ลึกเข้าไปในภูเขาอันกว้างใหญ่มีพฤกษาโบราณสูงตระหง่าน ก้อนศิลาสูงทับกันเป็นชั้นๆบางครั้งสัตว์อสูรทรงพลังก็ปรากฏตัวขึ้นข่มขู่สัตว์ที่อ่อนแอกว่าจนต้องหลบหนีกระเจิดกระเจิง
ทว่ากลับปรากฏพื้นที่เปิดโล่งในป่าใหญ่ซึ่งไม่มีสัตว์อสูรตัวใดกล้าเข้าใกล้เพราะนี่คือหลุมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสิบลี้ แม้จะผ่านไปหลายวันแล้วแต่หลุมขนาดใหญ่นี้ยังคงแผ่กลิ่นอายแรงกดดันของระดับราชันยุทธ์ทำให้สัตว์อสูรที่อยู่โดยรอบสั่นกลัว
ก้นหลุมมีร่างงดงามขาวราวหิมะกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บบรรยากาศโดยรอบบิดเบี้ยวเป็นครั้งคราว ทำให้ดูศักดิ์สิทธิ์น่าหลงใหล
กลิ่นเนื้อโชยแตะจมูกทำให้ฉู่เยียนหรันลืมตาขึ้นเห็นว่าเย่หยางกำลังยื่นขานกย่างส่งกลิ่นหอมฉุยให้กับนาง
ฉู่เยียนหรันใบหน้าแดงระเรื่อ ค่อยๆ ยื่นมือที่เนียนดุจหยกไปรับขานกย่าง
"ขอบคุณ!"
เย่หยางหัวเราะเบาๆ พลางว่า "แค่เรื่องเล็กรีบกินเร็วเข้า ปล่อยให้เย็นเดี๋ยวจะเสียรสชาติ"
ฉู่เยียนหรันตอบรับแผ่วเบาปรากฏมีดอันวิจิตรขึ้นในมือ นางค่อยๆ ใช้มันตัดชิ้นเนื้อออกจากนั้นก็เปิดริมฝีปากเอาชิ้นเนื้อใส่เข้าไปแล้วเคี้ยวช้าๆ ทุกการเคลื่อนไหวช่างดูละมุนสายตาชวนมองเป็นอย่างมาก
เย่หยางจ้องมองฉู่เยียนหรันอย่างโง่งมช่างงดงามหมดจด นางสามารถกินอาหารอย่างน่ามองเช่นนี้ได้อย่างไรผู้ใดก็ตามที่ได้ครองคู่กับนางจะต้องมีความสุขอย่างยิ่งแน่นอน
เมื่อเห็นเย่หยางมองนางอย่างเหม่อลอย ใบหน้าของนางก็แดงระเรื่อฉู่เยียนหรันเหลือบมองเย่หยางด้วยความเก้อเขินพลางถามว่า "เหตุใดเจ้าถึงมองข้าเช่นนั้น"
“อะแฮ่ม ข้าแค่อยากถามว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง ต้องปรุงรสชาติเพิ่มเติมหรือเปล่าน่ะ”เย่หยางกระแอมแก้เขินก่อนจะหาข้ออ้างมาตอบเพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
"ก็อร่อยดี ไม่คิดว่าฝีมือการทำอาหารของเจ้าจะดีขนาดนี้"หลังจากชิมอย่างพิถีพิถัน ดวงตางดงามของฉู่เยียนหรันก็ฉายแววประหลาดใจ
“ฮ่าๆ ถ้าอร่อยข้าจะทำให้กินเยอะๆ” ขณะกล่าวเขาก็ไปยังกองฟืน พร้อมนำปลาย่างสองตัวมาย่าง
หลังจากมอบมันให้ฉู่เยียนหรันเขาก็กลับไปที่กองฟืนอีกครั้ง บนนั้นมีขาวัวขนาดใหญ่ที่ใกล้ย่างสุกเต็มที
เย่หยางนั่งหันหลังให้ฉู่เยียนหรันหยิบขาวัวขนาดเท่าตัวขึ้นมาเคี้ยว
เมื่อเห็นการกินอย่างไม่สะทกสะท้านของเย่หยางใบหน้างดงามของฉู่เยียนหรันก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ รู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษจริงๆ
นี่ก็ผ่านไปเจ็ดวันแล้วถ้านับจากการต่อสู้ครั้งล่าสุดช่วงเวลานี้เย่หยางไม่ค่อยได้กล่าวอันใดเขาตระเตรียมอาหารอันโอชะสำหรับฉู่เยียนหรันทุกวันตกกลางคืนเขาก็เข้ากระโจมเพื่อฝึกฝน ไม่เคยถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดของนางไม่แม้แต่จะบอกว่าทำไมเขาถึงต่อสู้กับราชันมารใจพิษ
ทำให้ฉู่เยียนหรันอยากรู้เกี่ยวกับชายหนุ่มตรงหน้ามากขึ้นนางเดินไปยังกองฟืนอย่างช้าๆ ผ่านไปไม่นานขาวัวในมือของเย่หยางก็เหลือเพียงกระดูก
เขายังคงเคี้ยวเนื้ออยู่ในปากแต่มือก็หยิบขาวัวขึ้นมาอีกข้าง ขณะกำลังแทะเนื้ออย่างเมามัน ก็สังเกตเห็นฉู่เยียนหรันเดินเข้ามาเลยรีบแสร้งกินอาหารอย่างสุภาพทันที
ไม่รู้ว่าเพราะตั้งใจเสแสร้งเกินไปหรือเปล่าทำให้เขาสะอึกไม่หยุด"เอิ๊ก...เอิ๊ก...เอิ๊ก" ใบหน้าของเย่หยางเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
เย่หยางแสดงความหยาบคายต่อหน้าหญิงงามไปแล้วเช่นนี้ต่อให้เขาหน้าหนาเพียงใดก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอาย
เมื่อเห็นท่าทางอับอายของเย่หยางแม้แต่ฉู่เยียนหรันก็ยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้แต่แล้วนางก็รู้สึกว่าตนเองหยาบคายจึงรีบหยุดหัวเราะอย่างรวดเร็วสายตาของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
รอยยิ้มนี้เหมือนกับดอกบ๊วยที่กำลังเบ่งบานทำให้เย่หยางรู้สึกว่าโลกสดใสขึ้นมาทันทีเขาจ้องมองฉู่เยียนหรันด้วยสายตาเหม่อลอย ลืมแม้กระทั่งอาการสะอึก
เมื่อเห็นเย่หยางมองอย่างเหม่อลอยอีกครั้งนางก็รู้ว่าเย่หยางถูกความงามของตนดึงดูด นางเป็นธิดาผู้ภาคภูมิแห่งสวรรค์ในสำนักมีบุรุษนับไม่ถ้วนที่ชื่นชมนาง จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับการถูกมองเช่นนี้
ปกติหากบุรุษใดมองนางด้วยสายตาเช่นนี้นางจะรู้สึกรังเกียจมากแต่พอเย่หยางจ้องมองนางอย่างเหม่อลอยกลับทำให้นางรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก สายตาใสกระจ่างของเขาไม่มีร่องรอยความลามกแฝงอยู่แม้แต่น้อย
“เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ การอยู่ที่นี่คนเดียวนั้นอันตรายมากสัตว์อสูรระดับสามจะปรากฏตัวออกมาเมื่อใดก็ได้ มันสามารถสังหารเจ้าได้ทุกเมื่อ”มือหยกทัดเส้นผมไว้หลังหูขณะมองเย่หยาง
นี่เป็นคำถามที่นางไม่เข้าใจนักรบที่กล้าเข้าใกล้รัศมีของสัตว์อสูรระดับสามสี่นั้นไม่ต่างอะไรจากการรนหาที่ตาย
“ข้ามาที่นี่เพื่อฝึกฝน ต้องเผชิญกับการเข่นฆ่าตลอดทางอย่างไม่คาดคิดแต่การต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนดึงดูดข้ามาที่นี่ พวกเจ้ายอดเยี่ยมมากจริงๆ”เย่หยางจำฉากภาพที่คนทั้งสองต่อสู้กันได้เป็นพลังต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อจนภูเขาระเบิดศิลาทลายทำให้โลหิตในกายของเขาเดือดพล่าน หัวใจลุกเป็นไฟ
“ไม่มีอะไรน่าอิจฉา เมื่อใดที่เจ้าก้าวเข้าสู่ระดับราชันยุทธ์พลังยุทธ์ของเจ้าอาจจะสูงกว่าพวกเราตอนนี้เสียอีก” ฉู่เยียนหรันชื่นชมเย่หยางมากเช่นกัน
เขาสามารถสำแดงพลังระดับปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งๆที่พึ่งอยู่ในระดับนักรบเพียงเท่านั้นทั้งยังสามารถต้านทานการยึดร่างของราชันมารใจพิษได้ นางจึงมองเขาแตกต่างออกไป
“ข้ารู้จักเจ้ามานานแล้วแต่ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าเลย” ฉู่เยียนหรันถามด้วยความขวยเขินเล็กน้อย
“นามของข้าคือเย่หยาง เย่ที่มาจากใบไม้หยางที่มาจากบินหรือลอย”
ทั้งสองกินไปพูดคุยไปเหมือนคนธรรมดาสองคนที่ไร้ซึ่งเจตนาแอบแฝงต่อกัน
“ขอบคุณที่ช่วยข้านะเย่หยางทว่าแค่คำขอบคุณคงไม่เพียงพอ นี่คือวิชาระดับโลก ‘กายาวัชระ’เป็นเคล็ดบ่มเพาะกายาที่เหมาะสมกับเจ้ามากข้าหวังว่าเจ้าจะยอมรับมัน” นางกางมือหยกออกจากนั้นวิชาลับก็ปรากฏขึ้น
เย่หยางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ปฏิเสธไม่ยอมรับมัน เขาเงียบไปสักพักก่อนจะทอดถอนใจ “เจ้าจะไปแล้วหรือ”
เมื่อเห็นว่าเย่หยางปฏิเสธที่จะรับเคล็ดวิชาระดับโลกนางก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจอย่างสุดซึ้ง นางกัดริมฝีปากเบาๆ ตอบกลับไปว่า "ใช่…อีกสามวันข้าจะกลับแล้ว"
"อืม"
เย่หยางหยุดกล่าวแล้วหยิบขาวัวบนพื้นขึ้นมาแทะ
ฉู่เยียนหรันวางวิชาลับเอาไว้ข้างๆเย่หยางอย่างเงียบๆ แล้วหันหลังจากไป
เย่หยางหยิบวิชาลับโยนคืนไปให้ฉู่เยียนหรันแล้วบอกว่า "ข้าไม่ต้องการวิชาลับของเจ้าเอากลับไปเถอะ"
ฉู่เยียนหรันว่าด้วยความโมโห "ทำไม ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเจ้าต้องใช้มัน ในอาณาจักรเทียนอู่มีกองกำลังไม่มากที่ครอบครองวิชาระดับโลกได้"
เย่หยางถามกลับเสียงดัง "ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้เจ้าคิดว่ามันมีค่าแค่เคล็ดตำราเล่มนี้งั้นหรือ"
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด” ฉู่เยียนหรันกล่าวด้วยความหงุดหงิดปกติชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนอ่อนโยนอยู่ๆ กลายเป็นคนไร้เหตุผลเช่นนี้ไปได้อย่างไร
“ข้าไม่อยากได้อันใด เพราะข้าไม่ใช่พ่อค้าข้าจึงไม่อยากทำการค้ากับผู้ใด เหตุนี้ข้าเลยไม่ปรารถนาของของเจ้าแค่อยากให้เจ้าจดจำข้าตลอดไป” เย่หยางเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงของเขาแหบแห้งเพราะอารมณ์อันเอ่อล้น
หลังจากได้ยินสิ่งที่เย่หยางกล่าวฉู่เยียนหรันซึ่งเดิมทีรู้สึกโมโหอยู่เล็กน้อยก็นิ่งเงียบไปในใจเต็มไปด้วยความเศร้าโศก หลังจากนั้นไม่นานนางก็ถอนหายใจ "เย่หยางข้าจะบอกความจริงกับเจ้า เราสองคนเหมือนอยู่กันคนละโลก"
ฉู่เยียนหรันกลับไปนั่งสมาธิดังเดิม เย่หยางไม่ปริปากกล่าวอันใดทำเพียงแค่เคี้ยวขาวัวอย่างสิ้นหวัง
กองไฟลุกโชนเปลี่ยนจากความร้อนแรงเป็นอ่อนกำลังจากนั้นก็ค่อยๆ มอดดับกลายเป็นกองขี้เถ้าไปในที่สุด ลมกระโชกแรงพัดผ่านนำพากลุ่มควันสลายหายไป เหลือเพียงร่องรอยการเผาไหม้บนพื้นดิน
สามวันต่อมาฉู่เยียนหรันก็ฟื้นฟูความแข็งแกร่งกลับมาเช่นดังเดิมทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายอันทรงพลัง ผนวกกับรัศมีศักดิ์สิทธิ์ทำให้นางดูเสมือนนางเซียนที่ไร้ซึ่งกิเลสตัดขาดจากโลก
นางมองเย่หยางด้วยสายตาซับซ้อนริมฝีปากของนางขยับสองสามครั้ง แต่สุดท้ายนางก็ไม่อาจกล่าวอันใดสักคำ
“เจ้าจะไปจริงๆ หรือ” เย่หยางถาม
ฉู่เยียนหรันพยักหน้า
เขายิ้มอย่างช่วยไม่ได้แล้วเดินไปหานางทันใดนั้นก็อ้าแขนเข้าไปโอบกอดฉู่เยียนหรันไว้แน่น
ฉู่เยียนหรันไม่คาดคิดว่าเย่หยางจะบ้าบิ่นขนาดนี้ปกติในสำนักต่อให้บุรุษคนใดชื่นชมนางก็ไม่เคยมีผู้ใดกล้าทำตัวไม่สุภาพหรือโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนเช่นนี้
ถ้าเป็นผู้อื่นฉู่เยียนหรันคงสังหารคนผู้นั้นในการโจมตีเดียวไปแล้วแต่นางไม่สามารถทำอะไรเย่หยางได้
ฉู่เยียนหรันอยากสลัดเย่หยางออกแต่เมื่อเห็นน้ำใสๆ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าไหลออกมาจากดวงตาของเย่หยางหัวใจของนางก็รู้สึกปวดร้าว จึงปล่อยให้เขาโอบกอดนางต่อไป
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้ช่วยเติมเต็มหัวใจของฉู่เยียนหรันมันรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ทั้งสองก็ค่อยๆแยกออกจากกัน เย่หยางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "ข้าไม่ยอมรับว่าเรามาจากคนละโลกข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น"
วาจาของเย่หยางดังกึกก้องหนักแน่น สั่นสะท้านหัวใจของฉู่เยียนหรันทุกคำ
ฉู่เยียนหรันลังเลอยู่นานราวกับเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก ในที่สุดก็กัดฟันหยิบบางอย่างออกมาจากคอดุจหงส์
เย่หยางเพ่งพินิจดูเห็นว่ามันเป็นจี้หยกที่มีรูปร่างคล้ายหงส์อมตะ ดูสูงส่งมีลมปราณไหลเวียนอยู่ภายในอย่างช้าๆ ราวกับว่าจี้หยกนี้เป็นสิ่งมีชีวิต
ฉู่เยียนหรันมองดูจี้หยก ดวงตาของนางค่อยๆมั่นคงขึ้น จากนั้นนางก็แขวนจี้หยกไว้รอบคอของเย่หยางอย่างแผ่วเบา
มือหยกปาดน้ำตาที่แก้มของเย่หยางด้วยความอ่อนโยนพลางทิ้งท้าย “ในเมื่อเจ้ามีความมุ่งมั่นถึงเพียงนั้นข้าก็จะขอเดิมพันกับเจ้า ว่าเจ้าจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้อีกครั้งหากเจ้าสามารถบรรลุเป็นราชันยุทธ์ได้ภายในสามปีจงมาหาข้าที่สำนักเซียนกระบี่อวี่โจว”
“ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าฝืนสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีชีวิตที่ดีต่อไป จำคำกล่าวของข้าไว้ถ้าเจ้าไม่แข็งแกร่งกว่าระดับราชันยุทธ์อย่าได้มาหาข้าเด็ดขาดไม่เช่นนั้นทั้งตัวเจ้าและตระกูลอาจจะถูกกวาดล้างสังหารจนสิ้น"
สายตางดงามของฉู่เยียนหรันฉายแววอาวรณ์นางมองเย่หยางอย่างลึกซึ้งและหันหลังกลับไป จากนั้นจานเวทก็ปรากฏขึ้นในมือเมื่ออัดฉีดพลังปราณแท้เข้าไป พื้นที่ก็เกิดความผันผวนลำแสงปกคลุมไปทั่วร่างฉู่เยียนหรัน ยามบรรยากาศบิดเบี้ยวร่างของฉู่เยียนหรันก็หายไปทันที
เย่หยางมองดูฉู่เยียนหรันหายไปอย่างสิ้นหวัง เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงหยาดน้ำตารินไหล
เย่หยางไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป เขากู่ร้องคำรามออกมาอย่างดุเดือดราวกับสัตว์ร้ายบาดเจ็บ
เมื่อมองลงมาจากผืนฟ้า จะเห็นจุดสีดำรูปร่างคล้ายมนุษย์ผู้ดูโดดเดี่ยวไร้เรี่ยวแรงเล็กๆปรากฏขึ้นในหลุมขนาดใหญ่กลางป่าลึกทรุดโทรม