ตอนที่ 131 โลกวิญญาณสีเงิน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ดูเหมือนว่าสารวัตรเอไอจะไม่เข้าใจความคิดของเฟิร์สเป็นอย่างมาก
ทั้งที่ตอนเริ่มแรกเขาเองก็ให้ข้อเสนอในการเป็นสมาชิกแคลนไปแล้วแท้ๆ แต่เฟิร์สกลับปฏิเสธแล้วยืนยันจะเป็นเจ้าหน้าที่นิวโฮปให้ได้
มาถึงตอนนี้เฟิร์สกลับเปลี่ยนใจ ต้องการเป็นสมาชิกแคลนอีกครั้ง ทำให้เขาต้องปวดหัวเป็นอย่างมาก
“ไม่ใช่ว่าเรามีสัญญาก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรอครับ ระยะเวลาในสัญญายังเหลืออีกเยอะ หรือคุณต้องการฉีกสัญญาฉบับนั้น” เฟิร์สเอ่ยถามด้วยท่าทีที่สบายๆ
“ฉีกสัญญา? ถ้านายต้องการแบบนั้นฉันจะทำให้ทันที แล้วรีบๆ เซ็นต์สัญญาเข้าแคลนไปซะ”
ตอนนั้นเองเด็กหนุ่มกลับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาแล้วเอ่ย
“คุณคิดดีแล้วอย่างนั้นหรอครับ? ถ้าคุณมั่นใจว่าหลังจากที่คุณฉีกสัญญาทิ้งแล้ว ผมจะไม่เปลี่ยนใจไปเข้าร่วมกับแคลนอื่น”
คำพูดของเฟิร์สทำให้สารวัตรเอไอหยุดชะงัก เขาถึงกับไปต่อไม่เป็นและได้ตำหนิตัวเองที่คิดอะไรหุนหันเกินไป
สิ่งที่เฟิร์สพูดใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากแคลนระดับสูงรู้ถึงศักยภาพของเด็กหนุ่ม พวกเขาจะต้องให้ข้อเสนอที่ดีกว่าแล้วชิงตัวไป สำหรับผู้ที่บ่มเพาะได้แค่ปีเดียวก็กลายเป็นนักรบดาราแดง แถมยังมีสองศักยภาพพิเศษ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่นิวโฮปจะเสียไปได้
สารวัตรเอไอถึงกับถอนหายใจออกมา
“เอาล่ะๆ ถ้าอย่างนั้นฉันจะดำเนินการเรื่องนี้ให้คุณก็ได้ อีกไม่นานคำสั่งแต่งตั้งของคุณคงจะออกมา ระหว่างนี้ก็ให้รอไปก่อน”
“ขอบคุณครับ” เฟิร์สยิ้มและเอ่ย
นับตั้งแต่ที่เขาก้าวเท้ามาที่นี่ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าสารวัตรเอไอไม่มีทางที่จะปฏิเสธเขาได้
สถานะภาพของเขาในตอนนี้ย่อมคล่องตัวกว่าการสังกัดแคลนอย่างแน่นอน
สำหรับแคลนนิวโฮปภาคเหนือ แคลนนี้ไม่ต่างอะไรไปจากรัฐวิสาหกิจ ภายในแคลนเองก็มีเจ้าหน้าที่ของนิวโฮปเช่นกัน และหัวหน้าแคลนเองก็มีตำแหน่งควบเหมือนกับที่เขาได้ขอสารวัตรเอไอไปด้วย
การเป็นสมาชิกแคลนที่เป็นอิสระ นี่คือแผนการที่เฟิร์สคิดไว้มาตั้งแต่เริ่มแรก
“แม้แผนการของฉันจะดำเนินการได้เร็วกว่าที่คาดไว้ แต่อบิสระดับสีแดงไม่ใช่เป้าหมายที่ฉันจะหยุดอยู่ แคลนนิวโฮปภาคเหนือยังไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่อบิสระดับสีน้ำเงินได้ ในอนาคตหากฉันไปสามารถลุยเดี่ยวในอบิสได้ ก็คงจะพิจารณาแคลนระดับท็อปอื่นๆ ไว้บ้างแล้ว”
เฟิร์สกลับมาที่บ้านและลอบวางแผนอยู่อย่างเงียบๆ เห็นได้ชัดว่าทุกย่างก้าวของเขานั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“กายากระบี่ของฉันใกล้จะเข้าสู่ขั้นกลางแล้ว หากได้ลงอบิสระดับสีแดงสักรอบ คาดว่าจะผ่านคอขวดนี้ไปได้”
ในระหว่างที่เฟิร์สรอคำสั่งแต่งตั้งเป็นสมาชิกพิเศษของแคลนนิวโฮปภาคเหนือ เขาก็ทำการทบทวนความเข้าใจในประสบการณ์ผู้ใช้อักขระขั้นสีครามในร่างของอีวา
แม้ว่านั่นจะไม่ใช่พลังของเขา แต่มันก็ยังทำให้เขาได้รับประโยชน์กับการศึกษาศาสตร์อักขระ
“ศาสตร์อักขระของแต่ละโลกนั้นมีความยากที่การเริ่มต้น หากก้าวได้อย่างมั่นคงแล้ว เมื่อสามารถสัมผัสถึงกฎเกณฑ์โลกได้แล้ว ขอบเขตของอักขระแต่ละชนิดก็จะถูกกำจัดไป ผู้บ่มเพาะอักขระจะศึกษากฎเกณฑ์เป็นสากล ศึกษาจนรู้แจ้ง เมื่อถึงขอบเขตครึ่งเทพได้แล้ว พวกเขาจึงจะสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้คือความรู้ที่ฉันได้รับมาจากจอมปราชญ์”
“ถ้าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง เช่นนั้นแล้วเมื่อมีครึ่งเทพ ก็ต้องมีเทพที่แท้จริง แม้แต่ครึ่งเทพยังสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมาได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วเทพคงจะสามารถสร้างเขตแดนของตนเองขึ้นมาได้ แล้วถ้าเหนือกว่าเทพจะมีระดับขั้นอื่นๆ ต่อไปหรือไม่?”
เฟิร์สนั้นได้แต่จินตนาการในความอัศจรรย์ของศาสตร์อักขระ
ประสบการณ์ในชีวิตของเขา แม้แต่อาจารย์ลึกลับที่เขานับถือก็ยังเป็นแค่ผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงเท่านั้น นอกจากอาจารย์ก็มีจอมปราชญ์ที่เป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีคราม ซึ่งยังนับว่ามีพลังที่เหนือกว่าเขาที่อยู่ในร่างอีวาตอนนั้นมาก
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาก็อดที่จะคิดถึงอีวาไม่ได้
แม้แต่ที่บ้านหลังนี้ ในทุกๆ ที่ล้วนยังหลงเหลือกลิ่นอายของอีวา ข้าวของทุกอย่าง อุปกรณ์ทุกชิ้น หลายมุมที่ตกแต่งในบ้านล้วนเป็นฝีมือของเธอ
ทุกอย่างนั้นทำให้เฟิร์สคิดถึงเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการที่จะลบเลือนมัน
ยิ่งเขาคิดถึงเธอ นั่นก็ยิ่งทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จให้ได้
เขาย่อมไม่ยอมให้อีวาหาเขาได้พบก่อน มันจะต้องเป็นเขาที่เป็นคนหาเธอพบ
ดังนั้นแล้วเขาจึงต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้
เฟิร์สเริ่มดึงความจำเกี่ยวกับค่ายกลอักขระในอบิสนำมาศึกษา ก่อนหน้านี้เขามีปัญญาในขั้นสีเขียวเท่านั้น แต่ในตอนนี้เขาได้กลายเป็นผู้มีประสบการณ์ขั้นสีคราม
ประสบการณ์นี้ล้ำค่าเป็นอย่างมาก
มันทำให้สายตาของเขาในการมองอักขระตอนนี้ดูลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้การบ่มเพาะพลังอักขระขั้นสีฟ้าของเขาจึงถูกพัฒนาไปขั้นใหญ่ คาดว่าอีกไม่นานเขาคงจะสำเร็จเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวได้
เฟิร์สใช้ค่ายกลที่เขาเคยเจอในรังและโบราณสถานบางแห่งในอบิสมาศึกษา ซึ่งอักขระเหล่านั้นยังไม่ครบถ้วน และไม่มีที่มาที่ไปเหมือนกับมีอาจารย์คอยสอนสั่ง
มันไม่เหมือนศาสตร์อักขระในบันไดสีขาว เพราะนั่นคือการชี้แนะจากจอมปราชญ์โดยตรง มันจึงสามารถนำมาย่อยศึกษาได้ง่าย
เด็กหนุ่มจมจ่อมอยู่กับการบ่มเพาะ
จนกระทั่งเมื่อถึงตอนหนึ่งเฟิร์สได้พบสิ่งผิดปกติในร่างกาย
สิ่งๆ นั้นก็คือจุดสีเงินที่ตั้งอยู่บนทะเลวิญญาณของเขา
ทะเลวิญญาณคือสถานที่ตั้งของแกนวิญญาณ
แกนวิญญาณคือแกนหลักของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใด ไม่ว่าจะเล็กจ้อยหรือยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต พวกเขาเหล่านั้นล้วนต้องมีแกนวิญญาณ
ตอนนี้ดูเหมือนว่าภายในแกนวิญญาณจะมีสิ่งหนึ่งที่ประหลาดติดอยู่ตรงนั้น
หากเขาไม่ตั้งใจสังเกตวิญญาณ นั่นแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะพบจุดสีเงินนี้
“นั่นมันอะไรกัน? ทำไมมันถึงมาปรากฏในวิญญาณของฉันได้”
เฟิร์สไม่ลังเลที่จะเข้าไปสำรวจจุดสีเงิน
แต่ทันทีที่เขาเข้าใกล้ จุดสีเงินนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้น
มันมากขึ้น ... มากขึ้น ... และมากขึ้นเรื่อยๆ
จนเขารู้สึกว่าจุดสีเงินนั้นคือโลกสีเงินใบหนึ่ง
จิตของเฟิร์สมุ่งเข้าสู่โลกสีเงินนั้น สำหรับสถานที่แห่งนี้เขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างห้ามไม่ได้
ความคุ้นเคยนี้ ...
มันราวกับว่า ...
ที่นี่คือ “โลกลวง”
“ไม่ใช่ ... แม้ที่นี่จะคล้ายกับโลกลวง แต่มันไม่ใช่โลกลวง ฉันไม่สามารถควบคุมโลกสีเงินนี้ได้ คุณสมบัติของมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ดูเหมือนมันจะกว้างใหญ่เป็นอย่างมาก ฉันอยากรู้นักว่ามันกว้างใหญ่ขนาดไหนกัน แล้วทำไมมันถึงมาปรากฏที่นี่ได้”
โลกสีเงินนี้ทำให้เฟิร์สรู้สึกหวาดหวั่น
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขานั้นตรวจสอบวิญญาณของตนเองอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เคยพบจุดแสงสีเงินนี้
ทว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์หยุดสลับร่าง มันกลับปรากฏขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“อย่าบอกนะว่ากำลังมีใครเล่นตลกกับฉันอยู่?”
เฟิร์สเริ่มหวาดระแวงขึ้นมา เขารีบสำรวจโลกสีเงินนี้ทันที แม้จะรู้ดีว่ามันกว้างใหญ่เพียงใด
การที่มีสิ่งแปลกปลอมปรากฏในดวงวิญญาณ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
ไม่แน่ว่าเจ้าสิ่งนี้อาจจะส่งผลอะไรบางอย่างต่อวิญญาณของเขา
การเกรงกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก นับว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาของมนุษย์
ยิ่งเฟิร์สที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับตัวเองแล้ว เขาก็ยังต้องระวังตัว
เขาใช้เวลาอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบโลกสีเงินนี้ได้หมดสิ้น ต้องรู้ไว้ว่าการเดินทางของจิตนั้นรวดเร็วเพียงใด แต่เฟิร์สที่ใช้เวลานานถึงเพียงนี้แต่ก็ไม่อาจตรวจสอบมันได้
“ใหญ่โตเกินไปแล้ว ฉันใช้เวลาไปมากมายหากนับจากโลกจริงก็เกือบสามวันได้ แต่ก็ไม่พบเห็นสิ่งใด แล้วก็ไม่จบไม่สิ้น ราวกับว่าโลกนี้คือความว่างเปล่าสีเงินอย่างนั้น”
แล้วตอนนั้นเองเฟิร์สก็คิดอะไรขึ้นมาได้ เขาวาดแขนออกไปด้านหน้า
การเคลื่อนไหวของแขนนั้นกลายเป็นกระบี่ที่แหลมคมเล่มหนึ่งที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนใหญ่โตนับสิบเมตรพุ่งทะยานออกไป
ตูม!
“นั่นมัน!”
เด็กหนุ่มเบิกตากว้างขึ้น เมื่อเขาพบว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่ความว่างเปล่าอย่างที่คิด