“เช่นนั้นข้าจะขายถุงหอมให้คุณชายต่ง ไม่ทราบว่าคุณชายต่งจะรับถุงหอมกี่ชิ้นดี” เหม่ยอิงเลือกที่จะขายสินค้าที่นี่ แม้จะถูกหักออกไปถึง 10 เหรียญแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า ดีกว่าต้องบากหน้าไปร้านอื่นให้กดราคา ดีไม่ดีอาจถูกปล้นชิงหมดตัว
ในยุคโบราณกฎหมายไม่เข้มงวดดังเช่นยุคที่เหม่ยอิงจากมา ไม่มีกล้องวงจรปิด ตรอกซอกซอยอันตรายในยามค่ำ ไม่สิกลางวันแท้ๆ ก็ยังอัตราย
ต่งเฉียนซูยิ้มเมื่อได้ยินคำถาม “แม่นางเหม่ยขายให้กี่ชิ้นข้าก็จะรับซื้อมันทั้งหมด”
“70 ชิ้น และชิ้นที่ 71 นี้ข้าทำเพื่อคุณชายโดยเฉพาะ ” เหม่ยอิงหยิบถุงหอมสีขาวขึ้นมาแล้วใส่ไว้ในมือชายหนุ่ม ต่งเฉียนซูตั้งตัวไม่ทัน ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยถูกเนื้อต้องตัวโดยหญิงสาว ยกเว้นหญิงรับใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ ดังนั้นคราวนี้วงแก้มจึงแดงผ่าว
“ท่านไม่สบายหรือเปล่า หน้าท่านดูจะแดงแปลกๆ นะ ทางที่ดีข้าว่าท่านไปหาหมอดีกว่า เผื่อว่าไม่สบายจะได้กินยาทันโรค” เหม่ยอิงบอกเขาด้วยความเป็นห่วง อย่างน้อยเขาก็ถือเป็นเพื่อนคนหนึ่งของนางในยุคนี้
“เอ่อ...ข้าสบายดี แต่อากาศช่วงนี้อาจร้อนนิดหน่อยหน้าข้าเลยแดง ขอบคุณแม่นางเหม่ยที่เป็นห่วง” ต่งเฉียนซูตอบด้วยรอยยิ้ม แต่หัวใจของเขากลับเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ยากที่จะทำตัวเป็นธรรมชาติจริงๆ
เหม่ยอิงไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่พูดถึงเรื่องอื่น “จริงสิคุณชายต่ง จ้างวานขบวนอารักขาไปส่งข้าที่หมู่บ้านกวนปิงคิดเท่าไหร่หรือ”
“อย่าบอกนะว่าแม่นางจะกลับวันนี้เลย ทำไมไม่อยู่ต่อเล่า โรงเตี้ยมเหลายินดีต้อนรับ อีกอย่างหนึ่งเวลายังมีอีกมาก ข้าว่าจะชวนแม่นางเหม่ยดื่มชาแล้วถกเกี่ยวกับบทกวี” ต่งเฉียนซูไม่อยากให้นางจากไป โอกาสที่ได้เจอกันไม่มีบ่อยๆ ดังนั้นเขาจึงต้องหาวิธีมารั้งไว้ เพราะอยากใช้เวลาอยู่กับแม่นางตรงหน้า
“ใจจริงข้าก็อยากอยู่ต่อ แต่อย่างใดก็ตามที่บ้านข้าไม่มีใครคอยดูแลลูก ข้าจักต้องรีบกลับไปหวังว่าคุณชายจะเข้าใจ” เหม่ยอิงปฏิเสธด้วยรอยยิ้มสำหรับคำเชิญของเขา แต่หากเป็นชีวิตที่แล้วของนางมีหนุ่มหล่อแบบนี้มาชวน คงจะตอบตกลงในทันที
คนนอกอาจไม่รู้หรอกว่าชีวิตของการทำงานมันน่าเบื่อแค่ไหน วันๆ แทบไม่ได้พบกับใครนอกจากเพื่อนในแผนก หากมีหนุ่มหล่อก็ดีพอเป็นอาหารตาและอาจถึงขั้นจีบเป็นแฟน แต่ชีวิตจริงไม่ใช่ซีรีย์ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะได้พบหนุ่มหล่อหรือลูกประธานบริษัทปลอมตัว ดังนั้นแอปหาคู่จึงได้รับความนิยม แต่เหม่ยอิงก็ไม่มีเวลาเล่น พอเลิกงานกลับถึงห้องก็ผล็อยหลับไป ตื่นเช้าอีกวันเข้าทำงานแล้ว
นั่นคือชีวิตที่น่าเบื่อ แต่ดูตอนนี้สิโอกาสมาถึงแล้ว แต่โชคชะตากลับไม่ปล่อยนางไป จำเป็นต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปดูแลลูกสามคน
เฺฮ้อคิดแล้วก็เหนื่อย
เห็นความมุ่งมั่นของนางเช่นนั้นต่งเฉียนซูจึงกล่าวว่า “เอาล่ะถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่รั้งแม่นางเหม่ย ขบวนคุ้มกันของสกุลต่งมีราคาสูง โดยเฉพาะกองคาราวานขนาดใหญ่ค่าเดินทางราว 500 เหรียญ นั่นคือจำนวนผู้คุ้มกันมากกว่าสิบและสินค้าจำนวนมาก อีกอย่างมันขึ้นอยู่กับระยะทาง แต่แม่นางเหม่ยจะกลับไปคนเดียวงั้นก็มีเกี้ยวหนึ่งคัน ม้าสองตัวลาก คนบังคับม้าหนึ่งคน ผู้คุ้มกันที่ติดตามไปด้วยสองคน ข้าคิดในราคา 100 เหรียญ ไม่ทราบว่าแม่นางเหม่ยคิดเห็นเยี่ยงไร”
“เอาตามที่ท่านว่า” เหม่ยอิงไม่ตระหนี่เรื่องเงิน ยังไงเสียนางก็เชื่อว่าสินค้าจะขายได้ง่ายๆ พอทุกคนได้ใช้รับรองว่าราคาถุงหอมต้องทะยานขึ้น นั่นแหละคือตอนที่นางจะทำกำไรมหาศาล แต่ตอนนี้ยอมขาดทุนก่อน
“จริงสิคุณชายต่ง ที่ดินในเมืองฉางเล่อราคาหมู่ละเท่าไหร่หรือ” เหม่ยอิงไม่ลืมที่จะถาม อย่างไรเสียหากมีที่ดินเพิ่มการอาศัยอยู่ที่นั่นก็เท่ากับนางไร้พ่าย จริงอยู่ที่อยากไปขายสินค้าเมืองใหญ่อย่างปิงอันมากกว่าแต่ระยะทางค่อนข้างไกล และนางไม่มีประตูแห่งดวงดาว ดังนั้นทางเลือกที่ฉลาดคือการทำธุรกิจที่เมืองฉางเล่อก่อน
นี่คือเมืองเล็กๆ ถุงหอมไม่น่าจะมีปัญหา แต่นางก็ไม่ไร้เดียงสาถึงกับต้องนำลูกท้อเพลิงวิญญาณมาขาย แบบนั้นอาจทำให้เมืองฉางเล่อปั่นป่วน ดีไม่ดีปัญหาอาจมาตกอยู่ที่นาง คิดจะแก้ก็คงเป็นเรื่องยาก
คุณชายต่งไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงให้คำตอบ “ที่ดินเมืองฉางเล่อแบ่งออกเป็นสี่เขต เขตที่หนึ่งใจกลางเมืองซึ่งคนพลุกพล่าน ราคาหมู่ละ 5000 เหรียญ เขตที่สองจะถอยออกไปสองก้าวแต่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองมากนัก ราคาหมู่ละ 4000 เหรียญ ถัดไปราคาหมู่ละ 3000 เหรียญ เขตชานเมืองราคา 1500 เหรียญ”
ราคานี้ค่อนข้างแพงหากเทียบกับที่ดินในหมู่บ้านกวนปิง แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะว่ามันเป็นในเมือง
“แม่นางเหม่ยอยากซื้อที่ดินหรือ เรื่องนี้แม่นางสามารถปรึกษาข้าได้นะ” ต่งเฉียนซูเป็นคนฉลาด พอนางเอ่ยคำถามเขาก็สามารถเดาได้ทันที และดูจากถุงหอมที่ถูกนำมาก็เป็นที่เข้าใจได้ ทว่าเขาก็ไม่มีความกังวล เพราะในเมืองฉางเล่อร้านที่ได้รับความนิยมที่สุดคือของสกุลต่ง
“ใช่ข้าอยากซื้อที่ดินแต่วันนี้ไม่ได้พกเงินติดตัวมาด้วย เอาไว้วันหน้าแล้วกัน” เหม่ยอิงบอกปัดวันนี้แค่นำถุงหอมมาก็หนักมากแล้ว จะให้แบกเหรียญก็คงไม่ไหวหรอก แต่ที่ตอนนั้นเดินสบายๆ เพราะมีเย่เฟิงอยู่ด้วยต่างหาก
“ถ้าเช่นนั้นหากแม่นางเหม่ยกลับมาคราวหน้า ข้าจะเตรียมทำเลพิเศษให้เป็นการเฉพาะ” ต่งเฉียนซูเผยรอยยิ้มอ่อนโยน เหม่ยอิงพยักหน้าเห็นด้วย และหลังจากนั้นไม่นานนางก็เดินทางกลับด้วยขบวนคุ้มกันเล็กๆ ที่ถูกจัดหาโดยคุณชายต่ง
………
ในขณะที่เหม่ยอิงเดินทางกลับบ้านสกุลหยางเองก็ได้รับข่าว นั่นคือคุณหนูหยางหยุน หญิงสาวที่รักใคร่ตัวคุณชายต่งมานานแสนนาน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ เหม่ยอิงเดินทางมาเพื่อเข้าพบคุณชายต่งเป็นการเฉพาะงั้นหรือ แถมยังพูดคุยกันสองต่อสองในห้องพิเศษหลายชั่วยาม เจ้าคงไม่ได้ดูผิดกระมัง” คุณหนูหยางที่อารมณ์ดีแต่เช้าพลันหน้าบึ้งตึงเมื่อได้รับข่าว
ชายวัยกลางคนที่เห็นอารมณ์โกรธเกรี้ยวของนางก็ผงะตอนต้น ก่อนจะตอบสนองนาง “ขอรับคุณหนู สิ่งที่ข้าเถาเถาบอกนั้นจริงทุกประการไม่มีคำโป้ปด เหม่ยอิงคนนั้นเดินทางจากหมู่บ้านกวนปิงในวันนี้และพอมาถึงก็ขอเข้าพบคุณชายต่ง ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันแต่ดูจากสีหน้าของทั้งคู่ที่เดินออกจากห้อง คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีขอรับ”
“ยินดีกับผีน่ะสิ!” คุณหนูหยางโยนถ้วยชาใส่สุนัขที่นางแอบเลี้ยงไว้ในสกุลต่งคอยคาบข่าว เถาเถาไม่กล้าหลบถ้วยน้ำชาดังนั้นใบหน้าของเขาจึงเปื้อนด้วยเลือด
“ไปจับตาดูคุณชายต่ง ได้ข่าวว่าอย่างไร่ค่อยกลับมาบอกข้า จำไว้ว่าห้ามให้ทางนั้นรู้เด็ดขาด!”
“ขอรับคุณหนู”
หลังจากที่เถาเถาล่าถอยออกไปหยางหยุนก็ลุกขึ้นยืน ใบหน้าของนางดูไม่อยู่กับร่องกับรอย คล้ายกับตกอยู่ในภวังค์แห่งความร้ายกาจ
“หญิงสาวชาวบ้านเช่นเจ้าคิดแย่งสามีของข้างั้นหรือ เหม่ยอิง! แม้ว่าเจ้าจะเป็นนักประพันธ์ที่มีความสามารถแล้วอย่างไรเล่า เจ้าหาได้คู่ควรกับคุณชายต่ง แต่หากเจ้ายังล้ำเส้นอยู่เยี่ยงนี้ล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
มีคำโบราณกล่าวไว้ว่ายามที่สตรีนั้นน่ากลัวที่สุดมีอยู่ด้วยกันสองกรณี อย่างแรกคือจับได้ว่าสามีนอกใจ อย่างหลังคือมีคนกำลังมาแย่งคนที่นางแอบรัก
ดูเหมือนคุณหนูหยางจะเป็นอย่างหลัง และดูเหมือนนางสามารถทำเรื่องร้ายกาจได้เพียงแค่เอ่ยปาก เหม่ยอิงก็คงจะหายไปจากชีวิตคุณชายต่ง
......
“นั่งอยู่บนเกี้ยวแบบนี้สะดวกสบายมาก ดีกว่าขึ้นรถเทียมม้าตอนเช้าชะมัด” เหม่ยอิงเอนกายนอนในเกี้ยวที่ม้ากำลังลากไปข้างหน้า มันไม่สะดวกสบายเช่นรถยนต์ที่เคยนั่งแต่ก็ดีกว่ารถเทียมม้าซึ่งโดยปกติใช้ขนส่งสินค้า อีกอย่างคือมันใช้เวลาไม่นานในการเดินทางมาถึงหมู่บ้านกวนปิงซึ่งค่อนข้างสร้างความประทับใจให้นาง
เมื่อมาถึงนางก็เดินลงจากรถ ขบวนคุ้มกันเล็กๆ หันหน้ากลับไปทางเมืองฉางเล่อ รีบเดินทางกลับก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน
เหม่ยอิงไม่ลืมที่จะให้ขวัญน้ำใจเล็กน้อย คนพวกนี้ตลอดทางไม่สร้างเรื่องลำบากใจให้นาง เหม่ยอิงจึงคิดสานสัมพันธ์ ยิ่งเป็นยุคโบราณการมีสหายเยอะๆ ถือว่าเป็นเรื่องดี
เหม่ยอิงเดินผ่านบ้านสกุลหลี่ยามพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ที่นั่นนางได้พบกับบ้านสกุลหลี่ที่กำลังส่งเสียงมีความสุข อดไม่ได้ที่จะชะงักฝีเท้าลงแล้วแอบฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกันอยู่
“ไม่คิดเลยว่าหินก้อนเล็กๆ นั่นสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้จริง เท่านี้สกุลหลี่เราก็รวยแล้ว ไม่ต้องทำงานตลอดทั้งปี ฮ่าฮ่า” หลี่อี้กำลังมีความสุขเพราะหินวิญญาณของหลี่หาน หลังจากแลกเปลี่ยนเป็นเงินก็เป็นอย่างที่เห็น บ้านหลี่ฉลองกันไม่เลิก ซื้อหมูซื้อวัวมาฆ่าทั้งตัว นอกจากนั้นยังกินเหล้าเหมาไถชั้นดีซึ่งมีราคาแพง
การกระทำของพวกเขาราวกับคนที่ถูกรางวัลที่หนึ่ง อีกสักพักหากยังไม่ประหยัดก็คงหมดตัว
“ผลไม้นั่นแม้จะทำให้พวกเราตกอยู่ในอาการต่างๆ แต่มันก็มีราคาสูง และถ้าหากเป็นลูกท้อของเหม่ยอิงเล่า ราคาจะได้เท่าไหร่” หวังฝูยกเหล้าเหมาไถขึ้นมาดื่ม ในดวงตาของนางมีความโลภผสมอยู่