บันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี)

    บทที่ ห้าสิบหก

    บทที่ ห้าสิบหก

     

            การคาดเดาถูกต้องแสงสว่างตอนนี้ไม่สว่างเหมือนตอนเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่อย่างแรกพอแสงหน่อยต้นไม้ก็น้อยตามไปด้วย พวกเขาจึงมองได้ไกลมากขึ้นไม่มีสิ่งบังสายตาแต่นั่นก็อาจจะทำให้พวกสัตว์คุ้มกันอาณาเขตเห็นพวกเขาง่ายขึ้นเช่นกัน

    “ถ้าเกิดว่ามืดขึ้นกว่านี้เราจะจุดไฟไหม”ลู่อิงหมิงเอ่ยการจุดไปอาจจะเปิดเผยตัวตนถึงตอนนี้ยังไม่จำเป็นแต่ก็ควรคิดล่วงหน้าเตรียมเอาไว้ก่อน

            “อาจจะไม่มีประโยชน์ถึงจุดไป”

            “คือยังไง ไม่มีประโยชน์?”

            “ถ้าหลุมอนธการดูดกลืนแต่แสงจริงๆ ไฟที่จุดคงเป็นไฟทมิฬให้ความร้อนแต่ไม่มีแสง”

            “อ่า..ก็แย่สิแบบนั้น”

            “แต่ถ้าเป็นดวงไฟที่จุดด้วยพลังทิพย์ก็ไม่แน่”พูดมาอย่างกลับว่านางมีพลังอะไรแบบนั้น ตอนนี้แค่ท้องไม่หิวก็นับว่าดีมากแล้วลู่อิงหมิงอยากจะเปลี่ยนร่างกลับเป็นจิ้งจอกเขาจะได้รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เซียนแล้วพลังอะไรนางก็ไม่มีทั้งนั้นเป็นเพียงจิ้งจอกสองหางเท่านั้นหลังถอนหายใจอย่างอดกลั้นลู่อิงหมิงก็มองออกไปไกลๆ อย่างเหม่อลอย

            “เดี๋ยว” นางชะงักฝีเท้าดึงแขนเด็กน้อยเอาไว้ “ข้าว่าข้างหน้าแปลกๆ”ลู่อิงหมิงก้มลงกระซิบ

            เด็กชายผู้เป็นจอมมารหรี่ตามองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าแม้จะไม่เห็นอะไรแต่ความรู้สึกก็สังหรณ์ไม่ค่อยดีจริงๆ

            ทั้งสองยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วถอยไปหลบอยู่หลังต้นไม้ก่อนที่ห่างออกไปจะมีบางอย่างกำลังเดินผ่านไป ไม่ว่าจะลักษณะรูปร่างหรือสีนั้นมัน! ลู่อิงหมิงหยิบฝ่ามือของเด็กชายขึ้นมาแล้วเขียนอักษรลงไป “กิเลนห้าสี”นางไม่รู้ว่ามันหูดีขนาดไหนแต่เลี่ยงได้ก็เลี่ยงที่จะไม่พูด

            จอมมารมองเจ้ากิเลนตัวนั้นเขม็งท่าทางของมันสง่างามสัมผัสได้ว่าเป็นสัตว์ทรงภูมิน่าจะมีชีวิตอยู่มาเป็นพันปีแล้วละมั้งคงต้องรอให้มันเดินผ่านหายไปไกลๆ ก่อนถึงจะสามารถออกจากตรงนี้ได้

            เมื่อกิเลนห้าสีตัวนั้นเดินหายไปจนสุดสายตาทั้งสองจึงกล้าลุกจากตรงนั้น“ข้าหายใจไม่ทั่วท้องเลยถ้าพวกมันเจอเราอีกครั้งนี้ท่านได้กลับเป็นทารกแน่ส่วนข้า..”

            บ่นได้ยังไม่ทันหมดเด็กของเด็กน้อยก็ยกมือขึ้นปิดปากหญิงสาวเอาไว้สวีจ้าวหรงทำถ้าจุปากหมายถึงให้นางเงียบ เพราะเจ้ากิเลนตัวปัญหาอยู่ๆก็หันเดินกลับมา สวรรค์คงไม่เห็นใจทั้งสองเพราะด้านหลังมีเสียงเหยียบใบไม้ดังกรอบๆหนักแน่น ลู่อิงหมิงคิดว่านางจำเสียงนี้ได้แล้วมันคือ ‘เหนียน’

            ใบหน้าของเซียนที่ถูกปิดปากอยู่สีหน้าไม่สู้ดีซีดเซียวเหมือนเห็นผี หญิงสาวดึงมืออีกฝ่ายออกแล้วพูดแบบไม่ออกเสียง “ด้านหลังเหนียน”

            สวีจ้าวหรงพยักหน้าเพราะเขาก็คงจำเสียงฝีเท้าเหนียนได้เช่นกัน

            ลู่อิงหมิงภาวนาขอให้มันไม่มาทางนี้เพราะถ้าจะไล่เหนียนก็ต้องทำเสียงดัง ทำแบบนั้นกิเลนก็จะได้ยินอีกแน่นอนว่าสิ่งที่ภาวนาไม่เป็นจริง เจ้าเหนียนเดินตรงมาทางนี้แล้ว

            “ไป” สวีจ้าวหรงดึงมือหญิงสาวให้ออกวิ่ง เจ้าตัวขนรุงรังตามมาได้ห่างๆอย่างไรก็ต้องไล่เหนียนไปก่อน แม้จะทำให้กิเลนสังเกตเห็นทั้งสองก็ตามสู้ศึกสองทางหนักเกินไป จอมมารตวัดกริชให้กลายเป็นค้อนเช่นเดิมเขาฟาดมันใส่ต้นไม้ก็เกิดเสียงดังลั่น

            “เก่าไปใหม่มา รีบหนีก่อนเถอะ” ไม่ต้องรอให้สังเกตว่าเหนียนหนีหายไปหรือยังทั้งสองวิ่งตัดไปอีกทั้งครั้งนี้เป็นเสียงฝีเท้าควบดังกุบกับตามมาแทน

            ค้อนในมือเปลี่ยนเป็นกระบี่แล้วขนาดไม่ได้ยาวแบบที่ลู่อิงหมิงเคยเห็น แต่ก็ยังดูยาวเกินกว่าขนาดตัวเขาอยู่ดี

            “ท่านจะสู้หรือ?” เตรียมกระบี่ตั้งท่าขนาดนั้นไม่ดูเหมือนคนกำลังหลบหนีแม้แต่น้อย

            “เจ้าตรงไปทางนั้น รีบหาลำธารสีคราม ถ้าเจอแล้วส่งสัญญาณ”

            “แล้วท่าน?”

            “ข้าจะระวังหลังให้ เจ้านำไปก่อน” เมื่อไม่เห็นหญิงสาวขยับตัวแม้แต่น้อยคนเด็กกว่าก็ถลึงตาใส่“ไปสิ!”

            ลู่อิงหมิงจำใจนางนำมาก่อนแต่ก็ใจพะว้าพะวังหันหลังกลับไปดูครั้งแล้วครั้งเล่าเผื่อจะเห็นเด็กน้อยตามมาแต่ก็ยังไม่เห็น“อิงหมิง ตั้งสติ รีบหาลำธารสีคราม” นางเรียกสติให้ตัวเอง เพราะการหาลำธารสีครามจะเป็นทางออกเดียวของตอนนี้

            กลับร่างจิ้งจอกนั้นรวดเร็วกว่าลู่อิงหมิงออกวิ่งในร่างนั้นอีกครั้ง ไม่สนใจแล้วว่าพลังจะหมดหรือไม่ถ้าไม่เอาออกมาใช้ตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะใช้ตอนนั้นฝีเท้าของปีศาจจิ้งจอกรวมกับพลังที่เหลืออีกหนึ่งหางทำให้นางรุดหน้าเร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมากไม่นานแม่น้ำก็เป็นทางแยกออกมาอีกหนึ่งสาย

            สายน้ำที่แยกออกมานั้นยังใสอยู่มองไม่ออกว่าจะใช่ลำธารสีครามหรือไม่ก็ถ้าไม่ใช่ขึ้นมาก็อาจจะเกิดผลเสียเช่นเกิดลำธารสีนิลขึ้นมาลู่อิงหมิงจึงยังไม่ตัดสินใจส่งสัญญาณ นางวิ่งลึกตามลำธารที่ไหลแยกออกมา

            นี่อาจจะเป็นโชคหนึ่งเดียวของเวลานี้ลำธารค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีครามขึ้นเรื่อยๆ จากที่สังเกตนางรีบส่งสัญญาณให้สวีจ้าวหรงไม่สนอะไรทั้งนั้นว่าอาจจะมีอย่างอื่นมาพบเจอนาง

            ลู่อิงหมิงจุดลูกไฟแล้วโยนขึ้นไปบนฟ้าลูกทีหนึ่งก็แล้ว ไม่มีเสียงตอบกลับ จนลูกที่สอง ลูกที่สาม สี่ จนมาถึงลูกที่ห้ากำลังจะโยนขึ้นไปเสียงดังไกลๆ ของการต่อสู้ดังขึ้น

            “ท่านจอมมาร” นางตะโกนเรียกเขาที่อยู่ห่างออกไปไกลๆ

    จอมมารตัวน้อยดูสะบักสะบอมอย่างมากเสื้อผ้าที่ซื้อมาในวันนั้นขาดวิ่นพอไม่ใช่สีดำแล้วเลือดที่ซึมออกมาก็เห็นได้ชัดเจน

            “ลำธารสีครามอยู่นี่”

            สวีจ้าวหรงไม่ใช่ว่าอยากหายตัวมาก็มาได้อย่างที่ต้องการทันทีการต่อสู้ติดพันแต่เขาก็ใกล้มากแล้ว หญิงสาวกลั้นใจวิ่งเข้าไปช่วยอีกฝ่ายไม่รู้จะทำยังไงแต่ก็ต้องเขาไประหว่างที่นางกำลังก้าวเข้าไปกิเลนห้าสีก็ส่องแสงออกมาจากเขาแบบที่เกิดขึ้นตอนอยู่แดนสวรรค์เลย

            “เสี่ยวหรง ระวังเขานั้น!” นางตะโกนชี้ไปที่เขากิเลนกำลังค่อยๆ ส่องสว่าง

            ร่างเล็กๆของจอมมารกระโดดขึ้นสูงเหนืออากาศหมายจะแทงกระบี่ใส่กิเลนห้าสีแต่เจ้าตัวก็รู้ว่ากำลังจะถูกแทงมันก็สะบัดหัวหนีหนึ่งครั้งก่อนจะโยกกลับมาจะแทงคืน

            แต่ด้านสวีจ้าวหรงกลับไม่หลบเขาข้างหนึ่งของกิเลนแทงใส่ร่างเด็กน้อยแต่มือข้างที่ถือกระบี่ก็ตวัดตัดเขาข้างหนึ่งหักร่วงลงมาร่างของเด็กน้อยลอยละลิ่วข้ามหัวลู่อิงหมิงไปด้านหลัง ตกลงไปในลำธารสีคราม

            ด้านหลังมีเสียงของน้ำแตกกระจายด้านหน้ามีเสียงร้องเจ็บปวดของเจ้ากิเลนที่โดนตัดเขา ลูกไฟที่ยังอยู่ในมือลู่อิงหมิงถูกโยนใส่เจ้ากิเลนลูกไฟพุ่งตรงไปที่กิเลนโดนเข้าที่หน้าเต็มๆ เพราะมันยังไม่ระวังตัวหนวดยาวเริ่มติดไฟ

            ครั้งนี้เจ้ากิเลนยกขาขึ้นตะกุยอากาศเอาหัวชนตัวไม้แห้งๆ ต้นนู้นทีต้นนี้ทีเพื่อจะให้ไฟดับ มันเลยวิ่งเตลิดหายไปในป่าลู่อิงหมิงก็ไม่สนใจอะไรแล้วนางวิ่งกลับหลังจะไปหาสวีจ้าวหรงก็สะดุดเข้ากับเขากิเลนที่หักร่วงลงพื้นแต่มันก็ยังคงส่องแสงอยู่

            “เสี่ยวหรง!” นางตะโกนหาอีกฝ่ายเสียงร่างเขากระเด็นตกน้ำดังลั่นขนาดนั้นแต่พอมาดูกลับพบว่าไม่มีร่างเด็กน้อยสักคนหายไปไหน หรือว่าโดนน้ำพัดไป?

            ลู่อิงหมิงวิ่งตามลำธารไปเอ่ยเรียกจอมมารเป็นครั้งคราว นางเดินมาไกลจากจุดเดิมมากแล้วแต่ก็ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อย เขาไม่ควรมาไกลขนาดนี้ “ท่านหายไปไหน?”

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ตนเองกำลังท้อใจอย่างมากนางกลัวว่าสวีจ้าวหรงจะตาย ถูกเขากิเลนแทงทะลุขนาดนั้นถึงตายได้เลย แต่ถึงตายก็ควรมีศพแต่ที่ไม่มีก็อาจจะเป็นไปได้ว่าไม่ตายเลยซ่อนตัวอยู่หรืออาจจะถูกอะไรบางอย่างพาไปก็ได้

            บรรยากาศรอบด้านยิ่งชวนวังเวงท้องฟ้าตอนนี้มีแสงอ่อนๆ จนเหมือนเวลาเข้าช่วงเย็นเดินอีกหน่อยอาจจะเป็นท้องฟ้ากลางคืนตอนนั้นเองนางก็สังเกตเห็นว่าเอวที่มีเขากิเลนเหน็บเอาไว้ ยังส่องแสงไม่หาย

            “จะส่องแสงแบบนี้อีกนานไหมนะ” ถ้านางใช้สิ่งนี้เป็นคบไฟได้คงดี

            หญิงสาวเดินไร้หลักเดินเลาะริมลำธารก็แล้ว จนสายน้ำที่เคยไหลเฉี่ยวตอนนี้ไหลบางเบาต่อให้เป็นร่างเด็กวัยสิบปีก็ไม่น่าจะพัดไปได้ ลู่อิงหมิงถอนหายใจ‘นี่ท่านหายไปไหน?’ ไม่ใช่ว่าออกจากลำธารไปแล้วหรอกนะ นางทรุดตัวลงอย่างหมดแรงนี่ต่างจากเป้าหมายชีวิตนางอย่างมากเหนื่อยล้าอดนอนท้องก็ว่างไม่มีอะไรให้ตกถึงท้องเลย

            แต่สวีจ้าวหรงก็ไม่ต่างกันเหมือนว่าชีวิตเขาที่ได้เจอนางมันดูลำบากสาหัสสากรรจ์กว่าชีวิตที่ควรจะเป็น เพียงแค่นางเก็บเขามาดูเลี้ยงวันนั้นทำให้เขาเผชิญเคราะห์มากมายโดนอาคมซ้ำแล้วซ้ำเล่าตัวการสร้างความลำบากแท้ๆเพียงถ้าเขาขโมยโอสถด้วยตัวเองไม่มาเจอเซียนชายขอบเช่นนางป่านนี้เขาคงครองบัลลังก์สามภพไปแล้ว

            “ข้าขอโทษ” ลู่อิงหมิงก้มหน้าลงมองผืนน้ำสีครามเข้มจัดสะท้อนเห็นเงาชัดเจน“ถ้าท่านไม่เจอข้าคงไม่เป็นเช่นนี้ แต่..ก็เจอไปแล้ว!”หญิงสาวลุกขึ้นยืนลูบหน้าลูบตาตั้งสติ “เดินต่อ!”

            ลู่อิงหมิงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปด้านในมากยิ่งขึ้นเพราะถ้าสวีจ้าวหรงคืนร่างเวลานี้นางคงเจอเขาแล้ว ต่อให้ตายก็ต้องมีศพนางกลัวว่าจะมีสัตว์วิเศษตัวอื่นๆ พาเขาไปต่างหาก ถ้าเหนียนเฝ้าลำธารสีชาดกิเลนเฝ้าลำธารสีคราม ตัวสุดท้ายก็ต้องอยู่ใกล้ลำธารสีนิล

            ปีศาจจิ้งจอกในร่างเซียนหยิบเขากิเลนมาถือไว้ในมือนางใช้มันเป็นคบไฟเพราะยิ่งเดินก็ยิ่งมืดแสงที่ส่องออกจากเขากิเลนสว่างพอจะให้นางเห็นเส้นทางได้

            ที่นี่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆอีกแล้ว ต้นที่สูงสุดยังไม่เกินเอว ทุกต้นล้วนเป็นต้นไม้แห้งๆ โล้นไม่มีใบเสียดายที่ไม่อะไรบดบังแต่แสงกลับมีไม่มากพอ ถ้ามีอะไรหลบซ่อนก็ไม่เห็นอยู่ดี

            นางยังไม่ละความพยายามส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายเป็นระยะ“ท่านจอมมาร” แต่ก็เงียบ ไม่มีเสียงลมเสียงใบไม้ปลิวหรือสัตว์ตัวเล็กๆเงียบจนเหมือนได้ยินเสียงความกลัวตัวเอง

            แต่ก่อนที่เดินอยู่รอบนอกยังไม่เหนื่อยเท่านี้ความรู้สึกเหมือนชั่วกัลป์ เพราะไม่รู้เลยว่าเดินไปไหนท่านกลางรอบตัวที่มืดสนิทและไม่รู้ว่านางเดินมาไกลขนาดไหน ต่อให้เดินกลับไปก็อาจจะไม่เจอที่เดิมแล้ว

            ‘หลงทาง’ คำเดียวที่อธิบายสถานการณ์ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไรนางก็อ่อนแอเสียจริงตอนที่กำลังจะไม่ไหวเหมือนจิตใจจะแตกสลายหูก็แว่วเสียงคล้ายน้ำไหล

            ลู่อิงหมิงออกวิ่งอีกครั้งตามเสียงน้ำที่ดังขึ้นทุกทีๆ จนเบื้องหน้าของนางคือลำธารสีนิลมือเรียวบางยกเขากิเลนส่องไปที่ด้านหน้าไม่ว่าจะใกล้ขนาดไหนน้ำที่ไหลผ่านก็ไม่สว่างขึ้นเลยยังเป็นสีดำสนิท ดำชนิดที่ว่าดูดกลืนแสงได้

            “อนาคตสิ่งต้องห้าม” หญิงสาวย่อตัวลงจนชิดขอบลำธารถ้าลำธารสีชาดที่นางตกลงไปคืนความจำของชาติที่แล้วสีครามคืนความจำปัจจุบันให้สวีจ้าวหรง ลำธารตรงหน้าก็ต้องแสดงอนาคตใช่หรือไม่?

            แม้จะได้รับการเตือนมาแล้วว่านี่คือสิ่งต้องห้ามแต่จิตใจของนางอ่อนล้าและสิ่งตรงหน้าเหมือนน้ำที่จะมาหล่อเลี้ยงไม่รู้ว่าสวีจ้าวหรงเป็นหรือตาย ไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปทางไหนถ้าสายน้ำแห่งนี้มีคำตอบให้ละ?

            ลู่อิงหมิงเหม่อลอยอยู่เพียงครู่ก่อนค่อยๆยื่นมือออกไปตรงหน้า คล้ายคนถูกสิ่งยั่วยุมอมเมาให้ลุ่มหลงหากแต่เสียงด้านหลังดังขึ้นเสียก่อน “เจ้าทำอะไร?”

            เสียงทุ้มกังวานของคนที่นางคิดถึงที่สุดเสียงที่นางอยากได้ยินที่สุดในตอนนี้ เสียงที่เคยคิดว่าจะไม่ได้ยินอีกแล้วเสียงของสวีจ้าวหรง

            ลู่อิงหมิงหันตัวกลับแสงของเขากิเลนส่องไปถึงชายในอาภรณ์สีดำสนิท เขาแทบจะกลืนไปกับสรรพสิ่งที่นี่มีเพียงใบหน้างดงามได้รูปแววตาที่จดจ้องมาที่เพียงนางที่ยังแจ่มชัดร่างสูงใหญ่ที่ลู่อิงหมิงต้องการที่สุด คนที่เป็นที่พึ่งทางใจนางหนึ่งเดียว

            ไม่รอช้าร่างของเซียนสาวก็โผเข้ากอดอีกฝ่ายนางซุกใบหน้าเข้ากลับแผงอกกว้าง ก่อนงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์แล้วเปลี่ยนร่ำไห้

            “ท่านๆ ฮึก ไปไหน..”

            “ข้าอยู่นี่แล้ว” หลังคำนี่ไม่มีอะไรเอ่ยออกมายาวนานทั้งสองเพียงกอดกันอยู่เช่นนั้นเวลาไหลผ่านพร้อมเสียงสายน้ำที่ไหลไป

            ในที่สุดลู่อิงหมิงก็ดันตัวออกก่อน“ข้ากลัวแทบตาย! ท่านกลับคืนร่างแล้วทำไมพึ่งมา!” นางจ้องเขาไปในตาของร่างสูงเขม็งก็รู้ว่าเขาคงไม่กลัวแต่ก็ยังขมวดคิ้วถลึงตาใส่

            ชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มหล่อจัดจ้องกลับมาไม่เอ่ยอะไรเพียงยิ้มขึ้นมุมปากก็ทำเอาใบหน้าของร่างเซียนจำแลงขึ้นสีได้ง่ายดายตอนความจำยังไม่กลับมาเป็นปีศาจจิ้งจอกตนไม่เคยเคอะเขินเลยสักครั้งเพราะตอนนั้นนางยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรคืองามล่มเมืองอะไรคือใบหน้าหมดจดแล้วดูตอนนี้ใครกันที่ใช้ใบหน้ายั่วยวนทำให้คนอื่นลุ่มหลงปีศาจจิ้งจอกหรือจอมมารกันแน่

            สวีจ้าวหรงยังคงเงียบเขายกมือขึ้นมาวางแนบแก้มของหญิงสาว พลางใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยผิวใสปลายจมูกรั้นและริมฝีปากที่สีติดจะซีดเกินไปนางคงเพลียมากพอดูใบหน้าถึงได้อ่อนล้าขนาดนี้

            “หิวหรือไม่?” นี่หรือประโยคแรกที่เขาเอ่ยถามลู่อิงหมิงเกือบจะขำออกมา เห็นว่านางเห็นแก่กินขนาดนั้นเชียว

            “ก็ไม่ได้หิว แต่ได้กินก็ดี ข้าอยากกินข้าวต้มมะ..” เม็ดบัวไม่ทันได้พูดจบริมฝีปากก็ถูกปิดเสียก่อน..ด้วยปากของอีกฝ่าย

            สวีจ้าวหรงบดจูบลงที่ปากซีดเซียวทุกความคะนึงหาส่งผ่านมาจนลู่อิงหมิงรู้สึกได้มือเรียวที่พึ่งปล่อยร่างสูงยกขึ้นโอบรอบลำคอชายหนุ่ม เขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยให้เขาไม่ต้องโน้มตัวมากเกินไปปรับองศาเข้าหากันได้อย่างรวดเร็วเหมือนทำมาแล้วนับร้อยครั้งพันครั้ง

            สวีจ้าวหรงไม่ปล่อยร่างบางไปง่ายๆแขนแข็งแรงโอบรัดหญิงสาวเข้าแนบชิดไร้ช่องว่าง จุมพิตเนิ่นนานเริ่มจากความคะนึงหาสองคนโหยหาอีกฝ่ายจึงเริ่มเร่าร้อนขึ้นไต่ลำดับรวดเร็วริมฝีปากของเขาดึงดันให้ลู่อิงหมิงเผยอริมฝีปากออกเพื่อจะไปสอดแทรกลิ้นเข้าไปหยอกล้ออีกฝ่ายสองคนกอดกวัดผูกพันแยกไม่ออก แนบกายอิงแอบแน่นยิ่งเพิ่มสายสัมพันธ์ให้กันและกัน

            ชายหนุ่มเริ่มไล้ริมฝีปากออกจากใบหน้าหญิงสาวก้มลงขบเม้มลำคออีกฝ่ายสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดให้ลู่อิงหมิงตอนนั้นเองนางก็ได้สติก่อนที่เรื่องจะเลยเถิดดันจอมมารออกสุดแขน

            “..ไม่หิวหรือ?” เขาเอ่ยทับออกมาทันทีทั้งส่งยิ้มยั่วยวนนางเสียอีก

            ส่วนนางที่คิดว่าเขาถามว่าหิวหรือไม่หมายถึงอาหารแต่นี่อีกฝ่ายหมายถึงนางหิวปราณงั้นหรือจริงสินะ..ก็ตอนนี้จอมมารคืนร่างแล้วก็น่าจะจำทุกอย่างได้แล้วตอนนี้นางก็เป็นปีศาจจิ้งจอกแล้วไม่ใช่ท่านเซียนลู่อิงหมิง “ไม่หิว! ไม่อยากกิน”

            อีกแล้ว!นางกำลังหึงหวงตัวเองอีกแล้ว ทำไมต้องอยากเสนอตัวให้ปีศาจจิ้งจอกขนาดนี้ หรือว่าจอมมารจะหลงเสน่ห์นางจิ้งจอกให้เสียแล้วแต่นางยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ มีแต่เขาที่ยั่วนางต่างหากขนาดตอนนี้ยังมองนางไม่วางตา ไม่ใช่ว่าคิดจะเลยเถิดกันที่นี่หรอกนะถึงเมื่อครู่ได้กินปราณผู้เป็นจอมมารไปก็รู้สึกดีไม่น้อยแต่ลู่อิงหมิงไม่คิดจะทำเรื่องนั้นท่ามกลางป่ามืดๆ แบบนี้หรอก

            “ท่านได้ร่างคืนแล้วเราก็ออกจากที่นี่กันเถอะ”

            “ยัง..ไปที่หนึ่งก่อน” ร่างสูงยอมละสายตาออกจากหญิงสาวก่อนจะออกเดินนำนาง

            “ที่ไหน..” ระหว่างที่กำลังเอ่ยถามอยู่ๆ แผ่นดินก็สั่นไหวใต้เท้าสั่นหนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนอะไรที่อยู่ใต้พื้นกำลังจะพยายามขึ้นมา“เกิดอะไรขึ้น?”

            สวีจ้าวหรงไม่ตอบแต่คว้าของหญิงสาวมากอดไว้ข้างตัวเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่อยากจากกันพื้นใต้เท้าสั่นไหวหนักจนแทบยืนไม่ได้ในเมื่อพลังจอมมารหวนคืนก็ไม่มีอะไรต้องกลัวเขาลอยขึ้นเหนืออากาศตอนนั้นเองที่ห่างออกไปไกลๆ เหนือพื้นก็มีของลักษณะกลมโตสองลูกลอยขึ้นพร้อมกันในลูกกลมมีจุดใหญ่สีเข้มๆ แปะอยู่

            ลู่อิงหมิงมองจ้องเข้าไปที่ลูกกลมทั้งสองพยายามเพ่งว่ามันขึ้นอะไรก่อนที่จุดใหญ่สีเข้มจะขยับกลอกไปมา“มันคือลูกตา!” นางหลุดตะโกน ลูกตาขนาดนั้นตัวจะขนาดไหน แล้วนี่มันตัวอะไร!

            “ผู้ใดบุกรุกสายน้ำของข้า!”เสียงดังกังวานชนิดสะเทือนพื้นดินดังก้องสะท้อนไปมาแม้เสียงไม่ได้แหลมจนแสบหูแต่ดังขนาดนี้ก็ไม่ใช่ว่าแก้วหูจะรับไว้ลู่อิงหมิงยกมือขึ้นปิดใบหู

            “ตัวอะไรอีก” ลู่อิงหมิงบ่นให้ชะตาชีวิตตัวเอง “คงไม่ใช่มังกรหรอกนะ?”ในนิยายก็ไม่เคยมีการกล่าวถึงมังกรใช่กัน พูดไปแบบนี้ไม่รู้ว่าสวีจ้าวหรงจะรู้จักไหม

            “เจ้าสิ่งเล็กจ้อยนี้รู้จักข้าด้วยหรือ” เมื่อครู่นางก็ไม่ได้พูดดังเท่าไรไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะได้ยินแต่เมื่อครู่มันเอ่ยว่านางรู้จักมันก็แสดงว่านี่คือมังกรจริงๆ งั้นหรือให้ตายเถอะ!

            “หนีเร็วๆๆ รีบหนี” ลู่อิงหมิงยึดต้นแขนของชายหนุ่มเอาไว้นางเขย่ารุนแรงเร่งเร้าอีกฝ่าย เรื่องนี้ช้าไม่ได้มังกรไม่ว่าจะในตำนานไหนๆก็ไร้เทียมทาน ไม่ควรต่อกรด้วย

            “ทำไมต้องหนี เจ้าลืมว่าข้าเป็นใครหรือ” แต่สวีจ้าวหรงไม่เห็นด้วยพอนางได้มาคิดดีๆ ก็ไม่ใจว่าสวีจ้าวหรงจะสู้มังกรไหวไหม แต่ถ้าตามนิยายต้นฉบับเขานับว่าเป็นที่หนึ่งจริงนั้นเพราะแดนสวรรค์เวลานั้นขาดแม่ทัพคนที่สู้พอสูสีด้วยอย่างเทพจักรพรรดินั้นไม่อยู่ไม่เช่นนั้นเขาจะครองสามภพง่ายๆหรือ

            “แต่บางอย่างก็ไม่จำเป็น ท่านก็ปล่อยวางบ้าง”

            ร่างสูงชะงักไปก่อนจะเอ่ยอย่างจำยอม“อืม”

            ลู่อิงหมิงแปลกใจไม่คิดว่าท่านจอมมารจะยอมรามือง่ายๆเขาไม่พูดพร่ำแม้สักคำ รุดหน้าออกจากที่แห่งนั้นเพียงไม่เท่าไรก็เห็นแสงร่ำไรที่ปลายสายตานางหันหลังกลับไปมองเบื้องหลังสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ตัวยาวมหึมาเหาะตามมาห่างๆลำตัวสีดำสนิทค่อยโผล่พ้นความมืดมิดออกมา ความน่ากลัวน่าเกรงขามของมังกรช่างสมคำร่ำลือและความจริงก็ทั้งสง่างามและน่าหวาดหวั่นด้วย

            ดวงตากลมโตเป็นส่วนเดียวที่ไม่ใช่สีดำนอกนั้นไม่ว่าจะเขา หนวด กรงเล็บ หรือเกล็ดล้วนดำสนิทเหมือนดูดแสงได้

            “เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือ มังกรจะตามทันแล้ว”ลู่อิงหมิงร้อนใจจึงเอ่ยเร่งคนที่เกาะเอวนางอยู่

            “เดี๋ยวเจ้าตก”

            “เช่นนั้นอุ้มข้าๆ เอาตามที่ท่านคิดว่าข้าจะไม่ตกแล้วเร็วกว่านี้”

            ผู้เป็นจอมมารถึงกับมองอย่างอ่อนใจใส่หญิงสาวแล้วสอดมือตวัดตัวนางขึ้นมาอุ้มสองมือไว้ด้านหน้าลู่อิงหมิงก็กอดลำคออีกฝ่ายอย่างรู้งาน คิดว่าจะอุ้มท่าไหน ‘ที่แท้ก็ท่าเจ้าหญิง’

            หลังจากนั้นที่ว่าให้เร่งความเร็วก็เร็วจริงๆลู่อิงหมิงมองไปที่ด้านล่างที่เป็นสถานที่ก่อนหน้า กว่าจะผ่านแต่ละที่ได้นานนับวันตอนนี้แค่ไม่กี่พริบตาก็ข้ามลำธารสีครามมาไกลแล้ว

            แต่มังกรก็คือมังกรถึงจะเร็วขนาดนี้ก็ยังตามมาไม่ห่างเหมือนว่ามันจะรู้แล้วว่าอาจจะคลาดกันได้จู่ๆ ก็อ้าปากและพ่นบ้างสิ่งออกมาไม่ว่าอย่างไรก็รู้ทันทีว่าไม่ควรไปโดนขนาดกิเลนห้าสียังทำเอาเหนื่อยขนาดนี้มังกรระดับสัตว์เทพไม่ต้องพูด

            ไอสีดำที่พ่นออกมากระจายตัวเริ่มไปสัมผัสโดนต้นไม้ที่อยู่เบื้องล่างมันก็เหี่ยวเฉาแห้งตายโดยทันที

            “ตายแน่ๆ ห้ามโดนเด็ดขาด” สวีจ้าวหรงที่ได้ยินนางโวยวายก็หันไปดูด้านหลังต้นไม้ลำธารสีชาดก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ตะไคร่ในน้ำคงลอยตายหมดแล้วเขากัดฟันอย่างข่มอารมณ์ก่อนหน้านี้เขาคิดจะแวะที่ลำธารสีชาดอย่างน้อยก็พาปีศาจจิ้งจอกในอ้อมแขนไปลงน้ำย้อนอดีตชาติอีกครั้งเพื่อความแน่ใจแต่ตอนนี้คงไม่ทันเสียแล้ว

            มีแต่ต้องตรงไปที่ทางออกทางเดียวที่ต้นน้ำที่ว่ากันว่าไหลมาจากยมโลก

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน