ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 87 ไพ่ตายของบ้านสกุลเยี่ย

            กองทัพบ้านสกุลฉินด้านหน้าทหารม้าหลายสิบนายมีบุรุษร่างกำยำสวมชุดเกราะคนหนึ่ง ชายเสื้อเขาไหวตามลมดูแล้วสง่าน่ายำเกรง เขาปล่อยพลังอักษรยันต์ไหลเวียนรอบกายจากนั้นหลอมรวมเป็นอักษรยันต์ด้านหลังเกิดเป็นเงาของหมาป่าดำทมิฬทั้งร่างท่าทางพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต

            “โฮก!”

            ร่างเงาหมาป่าเงยหน้าคำรามแผดเสียงดังสะเทือนไปถึงฟ้า ทำให้อสูรอื่นๆ ที่เป็นพาหนะให้กับบ้านสกุลใหญ่อื่นๆ ตื่นตัวก้มหมอบตั้งท่าระวัง

            “วิญญาณติดชีพจรเป็นอสูรหมาป่าเพลิงทมิฬไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

            “เขาคือใครยอดฝีมือของจังหวัดหลิวอวิ๋นหรือ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนอยู่ในขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์แล้ว” ……

            หลังจากที่บุรุษคนนี้เริ่มตั้งท่าต่อสู้ยอดฝีมือคนอื่นๆ ในแต่ละบ้านสกุลใหญ่ต่างตกใจฮือฮากันใหญ่ ฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์เมืองสือเฉิงถือว่าเป็นระดับสุดยอดที่สุดแล้ว

            “ดูสิว่าบ้านสกุลเยี่ยของเจ้าจะมีปัญญาต้านทานได้อย่างไร!”

            บุรุษชุดเกราะตะโกนข่มขู่พร้อมกับเริ่มขยับเท้าพุ่งเข้าไปโจมตีเยี่ยเป่าหลิน ร่างของเขาราวกับหลอมรวมกับอสูรหมาป่าเพลิงทมิฬเป็นหนึ่งเดียวอานุภาพของพลังดูดุดันน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง น่าตื่นตกใจอย่างมาก

            “โครม!”

           ทันใดนั้นเองขณะที่บุรุษคนนั้นใกล้เข้ามาเกือบถึงตัวเยี่ยเป่าหลิน จู่ๆ ก็มีเสียงดังโครมขึ้นมาอย่างแรงในสายตาของทุกคนเห็นเป็นภาพลำแสงอักษรยันต์ที่มีประกายสายฟ้าแปล๊บๆพุ่งตรงเข้าไปโจมตีชายชุดเกราะอย่างแรง

           จากนั้นทุกคนก็เห็นร่างของบุรุษชุดเกราะคนนี้กระเด็นลอยและล้มกระแทกอย่างแรงชุดเกราะขูดรีดกับพื้นเป็นประกายไฟ พื้นเริ่มแตกแยกเป็นรอยลึก

            “ครืน……”

            เมื่อร่างของชายชุดเกราะหยุดอยู่นิ่งได้แล้วเขาก็สำลักโลหิตออกมา สีหน้าเปี่ยมด้วยความรู้สึกตะลึงประหลาดใจ

            “ใครน่ะ!”

            ทุกคนต่างก็ตื่นตกใจทุกสายตาจับจ้องไปที่บุรุษชุดเกราะที่ล้มอยู่กับพื้นต่างสงสัยว่าใครกันที่สามารถโจมตีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์ให้บาดเจ็บอย่างรุนแรงได้ในกระบวนท่าเดียวเช่นนี้คิดว่าฝีมือของบุคคลปริศนาคนนี้น่าจะอยู่ขั้นชีพจรประสานวิญญาณแล้ว

            “เมืองสือเฉิงแม้จะเล็กแต่ไม่ใช่สถานที่ที่คนนอกจะมาทำจองหองวางอำนาจกันเช่นนี้ได้ โลกเรานับวันยิ่งแย่จิตใจคนเรานับวันยิ่งต่ำทราม คิดไม่ถึงว่าจะมีคนพาหมาป่าเข้าบ้านตัวเองช่างน่าเศร้า น่าอัปยศเสียจริง!”

           น้ำเสียงเศร้าเสียดายของบุคคลปริศนาพูดออกมาอย่างเนิบๆลำแสงอักษรยันต์ที่มีประกายสายฟ้าเมื่อสักครู่นี้มาจากผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ลอยอยู่บนฟ้า ชายคนนี้สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้

           ทุกสายตาต่างจ้องไปที่ผู้เฒ่าที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างไม่ละสายตา

           ผู้เฒ่าคนนี้อายุน่าจะประมาณเจ็ดสิบกว่าแล้วทว่ายังมีผมยาวที่หวีจัดทรงปล่อยยาวมาอย่างเรียบร้อยรอบกายของเขามีประกายสายฟ้าอ่อนๆ ปกคลุม

           ผู้เฒ่าคนนี้มีกลิ่นอายของพลังที่แข็งแกร่งน่าเกรงขามอย่างที่สุดคลื่นพลังปราณที่พลุ่งพล่านราวกับคลื่นยักษ์มีอานุภาพเหนือกว่าฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวอย่างเห็นได้ชัด

            “โฮก……”

            “แฮ่……”

            เมื่อมีคลื่นพลังที่อานุภาพร้ายกาจดุดันน่าสะพรึงกลัวปรากฏออกมาที่ลานกว้างนอกบ้านสกุลเยี่ยเช่นนี้อสูรพาหนะของแต่ละบ้านสกุลใหญ่ก็ร้องคำรามออกมาเสียงดังพร้อมกับยืนนิ่งกันไม่ได้ท่าทางระส่ำระสายหวาดกลัวจนอยู่ไม่สุข

            “เหาะเหินเดินอากาศได้ ต้องเป็นขั้นชีพจรประสานวิญญาณแล้ว!”

            “เยี่ยกวังเขาคือเยี่ยกวังแห่งบ้านสกุลเยี่ย เป็นยอดฝีมือที่หายสาบสูญไปจากบ้านสกุลเยี่ยไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีว่ากันว่าลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว เหตุใดจึงยังมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้”

            “บ้านสกุลเยี่ยเตรียมตัวมาโดยตลอดบ้านสกุลเยี่ยนอกจากมีเยี่ยเป่าหลินแล้ว ยังมีสุดยอดแห่งยอดฝีมืออย่างเยี่ยกวังอยู่ด้วย” ……

            ทุกคนตรงนั้นตื่นตกใจที่สุดยอดแห่งยอดฝีมือในอดีตของบ้านสกุลเยี่ยยังมีชีวิตอยู่บนโลกยอดฝีมือขั้นชีพจรประสานวิญญาณคนหนึ่งแข็งแกร่งพอที่จะจัดการคนทั่วไปในลานนี้ได้ทุกคน

            “ในเมื่อเตรียมตัวมาแล้ว อย่างนั้นก็เรียกกันออกมาให้หมดรอมานานขนาดนี้แล้ว ต่างก็เหนื่อยกันแล้ว ไม่ใช่หรือ”

            เยี่ยกวังลอยอยู่กลางอากาศเขาไม่ได้สนใจมองคนของแต่ละบ้านสกุลที่อยู่บนพื้นน้ำเสียงอันหนักแน่นของเขาเน้นย้ำความแข็งแกร่งอย่างที่สุดในตัวของเขา

            “ฮ่าๆ เยี่ยกวังเจ้ายังไม่ตายหรือเนี่ย!”

            “ยังไม่ตายก็ดี พวกเราคนแก่ยากที่จะได้มาพบกันสักครั้ง”

            บนท้องฟ้าของเมืองสือเฉิงมีเสียงอีกสองเสียงดังกึกก้องขึ้นมีเงาของบุคคลสองคนปรากฏอยู่กลางอากาศเพิ่มขึ้นมา

            มีบุรุษอาวุโสคนหนึ่งสวมชุดยาวท่าทางสง่ามีราศีอายุราวๆ ห้าสิบรอบกายของเขาเองก็มีคลื่นพลังที่มีประกายสายฟ้าอยู่เช่นกันลอยมาจากกลางอากาศทางซ้าย

            ส่วนทางด้านขวา ก็มีผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งเหาะเข้ามาเขามองไปที่เยี่ยกวัง พูดต่อไปว่า “ในที่สุดก็ถึงวันนี้ เมืองสือเฉิงสงบมากตั้งนานในที่สุดวันนี้ก็ครื้นเครงขึ้นแล้ว”

            “ไป๋เหว่ย เจ้ายังจะรีรออะไรแถมนี่ยังไปร่วมมือกับบ้านสกุลอั้นอีกนี่ไม่ใช่รูปแบบการจัดการเรื่องตามปกติของเจ้านี่” เยี่ยกวังมองไปที่ผู้เฒ่าที่ลอยเข้ามาจากทางกองทหารของบ้านสกุลไป๋

            “ก็ช่วยไม่ได้” ผู้เฒ่าคนนี้ตอบกลับมาเพียงสั้นๆ สีหน้าท่าทางไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร

            “อั้นหง แล้วเจ้าล่ะ ตอนนั้นเจ้าก็เคยได้เข้าไปในเหลยฉือ เจ้าแห่งสายฟ้าถือว่ามีบุญคุณกับเจ้าวันนี้กลับมาทำตัวเนรคุณแบบนี้งั้นหรือ?” เยี่ยกวังจ้องมองพร้อมกับเอ่ยถามชายอาวุโสที่ท่าองอาจที่เหาะมาจากทางบ้านสกุลอั้น

            “ไป๋เหว่ยเองก็เป็นยอดฝีมือของบ้านสกุลไป๋ที่ห่างหายไปนานมากเพิ่งรู้ว่าเขาเองก็ยังมีชีวิตอยู่บนโลก และก็เป็นผู้ฝึกฌนาขั้นชีพจรประสานวิญญาณเช่นกัน”

            “อั้นหงคือบุคคลในตำนานของบ้านสกุลเยี่ยที่ทนฝึกอยู่ในเหลยฉือได้ถึงเจ็ดวัน ว่ากันว่าลาจากโลกนี้ไปนานแล้วคิดไม่ถึงว่ายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้”

            เหตุการณ์นี้ดึงดูดคนจำนวนมากในเมืองสือเฉิงให้จับตามองการได้เห็นคนเหาะเหินเดินอากาศได้ ช่างทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจได้เหลือเกิน!

            “แต่ละบ้านสกุลต่างเตรียมอาวุธลับกันไว้”

            ตู้เจิ้นอู่ถอนหายใจสุดยอดห้าสกุลในเมืองสือเฉิงบ้านสกุลอื่นๆ ต่างมีไม้เด็ดเก็บเอาไว้ ทว่าบ้านสกุลตู้เพิ่งจะรุ่งเรืองขึ้นมาสิบกว่าปี กำลังที่สั่งสมมาเทียบบ้านสกุลอื่นไม่ติดเลย

            “แบบนี้ใช่การเนรคุณกับผู้มีพระคุณที่ไหน บ้านสกุลเยี่ยครอบครองเมืองสือเฉิงมาตั้งนานขนาดนี้แล้วถึงเวลาควรเปลี่ยนบ้านสกุลที่จะมาเป็นเจ้าเมืองได้แล้ว” อั้นหงสีหน้านิ่งไม่แสดงความรู้สึกออกมาแต่อย่างใดรอบกายเขามีพลังแสงที่มีประกายไฟฟ้าห่อหุ้มอยู่

            “เฮ้อ……”

            เยี่ยกวังถอนหายใจ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมเขามองตรงขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศ และกล่าวอีกครั้งว่า “ในเมื่อมาแล้ว เหตุใดจึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีก!”

            “ฮ่าๆ เมืองสือเฉิงนี่จริงๆเลย มียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ วันนี้เป็นวันที่ครึกครื้นเหลือเกิน”

            เสียงหัวเราะทุ้มต่ำตอบรับคำพูดลอยๆของผู้เฒ่าเยี่ยกวัง จากนั้นก็มีเงาที่ลอยอยู่บนฟ้าเหาะลงไปเหยียบบนพื้นดินพลังปราณอานุภาพรุนแรงระเบิดออกมาอย่างน่ากลัว ทำให้พื้นเกิดรอยแยกเป็นเส้นๆขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

           ทันใดนั้นเอง บริเวณรอบๆเกิดลมพายุซัดอย่างแรง ราวกับว่าพลังแห่งฟ้าดินรอบๆ บริเวณนั้นระเบิดปะทุออกมา

           ทุกคนที่อยู่บริเวณลานตรงนั้นต่างตกใจสีหน้าเปลี่ยนกันอย่างพร้อมเพรียง

           บนลานมีบุรุษวัยกลางคนสวมชุดจอมยุทธสีอำพันพุ่งลงมายืนบนพื้นร่างของเขากำยำสูงใหญ่ ตัวหนา กล้ามเป็นมัดๆ มีกล้ามเนื้อหน้าอกแน่นแทบจะล้นเสื้อท่าทางดูกำยำน่าเกรงขามอย่างมาก

            “คารวะ ท่านผู้ปกครองจังหวัด!”

            เมื่อชายผู้นี้ลงมายืนบนพื้น  อัศวินประจำแคว้นสวมชุดเกราะหลายร้อยนายที่อยู่บนอาชาพายุหิมะต่างคำนับคารวะชายผู้นี้ด้วยท่าทางเคารพนบนอบ

            “เจ้าคือเฉาเทียนหมั่งผู้ปกครองจังหวัดหลิวอวิ๋นที่บ้านสกุลฉินตามตัวมาใช่หรือไม่?” เยี่ยกวังที่เหาะอยู่กลางอากาศก้มศีรษะลงมาพูดกับบุรุษชุดจอมยุทธสีอำพันที่อยู่บนพื้น

            “ไม่มีพื้นที่ใดไร้ซึ่งผู้ปกครองเมืองสือเฉิงเองก็เป็นของจักรวรรดิ วันนี้ถึงวันที่จะมาอยู่ใต้อาณัติของจังหวัดหลิวอวิ๋นแล้ว!” เฉาเทียนหมั่งกล่าว

            “มาคิดดูแล้วจะอย่างไรเจ้าเป็นเพียงคนรุ่นหลัง เมืองสือเฉิงมีมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าคิดจะมาฉวยโอกาสแย่งชิงผลประโยชน์ไป!” เยี่ยกวังกล่าว

            เฉาเทียนหมั่งสีหน้าราบเรียบแหงนหน้าขึ้นไปมองเยี่ยกวัง กล่าวว่า “ผู้ฉลาดต้องรู้จักกาลเทศะหากเจ้ายอมแพ้แต่โดยดี บ้านสกุลเยี่ยจะยังคงได้เป็นเจ้าเมืองสือเฉิงต่อไป”

            “เจ้าคนเลวไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเมืองสือเฉิงไม่ใช่ที่ที่จะให้คนภายนอกมาทำเป็นโอหังวางอำนาจอวดเบ่งแบบนี้!” ปลายชายเสื้อของเยี่ยกวังพลิ้วไหวตามลมปราณที่พุ่งออกมารอบกาย

            “เหอะช่างไม่ฉลาดไม่รู้จักอะไรควรอะไรไม่ควรเสียเลย!”

            เฉาเทียนหมั่งสบถออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาจากนั้นหันไปมองที่อั้นหงกับไป๋เหว่ยสองคน กล่าวว่า “ร่วมมือกันดีหรือไม่ อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าข้ารับไว้ครึ่งหนึ่งอีกครึ่งพวกเจ้าสองคนแบ่งกัน อย่าคิดว่าพวกเจ้าสองคนที่เป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณขั้นสร้างรากฐานสองคนจะทำอะไรข้าคนนี้ได้”

            อั้นหงกับไป๋เหว่ยที่อยู่ห่างกันมองหน้าราวกับเข้าใจกัน ต่างพยักหน้าให้กันเล็กน้อย

            “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าพล่ามให้เสียเวลา เริ่มลงมือเลยเถิด!”

            เฉาเทียนหมั่งจ้องมองไปที่เยี่ยกวังปล่อยพลังปราณพลุ่งพล่านรอบกาย เป็นพลังที่มีอานุภาพร้ายกาจและน่าสยดสยอง เป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพลังของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าอั้นหงกับไป๋เหว่ยสองคนนี้อีกเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับแล้ว

           พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่ว เฉาเทียนหมั่งกระทืบเท้าดันตัวพุ่งขึ้นหาเยี่ยกวังที่ลอยอยู่กลางอากาศ

            “ลงมือ!”

            ในเวลาติดๆ อั้นหงและไป๋เหว่ยต่างก็รวบรวมพลังพลังปราณอานุภาพแรงสูงโถมกระหน่ำออกมารอบกาย พร้อมกับอักษรยันต์ล่องลอยออกมาลำแสงจากพลังปราณก่อร่างเป็นรูปทรงของสิ่งมีชีวิตด้านหลัง

            “โฮก!”

            “แกว่ก!”

            ด้านหลังอั้นหงมีร่างเงาของวิหคยักษ์ขนาดเกือบสิบจั้งกระพือปีกบินรอบกายมันมีลมปราณที่มีกระแสไฟฟ้าปนอยู่ (1 จั้ง = 333.33 ซม.)

            ด้านหลังของไป๋เหว่ยเป็นร่างเงาของหมีสีขาวที่กำลังขู่คำรามมีคลื่นพลังที่มีแรงกดดันสูงสาดพ่นออกมาโดยรอบ

            “วิญญาณติดชีพจรของอั้นหงคืออสูรอินทรีสายฟ้า”

            “วิญญาณติดชีพจรของไป๋เหว่ยคืออสูรหมีสะเก็ดน้ำแข็ง”

            “ทั้งสองเพิ่งลงมือก็กระตุ้นชีพจรลมปราณแล้วแค่เริ่มก็เอาจริงลงมือเต็มที่เลยงั้นหรือ” ……

            อั้นหง ไป๋เหว่ยยอดฝีมือสองคนนี้เลือกที่จะลงมืออย่างเต็มที่เพราะพวกเขารู้ว่าเยี่ยกวังที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่มีฌานในขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับดังนั้นจึงต้องทุ่มพลังออกมาเต็มที่

            “ตึงโครม!”

            ทั้งสามคนลงมือในเวลาเดียวกัน จู่ๆบริเวณนั้นโดยกว้างก็มีคลื่นลมซัดอย่างแรงเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่น่าจะเขย่าภูเขาได้ทั้งลูก!

            อานุภาพของพลังที่ปะทะช่างน่ากลัวจนจับจิตคลื่นพลังอันน่ากลัวแผ่ซ่านออกเป็นวงรัศมีโดยรอบเกิดเป็นลมโชยพัดออกจากจุดศูนย์กลางของพลัง

            “เหอะ!”

            เยี่ยกวังอุทานเหอะออกมาเมื่อเผชิญกับการโจมตีของสามคนพร้อมกัน จู่ๆก็มีลำแสงประกายไฟฟ้าผ่าพรึบสะท้อนนัยน์ตา เป็นลำแสงผ่าลงมาจากผืนเมฆยักษ์บนฟากฟ้าราวกับว่าเป็นพลังที่มาจากสวรรค์ในกลุ่มเมฆบนฟ้าเริ่มมีไฟฟ้าแลบและเสียงฟ้าผ่าโครมๆ

            “ตึงโครมๆ!”

            ในเวลาอันสั้น เยี่ยกวังดึงพลังจากสายฟ้ามาใช้ลำแสงสายฟ้าอันน่ากลัวมากมายพุ่งตรงไปปะทะกับสามยอดฝีมือที่รุมกันเข้ามา

            “ปึงๆ ๆ!”

            เกิดการปะทะตรงๆ เช่นนั้นภาพบรรยากาศในตอนนั้นมีฟ้าแลบฟ้าร้อง ทุกคนเห็นเพียงเงารางๆของคนจำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่บนเวหา พร้อมกับมีลำแสงผ่าลงมาใส่กลางอากาศ

           คลื่นพลังอันบ้าระห่ำแผ่ขยายออกเรื่อยๆจากบนฟ้า คนที่ยืนมองอยู่ที่พื้นต่างได้รับผลกระทบจากพื้นดินเขย่าเกิดรอยแยกที่พื้นจำนวนมาก

           การต่อสู้อันน่ากลัวกลางอากาศเกิดขึ้นได้เพียงการปะทะกันระหว่างผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณผู้ที่มีระดับฌานต่ำกว่านั้น หากเข้าไปรับการโจมตีตรงๆ ผลที่ตามมาแย่มากแค่ไหนคงพอเดาออกกันได้

            “ลงมือ!”

            บนพื้นดินอั้นชิงซงตะโกนและโบกมือส่งสัญญาณ บรรดาคนของบ้านสกุลอั้นกรูกันเข้าไปกระโจนใส่บ้านสกุลเยี่ย

            ไป๋ซวี่หรูเห็นนัยน์ตาก็สั่นไหวทันใดนั้นก็หันไปส่งสัญญาณให้กับยอดฝีมือของบ้านสกุลไป๋พวกเขาเองก็กรูกันเดินหน้าเข้าไปบ้าง

            “ฆ่า!”

            ฉินจงฉยงโบกมือ อสูรหมาป่าขนทองแผดเสียงคำรามยอดฝีมือของบ้านสกุลฉินจำนวนหลายร้อยนายจากจังหวัดหลิวอวิ๋นก็เคลื่อนตัวจู่โจมเจ้าไปหากองทัพของบ้านสกุลเยี่ย

            “ลูกหลานและทุกคนในบ้านสกุลเยี่ยไม่เคยมีใครปอดแหกกลัวตาย!”

            กองทัพของบ้านสกุลเยี่ยตะโกนออกมาอย่างโมโหพุ่งไปข้างหน้าอย่างอาจหาญ คลื่นพลังปราณตลบอบอวล สงครามครั้งใหญ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว!

            “ช่วยเหลือบ้านสกุลเยี่ยรักษาเมืองสือเฉิงเอาไว้!”

            ตู้เจิ้นอู่โบกมือ ยอดฝีมือของบ้านสกุลตู้จำนวนมากที่มาต่างเข้าไปร่วมต่อสู้กับบ้านสกุลเยี่ย

            “ตู้เจิ้นอู่ บ้านสกุลตู้ของเจ้าไม่ควรมีชื่ออยู่ในเมืองสือเฉิงอยู่แต่แรกแล้วอย่าคิดว่าสิบกว่าปีมานี้รุ่งเรืองขึ้นมาบ้างนิดหน่อยแล้วก็จะมาวางตัวเทียบเท่ากับพวกเราได้วันนี้ข้าจะลบชื่อบ้านสกุลตู้ออกจากเมืองสือเฉิงไปซะ!”