแม่ทัพหลี่ ท่านนายกสื่อ แม้แต่พวกท่านก็มาด้วยหรือ?”

            แค่คำพูดประโยคนี้ก็ทำให้หลี่จิ้งและสื่อซือหมิงหน้าเสียไปเลย

            เฉินเฉาเกอยังพูดต่อไปอีกว่า “แม้แต่พี่สองท่านก็มาด้วย!! เป็นถึงเจ้าชายแต่กลับจะเป็นตัวแทนเชื้อพระวงศ์แสดงคำขอโทษให้กับชาวบ้านธรรมดาๆ เสียอย่างนั้นพี่สอง ตำแหน่งเจ้าชายของท่านถูกท่านทำให้เสียเกียรติไปหมดแล้ว!!”

            เฉินเฉาเกอยิ่งพูดยิ่งเจ็บแสบ วาจาร้ายกาจ ไร้ความปรานีทำเอาผู้คนรอบข้างต่างก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา บางคนถึงกับรู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว

            คำพูดของเฉินเฉาเกอนั้นแรงเกินไปมากแล้วแต่กลับไม่มีใครกล้าเถียงกับเขาเลยสักคน

            เจ้าหมอนี่มันใช้ตำแหน่งเจ้าชายของตัวเองมาข่มเหงผู้อื่นชัดๆใช้คำพูดอันหยาบคายเป็นดั่งแส้ยาวฟาดเข้าใส่ใบหน้าของคนทั้งหมดอย่างเจ็บแสบ

            หลินเวยทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

            “หลินหยาง เจ้ารู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังพูดอะไรอยู่!!”

            หลินเวยลุกพรึบขึ้นมาทันที

            “อะไรกัน พี่สองท่านยังไม่ทันได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิเลยก็คิดจะห้ามไม่ให้น้องชายคนนี้เปิดปากพูดแล้วหรือ?”

            เจ้า!!!!

            ความสามารถด้านชั่วช้าของเฉินเฉาเกอมันอยู่ในระดับสูงสุดไปแล้วอย่างหลินเวยไม่มีทางเถียงสู้มันได้แน่นอน หลินเวยยกมือขึ้นมาพร้อมกับเดินไปทางเฉินเฉาเกอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยโทสะอย่างรุนแรง

            “อย่างไรข้าก็ยังเป็นพี่ชายของเจ้า การที่เจ้าพูดจาหยาบคายไม่ให้เกียรติผู้คนต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสมากมายขนาดนี้ข้าก็ต้องมีสิทธิที่จะลงมือสั่งสอนเจ้าให้รู้จักเข็ดหลาบอยู่แล้ว!!”

            หึ!!

            เหมือนกับมีประกายแสงออกมาจากดวงตาของเฉินเฉาเกอเขารอเวลานี้มานานแล้ว

            จุดประสงค์หลักของวันนี้ก็คือต้องการบีบให้หลินเวยลงมือทำร้ายเขาจากนั้นค่อยลงมือกำราบหลินเวยลงซะเพื่อที่จะทำลายความน่านับถือของมันในตัวผู้คนให้สูญสิ้นลง

            ในตัวเขานั้นมีพลังอันน่าหวาดกลัวแอบซ่อนเอาไว้อยู่เป็นพลังที่ทรงพลังมากพอที่จะสร้างความหวาดกลัวไปทั่วทั้งห้องนี้ได้

            เขาหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา ทำท่าเหมือนจะยอมแพ้แล้วแต่กลับหันไปด่ากราดใส่อีกด้านหนึ่งแทน

            “ก็ได้พี่สอง ข้าไม่พูดก็ได้ แต่ว่านะพี่สองการที่ท่านใช้ของกำนัลจำนวนมากมายขนาดนี้เพื่อที่จะซื้อใจตระกูลเวินนี่ข้าว่าท่านคงจะตาถั่วแล้วล่ะ ท่านไม่รู้หรือไงว่าตระกูลเวินนี่มันไม่ใช่เสาหลักแห่งชูอวิ๋นอะไรนั่นเลยสักนิดแต่พวกมันน่ะเป็นตัวซวยที่นำพาหายนะเข้ามาสู่อาณาจักรชูอวิ๋นของเราต่างหาก!!”

            อะไรนะ!!!!

            คำพูดนี้ร้ายกาจดุดันราวกับอสนีบาต

            พวกของเวินติ่งเทียนถึงกับหน้าซีดไปเลยเพียงแต่พวกเขาต่างก็เดาได้ว่าหายนะที่เฉินเฉาเกอพูดถึงหมายถึงใครจึงเผลอมองไปทางหลินหยางโดยไม่รู้ตัว

            หลินหยางยืนมองเฉินเฉาเกอที่กำลังหาเรื่องเขาอยู่อย่างเงียบสงบ

            แต่ดวงตาของเขายิ่งมายิ่งเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อยๆ คนของตระกูลเวินจะรู้กันดีว่าแววตาแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าในตัวของหลินหยางตอนนี้กำลังคุกรุ่นไปด้วยเปลวไฟแห่งความพิโรธ

            ดูท่าทางจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ งานนี้

            ด้านข้างกันนั้น หลินเวยเองก็โมโหจนทนไม่ไหวแล้ว

            “พอได้แล้ว หลินหยาง!! เจ้าไม่ให้เกียรติพี่ชายตัวเองไม่พอต่อด้วยการด่าเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังสาปแช่งตระกูลเวินที่เสด็จพ่อให้การยกย่องอีก!! วันนี้เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร? ข้าในฐานะผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้าข้าขอสั่งให้เจ้า รีบไสหัวออกจากประตูคฤหาสน์เวินเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้น ข้านี่แหละที่จะถีบส่งเจ้าออกไปเอง!!”

            หลินเวยเริ่มปลดปล่อยพลังฟ้าดินออกมาแล้ว

            เขาเป็นหนึ่งในสี่มังกรแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงคนที่แข็งแกร่งที่สุดและยังถูกเรียกว่าเป็นยอดฝีมือวัยรุ่นที่แข็งแกร่งที่สุดในอวิ๋นเฉิงอีกด้วย คาวมสามารถระดับเซียนเทียนขั้นกลางรวมกับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ที่สืบทอดต่อกันมาแบบลับๆทำให้ตอนที่เขาโกรธนั้นดูคล้ายกับมังกรพิโรธที่กำลังอ้าปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมๆของมันขึ้นอย่างน่าเกรงขาม

            เฉินเฉาเกอกำลังรอให้อีกฝ่ายพูดคำนี้อยู่นานแล้วจึงท้าทายต่อทันทีว่า

            “หึหึ พี่รอง...ข้ายอมให้ท่านมานานกว่าครึ่งปีแล้วแต่ในเมื่อท่านคิดจะใช้ฐานะของพี่ชายมาข่มขู่ข้าแบบนี้ละก็หลินหยางก็คงต้องขอวัดฝีมือกับยอดฝีมืออายุน้อยที่แข็งแกร่งที่สุดในชูอวิ๋นของเราหน่อยแล้ว!!”

            เอาแล้ว!!

            เจ้าชายทั้งสองกำลังจะทะเลาะกันแล้ว!!

            ใครจะคิดเล่าว่าคฤหาสน์ตระกูลเวินที่เพิ่งผ่านมรสุมครั้งใหญ่จากการต่อสู้อย่างรุนแรงจนสนามเละเทะไปนั้นยังไม่ทันจะซ่อมแซมให้เสร็จดี ก็กำลังจะกลายเป็นสถานที่ประลองอีกครั้งเสียแล้ว

            นายกรัฐมนตรี สื่อซือหมิงที่อยู่ข้างก็ลุกขึ้นมาห้ามปรามว่า

            “องค์ชายทั้งสองท่านวันนี้เป็นวันมหามงคลของระกูลเวินถ้าลงมือที่นี่จะกลายเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าบ้านกันเกินไปขอโปรดท่านทั้งสองใจเย็นลงก่อนเถอะ...”

            หลินเวยพยักหน้า “หลินหยาง ท่านนายกเอ่ยปากขอร้องแล้ว วันนี้ข้าจะไม่เอาเรื่องเจ้า รีบๆ ขอโทษท่านประมุขเวินเดี๋ยวนี้....”

            เฉินเฉาเกอยิ้มอย่างเย็นชา “หลินเวย เจ้าชายอย่างเจ้านี่ทำให้พวกเราตระกูลหลินเสื่อมเสียชื่อเสียงมากนัก”

            ไอ้เวร!!

            ความโอหังของเฉินเฉาเกอแบบนี้ ทำให้หลินเวยระเบิดความโมโหออกมาอย่างที่ไม่สามาถหยุดได้แล้วอย่างสิ้นเชิง

            เขาและเฉินเฉาเกอแต่เดิมนั้นก็กำลังทำสงครามเย็นกันอยู่แล้วแต่วันนี้มันทำตัวโอหังไม่ไว้หน้าใครเลยสักคน ถ้าหากเขาไม่สามารถสั่งสอนเจ้าน้องชายจอมอวดดีคนนี้ได้ละก็เขาคงต้องอับอายครั้งใหญ่แล้ว

            ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องเหตุผลอีกต่อไปแต่เป็นเพราะการยั่วยุของเฉินเฉาเกอ ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปเป็นเวลาที่ต้องมาวัดกันว่าหมัดใครแข็งกว่ากันแทนแล้ว

            ถ้าหากหลินเวยยอมแพ้ไปโดยไม่สู้ละก็ ต่อไปอิทธิพลของเขาก็จะอ่อนแอลงจนต้องแพ้ในศึกชิงบัลลังก์ให้กับเฉินเฉาเกออย่างแน่นอน

            หลินเวยหันไปหาเหล่าผู้อาวุโสรอบข้าง “ทุกท่านเป็นเพราะหลินเวยอบรมสั่งสอนน้องชายไม่ดีทำให้มันแสดงท่าทีโอหังไร้สัมมาคารวะแบบนั้นออกมาดังนั้นข้าจะขอสั่งสอนเจ้าน้องชายผู้นี้ต่อหน้าทุกท่าน ให้มันได้รู้ว่าวิธีปฏิบัติกับผู้อาวุโสกว่าต้องทำอย่างไร!!”

            เฉินเฉาเกอที่อยู่ตรงข้ามกันก็พูดสวนกลับมาว่า “พี่สองไม่ต้องใช้คำพูดแบบนั้นมากดดันข้าหรอกอีกไม่นานทุกคนก็จะได้เห็นเองว่าสิ่งที่ข้าพูดน่ะมันไม่ผิดถึงเวลานั้นเราก็จะได้รู้กันเองว่าตระกูลเวินเป็นนักบุญหรือคนบาปกันแน่แต่การที่ท่านเอาฐานะของตัวเองมาข่มเหงผู้อื่นแบบนี้ หลินหยางรู้สึกขัดใจมาก!!”

            เฉินเฉาเกอกล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมาได้หนักแน่นมากทีเดียว

            แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือการที่เขาพูดถึงตระกูลเวินหลายต่อหลายครั้งว่าเป็นตัวซวยผู้นำพาหายนะเข้าบ้านนั้น

            เขากำลังจะบอกทุกคนว่า... ตระกูลเวินไม่มีค่าพอให้เคารพนับถือเลยแม้แต่นิดเดียว

            ดูท่าทางงานนี้คงจะไม่มีทางจบลงแบบสงบได้อย่างแน่นอน

            หลินเวยจำเป็นต้องจัดการเฉินเฉาเกอเสียเพื่อที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองในฐานะพี่ชายเอาไว้

            แต่ในตอนที่เขากำลังจะเข้าไปปะทะกับหลินหยางนั้นก็มีน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะดังขึ้น

            “องค์ชายสอง ท่านนี่นิสัยดีจังเลยนะถ้าข้ามีน้องชายแบบนี้ละก็ เกรงว่าข้าคงตบหน้ามันบังคับให้หุบปากไปนานแล้วไม่รอให้มันโม้เหม็นนานขนาดนั้นหรอก ทำเอากลิ่นในห้องนี้เหม็นไปหมดเลย!!”