จิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม

    บทที่ 52: จิ๊กซอว์แห่งราชวงศ์ - เส้นทางสู่ราชันเก้าหาง

    ภายในห้องลับที่มืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากม่านพลังสีม่วงที่หลินเฟิงกางไว้เพื่อความเป็นส่วนตัว เขานั่งหลับตาลงเข้าสู่ห้วงสมาธิลึก ร่างกายที่เพิ่งผ่านการหลอมรวมครั้งยิ่งใหญ่กับสตรีทั้ง 12 นางยังคงแผ่ซ่านไปด้วยพลังแปดหางมังกรที่เข้มข้นและทรงพลัง หางทั้งแปดพริ้วไหวอย่างช้าๆ รอบกายเขาประหนึ่งงูเห่าที่กำลังเฝ้าระวัง

     

    ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์ที่ไร้อารมณ์แต่แฝงไปด้วยความล้ำสมัยก็ดังขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับการปรากฏขึ้นของหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าครามที่หมุนวนอยู่รอบตัวเขาในโลกแห่งจิต แสงสีฟ้าเย็นยะเยือกนั้นตัดกับพลังสีม่วงทองที่ร้อนแรงของเขาอย่างชัดเจน

     

    [ติ๊ง! ตรวจพบความต้องการของโฮสต์: วิเคราะห์เส้นทางสู่การวิวัฒนาการระดับ 'จิ้งจอกมังกรเก้าหาง']

     

    [ระบบกำลังทำการเชื่อมต่อกับข่ายใยแห่งโชคชะตาและตรวจสอบฐานข้อมูลสตรีผู้มีวาสนาสูงส่งในรัศมี 100 กิโลเมตร...]

     

    หน้าจอโฮโลแกรมเริ่มแสดงกราฟข้อมูลที่ซับซ้อน มีตัวเลขและรหัสพันธุกรรมที่ถูกถอดรหัสออกมาเป็นภาษาที่หลินเฟิงเข้าใจได้ ข้อมูลไหลเวียนผ่านหน้าจออย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการคำนวณที่ระบบกำลังดำเนินการอยู่

     

    ระบบเริ่มทำการจำลองภาพสตรีแต่ละนางขึ้นมาในรูปแบบสามมิติที่ดูสมจริงประหนึ่งตัวจริงมายืนอยู่ตรงหน้า แต่ละภาพจำลองแผ่ซ่านไปด้วยรัศมีพลังที่แตกต่างกัน บางนางมีรัศมีสีทองเจิดจ้า บางนางมีรัศมีสีเงินเย็นยะ และบางนางมีรัศมีหลากสีที่ผสมผสานกันอย่างงดงาม

     

    [รายงานการวิเคราะห์เป้าหมายระดับ 'S' (Royal Essence Class):]

     

    ## เป้าหมายแรก: ฮองเฮาเหยาซี - นางพญาแห่งหงส์สวรรค์

     

    สถานะ: มเหสีเอกผู้ครองอำนาจสูงสุดในฝ่ายใน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้ที่มีอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วทั้งวังหลัง

     

    คุณสมบัติทั่วไป: สิริโฉมงดงามสง่า มีรัศมีแห่งนางพญาที่สยบผู้คน ผิวพรรณถูกบำรุงด้วยโอสถทิพย์และอาบไอพลังมังกรสวรรค์มานานกว่า 15 ปี ทำให้ร่างกายของนางคงความอ่อนเยาว์และงดงามไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะมีอายุเกือบ 40 ปี แต่ดูเหมือนสตรีวัย 25 ปีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์

     

    คุณสมบัติพิเศษ (Hidden Trait): "กายหยินหงส์สวรรค์" (Heavenly Phoenix Yin Body) เป็นกายหยินที่เกิดจากการสะสมไอพลังมังกรจากฮ่องเต้จนถึงจุดอิ่มตัวและเกิดการกลายพันธุ์เป็นพลังหงส์ที่ส่งเสริมมังกร กายหยินนี้หายากมากจนแม้แต่ในตำราโบราณก็มีการกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย

     

    ค่าพลังหยินวาสนา: 1,500,000 - 2,000,000 หน่วย (สูงสุดในราชวงศ์)

     

    เหตุผลที่แนะนำ: พลังของนางคือ "กุญแจหลัก" ในการสร้างรากฐานของหางที่เก้า หากโฮสต์สามารถหลอมรวมกับนางได้ พลังมังกรในร่างจะเปลี่ยนจาก 'มังกรดิน' เป็น 'มังกรสวรรค์' ทันที การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้พลังโจมตีและการป้องกันของโฮสต์เพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง

     

    ## เป้าหมายที่สอง: กุ้ยเฟยหลันเฟย - นางสนมแห่งดอกไม้ต้องห้าม

     

    สถานะ: พระสนมเอกผู้เป็นที่โปรดปรานที่สุด บุตรสาวแม่ทัพใหญ่รักษาพระนคร ผู้ที่มีอิทธิพลในหมู่ขุนนางและมีเครือข่ายสายลับที่แข็งแกร่ง

     

    คุณสมบัติทั่วไป: มีเสน่ห์เย้ายวนใจ เชี่ยวชาญการร่ายรำและดนตรี ร่างกายมีความยืดหยุ่นสูงและมีกลิ่นหอมบุปผาติดตัวตามธรรมชาติ นางสามารถใช้เสน่ห์ของตนเองในการจัดการกับผู้คนได้อย่างชาญฉลาด ทำให้เป็นที่เกรงขามในหมู่สตรีในวัง

     

    คุณสมบัติพิเศษ (Hidden Trait): "กายหยินบุปผาสวรรค์" (Celestial Bloom Yin Body) เกิดจากการได้รับไอพลังมังกรในช่วงที่ฮ่องเต้มีความต้องการสูงสุด ทำให้พลังหยินของนางแฝงไปด้วยฤทธิ์กระตุ้นกำหนัดและมนตราล่อลวง กายหยินนี้มีความสามารถพิเศษในการเพิ่มพลังให้แก่ผู้ที่หลอมรวมด้วย

     

    ค่าพลังหยินวาสนา: 800,000 - 1,200,000 หน่วย

     

    เหตุผลที่แนะนำ: พลังของนางจะช่วยเพิ่ม "ค่าเสน่ห์" และ "มนตราจิ้งจอก" ของโฮสต์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์ ทำให้การควบคุมจิตใจศัตรูทำได้ง่ายขึ้นเพียงแค่การสบตา นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความสามารถในการใช้มนตราเสน่ห์ระดับสูง

     

    ## เป้าหมายที่สาม: ชายารัชทายาทหนิงเซียน - เจ้าหญิงแห่งจันทราลึกลับ

     

    สถานะ: พระชายาในองค์รัชทายาท บุตรสาวมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้ที่มีการศึกษาสูงและเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ขุนนางและราษฎร

     

    คุณสมบัติทั่วไป: ดูอ่อนหวาน เรียบร้อย และเยือกเย็นประหนึ่งดวงจันทร์ ร่างกายยังคงความบริสุทธิ์ของดรุณีแรกรุ่นเนื่องจากรัชทายาทมักยุ่งอยู่กับราชกิจ นางมีสติปัญญาเฉียบแหลมและความรู้ด้านการปกครองที่ลึกซึ้ง

     

    คุณสมบัติพิเศษ (Hidden Trait): "กายหยินจันทราเร้นลับ" (Mystic Moon Yin Body) เป็นกายหยินที่หายากที่สุด เกิดจากการรับไอพลังมังกรหนุ่มที่ยังไม่เสถียร ทำให้พลังหยินของนางมีความเย็นสุดขั้วและบริสุทธิ์อย่างยิ่ง กายหยินนี้มีคุณสมบัติในการปรับสมดุลพลังและระงับความร้อนแรงที่เกินขอบเขต

     

    ค่าพลังหยินวาสนา: 1,000,000 - 1,400,000 หน่วย

     

    เหตุผลที่แนะนำ: พลังของนางคือ "ตัวปรับสมดุล" (Stabilizer) ที่สำคัญที่สุด หากโฮสต์รับพลังที่ดุดันจากฮองเฮาและกุ้ยเฟย พลังจันทราของหนิงเซียนจะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายโฮสต์ระเบิดจากการรับพลังมหาศาลเกินไป นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความสามารถในการควบคุมพลังให้แม่นยำขึ้น

     

    ## เป้าหมายที่สี่: องค์หญิงฉางเล่อ - เจ้าหญิงแห่งสายเลือดมังกรบริสุทธิ์

     

    สถานะ: พระธิดาองค์โต สายเลือดมังกรโดยตรง ผู้ที่ได้รับการศึกษาและการฝึกฝนอย่างดีที่สุดในราชวงศ์

     

    คุณสมบัติทั่วไป: ร่าเริง สดใส แต่แฝงไปด้วยความทระนงในสายเลือด มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศและความสามารถในการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา นางมีบุคลิกที่น่าหลงใหลและเสน่ห์ที่เป็นธรรมชาติ

     

    คุณสมบัติพิเศษ (Hidden Trait): "กายหยินมังกรบริสุทธิ์" (Pure Dragon Bone Yin) พลังหยินของนางไม่ได้เกิดจากการใกล้ชิดมังกร แต่เกิดจาก "กระดูกมังกร" ที่สืบทอดทางพันธุกรรม กายหยินนี้มีความบริสุทธิ์และทรงพลังที่สุดในบรรดากายหยินทั้งหมด

     

    ค่าพลังหยินวาสนา: 900,000 - 1,100,000 หน่วย

     

    เหตุผลที่แนะนำ: พลังของนางจะช่วย "ขยายขนาด" และ "ความแข็งแกร่ง" ของหางทั้งเก้าให้ทรงพลังและไร้เทียมทานในเชิงกายภาพ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายและเพิ่มพลังการต่อสู้ให้แก่โฮสต์

     

    [บทสรุปการวิเคราะห์:]

     

    โฮสต์จำเป็นต้องเก็บเกี่ยวพลังจากเป้าหมายเหล่านี้ตามลำดับที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง 'อำนาจ' (ฮองเฮา), 'มนตรา' (กุ้ยเฟย), 'ความเสถียร' (ชายารัชทายาท) และ 'ความแข็งแกร่ง' (องค์หญิง) หากขาดคนใดคนหนึ่งไป การบรรลุเก้าหางอาจไม่สมบูรณ์และเสี่ยงต่อการถูกพลังตีกลับ

     

    หลินเฟิงจ้องมองข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่บนหน้าจอด้วยแววตาที่ลุ่มลึก ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ดวงตาจิ้งจอกกลับทอประกายด้วยความคิดที่ซับซ้อน เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องลับที่มีลวดลายมังกรแกะสลักอย่างประณีต ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ

     

    "สตรีเหล่านี้... คือบันไดที่ข้าจะใช้เหยียบขึ้นไปสู่ความเป็นเทพเจ้า"

     

    หลินเฟิงจ้องมองรายชื่อสตรีทั้ง 4 นางบนหน้าจอโฮโลแกรมด้วยแววตาที่นิ่งสงบ ความเงียบในห้องลับถูกทำลายลงเมื่อเขาค่อยๆ เอ่ยขึ้น เสียงที่ทุ้มต่ำและกังวานของเขาสะท้อนไปทั่วห้องประหนึ่งเสียงสะท้อนจากถ้ำลึก

     

    "ระบบ..." เขาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "เจ้ากำลังแนะนำให้ข้าเก็บเล็กผสมน้อยจากสตรีเหล่านี้ ซึ่งมันยุ่งยากและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาความหึงหวงภายในราชวงศ์ โดยเฉพาะฮองเฮาที่คงไม่ยอมให้ข้าแตะต้องลูกสาวหรือลูกสะใภ้ของนางแน่ๆ..."

     

    เขาหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเย็นๆ และต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

     

    "ทำไมข้าต้องอ้อมค้อม ในเมื่อ 'ต้นกำเนิด' ของพลังทั้งหมดนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร? ทำไมข้าต้องไปเก็บน้ำจากลำธาร ในเมื่อข้าสามารถดื่มจากต้นน้ำได้โดยตรง?"

     

    [ติ๊ง! ระบบตรวจพบการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ระดับสูงจากโฮสต์... กำลังทำการประมวลผลความเป็นไปได้ในการเข้าหา 'ฮ่องเต้' (The Sovereign Dragon) โดยตรง...]

     

    หน้าจอโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มพร้อมกับเสียงเตือนที่ดังขึ้น ภาพจำลองของฮ่องเต้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เป็นร่างของชายวัยกลางคนที่แผ่รัศมีสีทองเจิดจ้าประหนึ่งดวงอาทิตย์ ร่างกายของเขาล้อมรอบด้วยพลังมังกรที่หนาแน่นจนมองเห็นเป็นเปลวไฟสีทองที่พุ่งโชติช่วง

     

    [คำเตือนความเสี่ยง: ฮ่องเต้คือศูนย์กลางของ 'ปราณมังกรสวรรค์' ที่เข้มข้นที่สุด ร่างกายของเขาเปรียบเสมือนเตาหลอมพลังงานนิวเคลียร์ หากโฮสต์เข้าหาในฐานะบุรุษหรือปีศาจ ปราณมังกรจะปะทะกับปราณปีศาจของโฮสต์ทันทีจนเกิดการระเบิดมหาศาล]

     

    [อันตรายเพิ่มเติม: ฮ่องเต้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจจับปีศาจและนักพรตหลวงระดับสูงคอยปกป้องตลอดเวลา การเข้าใกล้โดยไม่มีแผนการที่รัดกุมจะนำไปสู่การถูกจับได้ทันที]

     

    หลินเฟิงฟังคำเตือนของระบบด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มเย็นๆ ขึ้นมา เขาลุกขึ้นจากท่านั่งสมาธิและเดินไปมาในห้องลับอย่างช้าๆ หางทั้งแปดพริ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของเขาประหนึ่งเงาที่มีชีวิต

     

    "ระบบ... เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้าหยัน "ข้าไม่ได้จะเข้าหาเขาในฐานะปีศาจจิ้งจอกแปดหาง... ข้าจะเข้าหาเขาในฐานะสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุด"

     

    [ติ๊ง! ระบบกำลังวิเคราะห์คำใบ้จากโฮสต์...]

     

    [ทางเลือกที่แนะนำ: การจำแลงกายเป็นสตรี (Gender-Shift Infiltration)]

     

    หน้าจอโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอ่อนพร้อมกับแสดงข้อมูลใหม่ที่ละเอียดยิ่งขึ้น

     

    [คำอธิบาย: หากโฮสต์ใช้พลังจิ้งจอกแปดหางจำแลงกายเป็นสตรีที่มีความงามระดับล่มเมือง และใช้ 'กายหยินจำแลอง' เพื่อรองรับพลังมังกรสวรรค์ผ่านบทรัก โฮสต์จะสามารถดูดซับพลังจากฮ่องเต้ได้โดยตรง]

     

    [ประมาณการพลังหยินวาสนา: 5,000,000 - 8,000,000 หน่วย เพียงพอที่จะบรรลุเก้าหางได้ในครั้งเดียว]

     

    [ข้อดีเพิ่มเติม: การได้รับพลังจากแหล่งกำเนิดโดยตรงจะทำให้พลังมังกรของโฮสต์บริสุทธิ์และทรงพลังกว่าการรวบรวมจากหลายแหล่ง]

     

    หลินเฟิงหยุดเดินและหันมาจ้องมองหน้าจอด้วยแววตาที่เปล่งประกายด้วยความพึงพอใจ เขายกมือขึ้นลูบคางอย่างช้าๆ ขณะที่ใจคิดถึงแผนการที่กำลังก่อตัวขึ้นในหัว

     

    "นั่นแหละที่ข้าต้องการ..." เขาแสยะยิ้มด้วยความเย้าหยัน "การเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดเพื่อสยบมังกร... น่าสนุกดีไม่ใช่หรือ? ข้าจะทำให้เขาหลงใหลจนลืมตัว จนกว่าจะสายเกินไป"

     

    [ข้อควรระวังจากระบบ:]

     

    ความสมบูรณ์ของการจำแลง: โฮสต์ต้องใช้พลังมหาศาลในการคงสภาพร่างสตรีที่ไร้ที่ติ แม้แต่กลิ่นอายและอวัยวะภายในต้องเปลี่ยนเป็นหญิงโดยสมบูรณ์เพื่อไม่ให้เหล่านักพรตหลวงตรวจพบ การจำแลงต้องลึกซึ้งถึงระดับเซลล์และพันธุกรรม

     

    การควบคุมพลัง: พลังมังกรจากฮ่องเต้ดุดันและร้อนแรงกว่าสตรีหลายเท่า หากโฮสต์ไม่สามารถ 'สยบ' เขาได้ในบทรัก โฮสต์อาจเป็นฝ่ายถูกพลังมังกรแผดเผาเสียเอง ต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ

     

    ผลกระทบต่อฮาเร็ม: โฮสต์ต้องวางแผนให้ดีว่าจะใช้สตรีทั้ง 12 นางในกองทัพบุปผามังกรอย่างไรเพื่อสนับสนุนแผนการ 'ถวายตัว' ครั้งนี้ พวกนางจะต้องเป็นทั้งผู้สนับสนุนและผู้คุ้มกันในกรณีที่แผนการล้มเหลว

     

    ความเสี่ยงด้านเวลา: การจำแลงกายในระยะเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อพลังปีศาจดั้งเดิมของโฮสต์ ต้องกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมและมีแผนสำรองในกรณีฉุกเฉิน

     

    หลินเฟิงฟังข้อควรระวังทั้งหมดด้วยความตั้งใจ ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาเดินกลับไปยังจุดที่เขานั่งสมาธิและนั่งลงอีกครั้ง ดวงตาของเขาปิดลงเล็กน้อยขณะที่ใจคิดถึงรายละเอียดของแผนการ

     

    "ข้าเข้าใจแล้ว..." เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง "แต่ข้าจะไม่ทำเพียงลำพัง ข้าจะใช้สตรีทั้ง 4 นางที่เจ้าแนะนำนั่นแหละ เป็น 'บันได' ให้ข้าเข้าถึงตัวฮ่องเต้ โดยที่พวกนางไม่รู้ตัวว่าข้าคือใคร..."

     

    เขาหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเย็นๆ และต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

     

    "และเมื่อข้าได้พลังจากฮ่องเต้มาแล้ว การจะเก็บพวกนางเข้าฮาเร็มในภายหลังก็เป็นเรื่องง่ายประหนึ่งพลิกฝ่ามือ พวกนางจะต้องยอมจำนนต่อพลังเก้าหางของข้าอย่างไม่มีทางต่อต้าน"

     

    [ระบบยอมรับแผนการ: เริ่มต้นการเตรียมการ 'โปรเจกต์นางพญาสยบมังกร'...]

     

    [กำลังสร้างไทม์ไลน์และขั้นตอนการดำเนินการ...]

     

    ภายในห้องโถงศิลาอันกว้างขวาง แสงจากตะเกียงน้ำมันปลาวาฬวูบไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง สร้างเงาที่เต้นระบำอยู่บนผนังประหนึ่งวิญญาณที่กำลังเฝ้ามองการสมคบคิดครั้งยิ่งใหญ่ บรรยากาศในห้องโถงดูลึกลับและน่าเกรงขาม เหมือนกับว่าแม้แต่อากาศก็รู้ถึงความสำคัญของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

     

    หลินเฟิงนั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ไม้ชิงชันแกะสลักลวดลายมังกรทะยาน เก้าอี้นี้เป็นผลงานฝีมือช่างแกะสลักชั้นเยี่ยม มีรายละเอียดที่ประณีตจนแต่ละเส้นสายของลวดลายมังกรดูเหมือนจะมีชีวิตชีวา รัศมีพลังแปดหางมังกรที่เพิ่งบรรลุแผ่ซ่านออกมาเป็นไอจางๆ สีม่วงทอง ทำให้บรรยากาศรอบกายเขาดูบิดเบี้ยวและทรงพลังจนน่าเกรงขาม

     

    เหล่าสตรีทั้ง 12 นางนั่งเรียงรายอยู่เบื้องหน้าเขาด้วยกิริยาที่สำรวม แต่แววตาของพวกนางกลับทอประกายด้วยความเลื่อมใสและกระหายที่จะรับใช้ชายผู้เป็นเจ้าของชีวิต การเปลี่ยนแปลงจากการหลอมรวมครั้งล่าสุดทำให้พวกนางดูสง่างามและทรงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

     

    ฮูหยินซุนนั่งอยู่ข้างหน้าสุด ผิวพรรณของนางเปล่งประกายด้วยความอ่อนเยาว์ที่ได้รับคืนมา ข้างๆ นางคือซุนซือซือและซุนเหมยเหมย ที่บัดนี้มีรัศมีของผู้ฝึกตนขั้นสูงแผ่ออกมา มู่หรงชิงนั่งตัวตรงด้วยท่าทีของนักรบที่พร้อมรับคำสั่ง ลวดลายมังกรบนผิวพรรณของนางพริ้วไหวเล็กน้อยเมื่อแสงตะเกียงส่องมา

     

    หานซีและหานรั่วนั่งข้างกัน เกล็ดมังกรหงส์บนร่างกายของพวกนางเปล่งแสงจางๆ ชิงเย่วและหลินหลานมีสีหน้าสงบแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ชิงชิงขดตัวอยู่ในท่าที่สง่างาม เกล็ดงูมังกรของนางแวววาวใต้แสงไฟ หลี่ซูนั่งด้วยท่าทีที่อ่อนหวานแต่มั่นคง รัศมีเทพธิดาของนางทำให้บรรยากาศรอบตัวดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้น และหูเม่ยกับไป๋เอ๋อร์นั่งใกล้กัน หางหกหางของหูเม่ยและเขาเล็กๆ ของไป๋เอ๋อร์เป็นสัญลักษณ์ของการวิวัฒนาการที่ประสบความสำเร็จ

     

    ความเงียบงันที่ปกคลุมห้องโถงอยู่นานถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำแต่กังวานลึกของหลินเฟิง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้องโถงด้วยอำนาจที่ไม่อาจต้านทานได้

     

    "การพิชิตวังหลวง..." เขาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ไม่ใช่เรื่องของการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว มันคือศิลปะแห่งการหลอกลวงและการจัดการ มันคือการร่ายตาข่ายที่มองไม่เห็น ครอบคลุมไปทุกซอกทุกมุมของกำแพงสีแดงเหล่านั้น จนกว่าเหยื่อจะรู้ตัว... พวกเขาก็ตกอยู่ในกำมือของข้าแล้ว"

     

    เขาหยุดพักเล็กน้อย ยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ ชาที่เขาดื่มเป็นชาพิเศษที่ปรุงจากใบชาหายากและสมุนไพรที่ช่วยเสริมสร้างพลังจิต กลิ่นหอมของชาแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย

     

    "แผนการของข้าในครั้งนี้จะแตกต่างจากที่เคยทำมา" เขาต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ข้าจะไม่ใช้กำลังเพื่อบุกเข้าไป แต่จะใช้เสน่ห์เพื่อให้พวกเขาเชิญข้าเข้าไปเอง พวกเจ้าแต่ละคนจะมีบทบาทสำคัญในการทำให้แผนการนี้สำเร็จ"

     

    หลินเฟิงหันไปหา หานซี หมอหญิงผู้มีกลิ่นอายแห่งความเมตตาและเยือกเย็น นางนั่งอยู่ด้วยท่าทีที่สง่างาม ใบหน้าที่งดงามของนางแสดงถึงความพร้อมที่จะรับฟังคำสั่ง

     

    "หานซี พี่หญิงของข้า..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความหมาย "ชื่อเสียงของเจ้าในฐานะหมอเทวะคือใบเบิกทางที่ขาวสะอาดที่สุด ไม่มีใครสงสัยในความสามารถและความบริสุทธิ์ของเจ้า การที่พระพันปีหลวงประชวรด้วยโรคเรื้อรังที่หมอหลวงในวังไม่อาจรักษาได้ คือโอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้เรา"

     

    เขาหยุดพักเล็กน้อย มองดูหานซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจ

     

    "เจ้าต้องแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาเพื่อให้คนในวังประจักษ์ถึงฝีมือของเจ้า แต่ในขณะเดียวกัน... เจ้าต้องเป็นผู้เปิดประตูให้ 'ศิษย์น้อง' ของเจ้าได้เข้าไปร่ายมนตรา เจ้าต้องทำให้พระพันปีหลวงรู้สึกว่าชีวิตของนางแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่เจ้าถือไว้ และมีเพียงศิษย์น้องหลินเอ๋อร์เท่านั้นที่จะช่วยเจ้าดึงเส้นด้ายนั้นกลับมาได้"

     

    หานซีก้มศีรษะลงเล็กน้อย เส้นผมสีดำขลับของนางพริ้วไหวในแสงตะเกียง "ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน ข้าจะใช้ความสามารถทั้งหมดเพื่อให้แผนการนี้สำเร็จ ข้าจะทำให้พระพันปีหลวงและคนในวังเชื่อมั่นในตัวข้า แล้วค่อยๆ นำเรื่องของศิษย์น้องเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ"

     

    หลินเฟิงพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะหันไปมองสตรีคนต่อไป เขาไม่ได้มองไปที่ชายารัชทายาทหนิงเซียนที่นั่งอยู่ในจินตนาการ แต่กลับหันไปพูดถึงนางในฐานะเป้าหมายที่ต้องเข้าถึงผ่านแผนการ

     

    "สำหรับหนิงเซียน..." เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลึกซึ้ง "สตรีที่แบกรับความหวังของราชวงศ์แต่กลับถูกทอดทิ้งให้อยู่กับความอ้างว้าง ความปรารถนาในบุตรชายคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของนาง หานซี... เจ้าต้องเปรยถึงวิชา 'ประสานหยินหยาง' ของหลินเอ๋อร์ ว่าไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือการปรับเปลี่ยนชะตาชีวิตและร่างกายให้พร้อมรองรับโอรสสวรรค์"

     

    เขายิ้มเย็นๆ "เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น... นางจะอ้อนวอนขอพบข้าด้วยตัวเอง ความหิวกระหายของนางจะทำให้นางลืมความระมัดระวังไปหมด"

     

    จากนั้นเขาจึงหันไปหากลุ่ม ตระกูลซุน ฮูหยินซุน ซือซือ และเหมยเหมย นั่งอยู่ด้วยท่าทีที่สง่างาม ความงามและความมั่งคั่งของพวกนางเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน

     

    "ฮูหยินซุน ซือซือ เหมยเหมย..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "พวกเจ้าคือตัวแทนของความงามและความมั่งคั่ง ข้าต้องการให้พวกเจ้าใช้ความสัมพันธ์ที่มีกับเหล่าฮูหยินขุนนาง ประโคมข่าวเรื่อง 'โอสถความงามเทวะ' ที่พวกเจ้าได้รับจากหานซี"

     

    เขาหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

     

    "บรรยายให้พวกนางเห็นภาพว่าผิวพรรณของพวกเจ้าผุดผ่องขึ้นเพียงใด ข่าวนี้จะลามไปถึงหูของ กุ้ยเฟยหลันเฟย ผู้ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาความโปรดปรานจากฮ่องเต้ นางจะริษยาจนทนไม่ได้ และนั่นคือตอนที่นางจะส่งคนมาเชิญ 'หลินเอ๋อร์' เข้าไปในตำหนักของนาง"

     

    ฮูหยินซุนยิ้มด้วยความเข้าใจ "ข้าเข้าใจแล้วนายท่าน การแข่งขันด้านความงามในหมู่สตรีวังหลังนั้นรุนแรงมาก หากมีข่าวว่ามีโอสถที่ทำให้ผิวพรรณดีขึ้นได้จริง กุ้ยเฟยจะต้องอยากได้แน่นอน"

     

    หลี่ซู หญิงสาวผู้คล่องแคล่วขยับตัวเล็กน้อยเมื่อหลินเฟิงมองมา นางมีบทบาทสำคัญในการสร้างข่าวลือและการเก็บข้อมูล

     

    "หลี่ซู..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "งานของเจ้าคือการสร้าง 'ตำนาน' จงใช้เครือข่ายชาวบ้านและบ่าวรับใช้ กระจายข่าวเรื่องนางฟ้าจำแลงที่มาพร้อมกับหมอเทวะ บรรยายความงามของหลินเอ๋อร์ให้เกินจริงไปบ้าง ให้คนในวังเล่าลือกันว่าแม้แต่ดอกไม้ยังต้องอายเมื่อนางเดินผ่าน"

     

    เขายิ้มเย็นๆ "ข่าวลือจากระดับล่างมักจะทรงพลังและน่าเชื่อถือที่สุดในวังหลัง เมื่อคนทั่วไปเล่าลือกัน แม้แต่ขุนนางก็จะเริ่มสนใจ"

     

    หลี่ซูพยักหน้าด้วยความเข้าใจ "ข้าจะทำให้ชื่อของหลินเอ๋อร์กลายเป็นตำนานที่ทุกคนในวังต้องการพบเจ้าค่ะ"

     

    หลินหลาน อาจารย์สาวผู้ทรงความรู้สบตากับเขา นางมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงองค์หญิงฉางเล่อ

     

    "หลินหลาน..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจ "ในฐานะอาจารย์ของ องค์หญิงฉางเล่อ เจ้าคือผู้ที่ใกล้ชิดกับความไร้เดียงสาที่สุด จงเล่าเรื่องราวของศิษย์น้องหญิงผู้ปราดเปรื่องที่รอบรู้ทั้งวิชาแพทย์และศาสตร์ศิลป์ให้นางฟัง"

     

    เขาหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน

     

    "องค์หญิงที่โหยหาความตื่นเต้นย่อมอยากจะพบ 'พี่สาว' คนใหม่นี้ และนางจะเป็นผู้ที่พาข้าเดินผ่านด่านตรวจต่างๆ ในวังได้อย่างง่ายดาย ความไร้เดียงสาของนางจะกลายเป็นประตูที่เปิดให้ข้าเข้าไปได้"

     

    สุดท้ายเขาหันไปหา ชิงชิง ปีศาจงูสาวที่บัดนี้ดูสงบเสงี่ยม เกล็ดมังกรงูของนางเปล่งแสงจางๆ ใต้แสงตะเกียง

     

    "ชิงชิง..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "เจ้าต้องลดกลิ่นอายปีศาจลงให้เหลือเพียงศูนย์ ปลอมตัวเป็นสาวใช้คนสนิทของข้า คอยเดินตามข้าประหนึ่งเงา ใช้ดวงตาของเจ้าบันทึกทุกเส้นทาง ทุกค่ายกล และทุกความเคลื่อนไหวขององครักษ์"

     

    เขามองชิงชิงด้วยแววตาที่เข้มข้น "ข้าต้องการให้เจ้าเป็นหูเป็นตาในจุดที่ข้าไม่อาจมองเห็น และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เจ้าต้องพร้อมที่จะใช้ความสามารถปีศาจงูมังกรของเจ้าเพื่อปกป้องข้า"

     

    เมื่อแผนการถูกแจกจ่ายจนครบถ้วน หลินเฟิงก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินไปยังศูนย์กลางของห้องโถง บริเวณนั้นมีแผนที่วงกลมขนาดใหญ่ที่แกะสลักด้วยลวดลายมังกรและจิ้งจอกอย่างประณีต เป็นจุดที่พลังงานในห้องโถงมาบรรจบกัน

     

    "บัดนี้ข้าจะเริ่มกระบวนการจำแลงกายที่ละเอียดอ่อนที่สุด" เขาประกาศด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "การจำแลงครั้งนี้จะต้องสมบูรณ์แบบจนไม่มีใครสามารถตรวจพบได้"

     

    เขานั่งขัดสมาธิลงบนจุดศูนย์กลางของวงกลม พลังจิ้งจอกแปดหางมังกรเริ่มหมุนวนรอบกายอย่างช้าๆ ในตอนแรก พลังงานดูเหมือนสายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังงานนั้นก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพายุหมุนขนาดย่อม

     

    หมอกสีม่วงทองหนาทึบเริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวเขา หมอกนี้ไม่ใช่หมอกธรรมดา แต่เป็นการรวมตัวของพลังจิ้งจอกที่บริสุทธิ์ที่สุด มันหมุนวนและเต้นระบำรอบร่างของเขาประหนึ่งมีชีวิตจิตใจ

     

    เสียงกระดูกที่ปรับเปลี่ยนอย่างนุ่มนวลเริ่มดังขึ้น ไม่ใช่เสียงที่น่าขนลุก แต่เป็นเสียงที่ไพเราะประหนึ่งเสียงดนตรีแห่งการเปลี่ยนแปลง กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าเริ่มอบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นหอมนี้หวานชื่นและเย้ายวน ทำให้บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนจากความน่าเกรงขามเป็นความขลังและศักดิ์สิทธิ์

     

    เหล่าสตรีทั้ง 12 นางจ้องมองการเปลี่ยนแปลงด้วยความตื่นตาตื่นใจ พวกนางได้เห็นหลินเฟิงใช้พลังจำแลงมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ดูแตกต่างไปจากเดิม มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากกว่าที่เคยเห็น

     

    การจำแลงกายในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนรูปร่างภายนอก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ลึกซึ้งที่สุด หลินเฟิงต้องปรับเปลี่ยนทุกเซลล์ในร่างกาย ทุกสายเลือด ทุกอวัยวะภายใน และแม้กระทั่งกลิ่นอายและพลังงานที่แผ่ออกมา

     

    เมื่อหมอกค่อยๆ จางหายไป สิ่งที่ปรากฏออกมาทำให้ทุกคนในห้องต้องอ้าปากค้าง

     

    สตรีที่งดงามประหนึ่งภาพวาดของเทพธิดาปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงสีทองจางๆ 'หลินเอ๋อร์' ในชุดศิษย์สำนักแพทย์สีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่กลับขับเน้นทรวดทรงที่อ้อนแอ้นและผิวพรรณที่ขาวละเอียดประหนึ่งหยกมันแพะ

     

    ใบหน้าของนางงดงามจนยากจะพรรณนา โครงหน้าที่สมส่วนสมบูรณ์แบบ ดั่งงานแกะสลักของช่างฝีมือระดับเทพ ผิวพรรณขาวใสไร้ที่ติ ไม่มีรูขุมขนหรือจุดด่างดำแม้แต่จุดเดียว คิ้วโค้งเป็นธรรมชาติ ขนตายาวและหนา ดวงตาที่ใหญ่และกลมโต แต่ยังคงเหลือเค้าของดวงตาจิ้งจอกที่ทอประกายความอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่ลุ่มลึก

     

    จมูกโด่งสูงพอดี ริมฝีปากอิ่มเอิบเป็นธรรมชาติ มีสีชมพูอ่อนๆ ที่เย้ายวนใจ เมื่อนางยิ้ม ฟันขาวเรียงเป็นแถวสวยงาม ทำให้ใบหน้าดูสดใสและน่าหลงใหล

     

    ทรวดทรงของนางสมส่วนอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่สูงเกินไปจนดูน่าเกรงขาม แต่ก็ไม่เตี้ยจนดูไม่มีเสน่ห์ ทรวงอกเต็มเปี่ยมพอดี ไม่ใหญ่จนดูหยาบคาย แต่ก็ไม่เล็กจนดูไม่น่าสนใจ เอวเล็กจนเหมือนจะหักได้ด้วยมือเดียว สะโพกโค้งมนอย่างเย้ายวน ขาเรียวยาวและสมส่วน

     

    แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากนาง ไม่มีร่องรอยของพลังปีศาจแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยพลังหยินที่บริสุทธิ์และอ่อนโยน กลิ่นหอมธรรมชาติที่คล้ายดอกไผ่และใบชาเขียว ทำให้ใครก็ตามที่อยู่ใกล้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย

     

    "หานซี... พี่หญิง..." หลินเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หวานใสและกังวานประหนึ่งระฆังเงินที่สั่นไหวในสายลม "จากนี้ไปฝากตัวด้วยนะเจ้าค่ะ"

     

    น้ำเสียงของนางไม่มีร่องรอยของความหยาบกระด้างหรือความแข็งกร้าว แต่เต็มไปด้วยความอ่อนหวานและความสุภาพ มีเสน่ห์ที่ทำให้ใครฟังแล้วต้องหลงใหล

     

    เหล่าสตรีทั้ง 12 นางต่างก้มศีรษะลงด้วยความเคารพ แม้แต่พวกนางที่เคยเห็นหลินเฟิงจำแลงกายมาหลายครั้งก็ยังต้องตกตะลึงในความสมบูรณ์แบบของการจำแลงครั้งนี้ หลินเอ๋อร์ไม่ได้ดูเหมือนชายที่แปลงร่างเป็นหญิง แต่ดูเหมือนหญิงแท้ที่เกิดมาพร้อมกับความงามที่เหนือธรรมชาติ

     

    "นายท่าน..." ฮูหยินซุนเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "การจำแลงครั้งนี้สมบูรณ์แบบจนไม่มีใครสามารถสงสัยได้เลย"

     

    หลินเอ๋อร์ยิ้มอย่างอ่อนหวาน "ขอบคุณเจ้าค่ะ ฮูหยินซุน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น บัดนี้หมากทุกตัวถูกวางไว้บนกระดานแล้ว และพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะพัดเข้าสู่พระราชวังหลวงในไม่ช้า!"

     

    แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนกำแพงเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ที่สร้างจากศิลาแกร่งสีเทาเข้ม กำแพงสูงเสียดฟ้าเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่นคงของราชวงศ์ที่ปกครองมาหลายร้อยปี ประตูเมืองทิศตะวันออกที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเกวียนสินค้าบัดนี้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อย เมื่อรถม้าหรูหราที่มีตราประทับของ สกุลซุน เคลื่อนเข้ามาจอดที่ด่านตรวจ

     

    รถม้าคันนี้ไม่ใช่รถม้าธรรมดา แต่เป็นรถม้าที่สร้างจากไม้หายากและตกแต่งด้วยทองคำแท้ ม้าที่ลากรถเป็นม้าพันธุ์ดีที่มีขนสีดำเงางามและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง องครักษ์ประจำประตูเมืองรีบก้าวเข้ามาตรวจสอบตามหน้าที่ แต่เมื่อม่านรถม้าถูกเลิกขึ้นเพียงเล็กน้อย บรรยากาศรอบข้างกลับดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

     

    "นี่คือแขกคนสำคัญของใต้เท้าซุน" คนขับรถม้าเอ่ยพลางยื่นป้ายคำสั่งสีทองแดงให้องครักษ์ดู "นางคือศิษย์น้องของท่านหมอหญิงหานซี เดินทางมาจากแดนไกลเพื่อมารักษาคุณหนูใหญ่สกุลซุนที่ล้มป่วยกะทันหัน"

     

    องครักษ์หนุ่มที่กำลังจะเอ่ยปากถามกลับต้องชะงัก เมื่อสายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่มองลอดผ่านม่านรถม้าออกมา หลินเอ๋อร์ ในร่างจำแลงที่งดงามจนแทบหยุดหายใจ สวมผ้าคลุมหน้าบางเบาสีฟ้าอ่อนที่เผยให้เห็นเพียงดวงตาจิ้งจอกที่ทอประกายระยิบระยับประหนึ่งดวงดาว

     

    แม้จะมีผ้าคลุมหน้า แต่ความงามที่แผ่ออกมาจากดวงตาและรูปร่างที่สง่างามก็เพียงพอที่จะทำให้ใครก็ตามที่มองเห็นต้องตกตะลึง นางพยักหน้าให้เล็กน้อยด้วยกิริยาที่อ่อนช้อยและสง่างาม การเคลื่อนไหวทุกอย่างของนางดูเป็นธรรมชาติและไร้ที่ติ

     

    "รบกวนท่านองครักษ์แล้ว" น้ำเสียงที่หวานใสและกังวานประหนึ่งระฆังเงินดังออกมาจากหลังม่าน ทำให้องครักษ์ผู้นั้นถึงกับหน้าแดงซ่านและรีบโบกมือให้รถม้าผ่านไปโดยไม่กล้าตรวจค้นสิ่งใดเพิ่มเติม

     

    ข้างกายของหลินเอ๋อร์คือ ชิงชิง ในชุดสาวใช้สีเทาเรียบง่ายที่ดูสะอาดตา นางนั่งก้มหน้าอย่างสำรวมประหนึ่งบ่าวผู้ซื่อสัตย์ แต่ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตานั้นกลับคอยกวาดมองสำรวจโครงสร้างของกำแพงเมืองและตำแหน่งของพลธนูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในใจเพื่อส่งต่อให้แก่นายท่านในภายหลัง

     

    รถม้าเคลื่อนผ่านย่านการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดของเมืองหลวง เสียงล้อไม้กระทบกับพื้นศิลาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร้านค้าต่างๆ เรียงรายไปตามสองข้างทาง มีทั้งร้านขายผ้าไหม ร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายอาหาร และร้านขายสมุนไพร ผู้คนพลุกพล่านไปมา บรรยากาศคึกคักและมีชีวิتชีวา

     

    หลินเอ๋อร์เลิกม่านขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองดูวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองหลวง กลิ่นอายของความมั่งคั่งและอำนาจอบอวลไปทั่วทุกอณูอากาศ ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีคุณภาพดี แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ดูมีฐานะดีกว่าชาวบ้านในเมืองอื่น นางยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นเยียบ... อีกไม่นาน เมืองที่ดูสงบสุขแห่งนี้จะต้องสั่นสะเทือนภายใต้เสน่ห์ของนาง

     

    เป้าหมายแรกคือการเดินทางไปเยี่ยม หานซี ที่บ้านพักส่วนตัวเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของ "ศิษย์น้องผู้กตัญญู" ที่มาเยี่ยมเยียนศิษย์พี่ทันทีที่ถึงเมืองหลวง บ้านของหานซีตั้งอยู่ในย่านที่เงียบสงบ ล้อมรอบด้วยสวนไผ่และบ่อน้ำใส บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่โตอลังการ แต่กลับดูสง่างามและเรียบง่าย สะท้อนถึงบุคลิกของเจ้าของบ้าน

     

    การพบกันของสองยอดหญิงงามที่หน้าบ้านพักหมอหญิงกลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้านและบ่าวรับใช้ในละแวกนั้นทันที หานซีเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ใบหน้าที่งดงามของนางแสดงถึงความดีใจที่ได้พบศิษย์น้อง ทั้งคู่สวมกอดกันอย่างสนิทสนมประหนึ่งพี่น้องร่วมอุทรที่ไม่ได้พบกันนานปี

     

    "ศิษย์น้อง... เจ้าเดินทางมาไกลคงเหนื่อยมากแล้ว เข้าไปพักผ่อนข้างในก่อนเถอะ" หานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน เสียงของนางอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอาใจใส่

     

    "ขอบพระคุณพี่หญิงหานซีเจ้าค่ะ" หลินเอ๋อร์ตอบรับด้วยท่าทางที่นอบน้อม "ข้าเพียงแวะมาทักทายท่านก่อน เพราะประเดี๋ยวต้องรีบไปที่จวนสกุลซุนเพื่อดูอาการของคุณหนูซือซือตามที่ใต้เท้าซุนได้ขอร้องไว้"

     

    บทสนทนาที่ดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายนี้ถูกกระจายออกไปอย่างรวดเร็วผ่านปากต่อปากของชาวบ้านที่ยืนมุงดู พวกเขาต่างกระซิบกันด้วยความตื่นเต้น บางคนพยายามเข้ามาใกล้เพื่อมองดูความงามของหลินเอ๋อร์ให้ชัดขึ้น แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้มากเกินไป เพราะกลัวจะเป็นการไม่สุภาพ

     

    บัดนี้คนทั้งย่านต่างรู้แล้วว่ามี "นางฟ้าจำแลง" ผู้เป็นศิษย์น้องของหมอเทวะหานซีเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว และนางยังเป็นแขกคนสำคัญของสกุลซุนอีกด้วย ข่าวนี้จะแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงในไม่ช้า

     

    หลังจากพักผ่อนและซักซ้อมแผนการขั้นสุดท้ายกับหานซีอยู่ครู่หนึ่ง รถม้าสกุลซุนก็พาทั้งคู่มุ่งหน้าสู่จวนที่โอ่อ่าของใต้เท้าซุน จวนแห่งนี้เป็นหนึ่งในจวนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง มีสวนที่สวยงาม บ่อปลา และศาลาหลายหลัง

     

    ฮูหยินซุน พร้อมด้วย ซือซือ และ เหมยเหมย ยืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูจวนด้วยสีหน้าที่ดู "กังวล" อย่างแนบเนียน ตามแผนการที่วางไว้ว่าซือซือมีอาการป่วยเล็กน้อย ใบหน้าของซือซือดูซีดเซียวเล็กน้อย แต่ยังคงความงามไว้ได้

     

    "ท่านหมอหลินเอ๋อร์... ในที่สุดท่านก็มาถึง" ฮูหยินซุนรีบก้าวเข้ามาจับมือหลินเอ๋อร์ด้วยความกระตือรือร้น "ซือซือลูกข้ามีอาการอ่อนเพลียและผิวพรรณดูหมองคล้ำอย่างประหลาด รบกวนท่านช่วยดูอาการให้นางด้วยเถอะ"

     

    "ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะทำสุดความสามารถเจ้าค่ะ" หลินเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ปลอบประโลม "แต่ก่อนอื่น ข้าขอดูอาการของคุณหนูก่อนนะเจ้าคะ"

     

    การต้อนรับที่เอิกเกริกและการที่ใต้เท้าซุนถึงกับส่งรถม้าไปรับด้วยตัวเอง ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงฐานะที่สูงส่งและความสำคัญของหลินเอ๋อร์ในสายตาของคนภายนอก เมื่อหลินเอ๋อร์ก้าวเข้าสู่จวนสกุลซุนในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติ ฉากเปิดตัวในเมืองหลวงของนางก็ถือว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

     

    คล้ายกับเรื่องจิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม ที่คุณอ่าน