Lineage Of Monarch (สายเลือดแห่งราชันย์)

    Scene 1: เด็กชายผู้คล่องแคล่ว


    แสงอาทิตย์สีแสดที่สาดส่องเกือบแนวขนาน เป็นช่วงเวลาของแสงสุดท้ายของวันกำลังถูกเจือจางลง โดยความมืดค่อยๆ ข้ามาแทนที่ ป่าที่ดูลึกลับเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และเนินเขาสูงชันถูกย้อมไปด้วยสีส้มทั้งป่า ทิ้งเงาสีดำไว้ด้านตะวันออก รอแค่คืบคลานไปทั่วทั้งป่าพร้อมกับที่ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า และปกคลุมด้วยยามค่ำคืนอันเงียบเชียบเหมือนทุกๆ ครั้งที่เคยเป็นมา

    แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เสียงฝีเท้าที่ลนลานดังขึ้นตรงขอบชายป่าสร้างความน่ารำคาญให้บรรยากาศอยู่ไม่น้อย ยังคงมีเด็กชายคนหนึ่งสะพายกระเป๋าเป้กำลังเคลื่อนไหวไปข้างหน้าด้วยการวิ่งที่คิดว่าเร็วที่สุดในชีวิต เสียงหอบหายใจถี่ และเม็ดเหงื่อที่เต็มใบหน้า
    สภาพที่ดูเหมือนคนออกกำลังกายหนักๆ มาเป็นเวลานาน โดยมีเสียงที่ฟังเหมือนจะเป็นเสียงฝีเท้าของสัตว์อสูรวิ่งไล่ตามมาอยู่ไม่ห่าง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ขวางทางหนี ทั้งพื้นดินที่มีเศษกิ่งไม้ใบไม้ และก้อนหินก็เป็นอุปสรรคในการวิ่ง ทว่าเด็กชายกลับดูเหมือนจะไม่กังวลเขาใช้ความคล่องแคล่วหลบซ้ายทีขวาที คล้ายชำนาญพื้นที่ โดยที่ความเร็วแทบจะไม่ตก ถ้าใครที่ได้มาเห็นความสามารถแบบนี้คงจะรู้สึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย
    แต่คำชมเหล่านั้นอาจใช้ไม่ได้กับเหล่าสัตว์อสูรที่วิ่งไล่ตามมา ถ้าหากพวกมันพูดภาษามนุษย์ก็ได้คงไม่พ้นคำว่า “อ่อนหัด” ที่จะออกมาจากปากของพวกมัน ด้วยขาทั้งสี่ข้างที่สลับกันตะกุยแหวกอากาศด้วยความเร็ว ลำตัวที่ยาวทำให้ดูลู่ลมปราดเปรียว สายตาสีแดงที่จ้องมองแต่มนุษย์ที่อยู่ข้างหน้านับสิบคู่ พวกมันรีบเร่งความเร็วเพื่อจะตามให้ทันโดยใช้ข้อได้เปรียบทางด้านสรีระร่างกาย
    เด็กชายที่ถูกไล่จี้มา ค่อยๆได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์อสูรที่ใกล้เข้ามา ทำให้รู้ว่าความคล่องแคล้วของตัวเองนั้นเริ่มหมดประโยชน์ไปทีละน้อย
    “ซวยแล้วๆ”
    คำพูดรัวๆ ที่หลุดออกมาจากปากเด็กชายทั้งที่วิ่งอยู่ ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เสียงหอบหายใจที่ถี่ขึ้นกำลังบ่งบอกถึงความเหนื่อยที่ถึงขีดสุด แต่ก็ยังพอมีโอกาส เมื่อเขาเริ่มวิ่งมาถึงสุดแนวชายป่า กระทั่งเริ่มมองเห็นกำแพงเมืองอยู่ข้างหน้า “จะถึงแล้ว”
    คำพูดที่ออกมาทั้งที่แทบจะกลายเป็นเสียงเดียวกับเสียงหอบหายใจ อยากจะหันไปมองข้างหลังใจแทบขาด แต่ก็รู้ดีว่าการขยับร่างการส่วนไหนที่ไม่มีผลต่อการเพิ่มความเร็วไม่ทำให้เกิดประโยชน์
    เหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ด้านหลังดูจะผิดสังเกตทั้งที่ความเป็นจริง มนุษย์ที่มันวิ่งไล่ตามมานั้นน่าจะเหนื่อยจนหมดแรงแล้ว แต่ดูเด็กชายจะยังคงความเร็วแทบจะไม่ลดลงแถมเหมือนจะไวขึ้นกว่าเดิม คำตอบอยู่ตรงหน้า เมื่อมันเห็นแนวกำแพงเมืองที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก คงเป็นเหตุผลที่มนุษย์ตรงหน้าไม่ละความพยายาม
    เมื่อผ่านขอบแนวชายป่าเด็กชายเริ่มเร่งความเร็วขึ้นอีก กับระยะห่างอีกแค่ 1 กิโลเมตร แต่เหมือนไกลเป็นพันไมล์ ถ้าเขาล้มตรงนี้ได้คงล้มลงไปแล้ว แต่พวกสัตว์อสูรที่อยู่ด้านหลังคงเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เด็กชายยังคงวิ่งต่อ ขาทั้งสองข้างเริ่มไม่ฟังสมอง ทุกส่วนในร่างกายเริ่มปฏิเสธการเคลื่อนไปข้างหน้ากับระยะทางที่เหลือออีกแค่ 500 เมตร ก็จะเข้าสู่เขตกำแพงเมือง เด็กชายยิ้มขึ้นที่มุมปากเมื่อเป้าหมายของตัวเองอยู่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
    เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เท้าของเด็กชายจะก้าวข้ามไปเหยียบเขตประตูของตัวเมือง สัตว์อสูรสีเทาด้านหลังตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้เด็กชายสุด ใช้ขาคู่หลังของมันทั้งสองข้างสัมผัสกับพื้นครั้งสุดท้ายก่อนเด็กชายจะก้าวข้ามผ่านประตูเมือง
    สปีดความเร็วที่เพิ่มมากกว่าเดิมเกือบ 2 เท่าของสัตว์อสูรตัวนั้นพุ่งออกมาจากด้านหลัง ร่นระยะทางจนเหลือไม่ถึงครึ่งเมตร พร้อมกับปากที่อ้าออกกว้างให้เห็นเขี้ยวสีขาวที่เรียงตัวกันอยู่ในปาก จังหวะที่มันพุ่งมาดูราวกับความเร็วก่อนหน้านั้นมันแค่วิ่งเล่นกับมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าต่อให้ใครมาเห็นก็คงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กชายคงหนีไม่ทัน
    ‘ซูมมมมมม’
    เสียงแหวกอากาศของเวทสายลมระยะไกล ถูกยิงมาคั่นกลางระหว่างของขาของเด็กชายและปากของสัตว์อสูร แรงลมที่เกิดขึ้นแยกคนกับสัตว์อสูรออกจากกันร่วมสิบเมตร
    เจ้าสัตว์อสูรกระโดดถอยหลังเว้นระยะ พร้อมทั้งย่อตัวลงไปกับพื้นและสร้างเสียงขู่รอดเขี้ยวที่ประกบกันของมันออกมา โดยมีพวกของมันอีกเก้าตัวตามมาข้างหลังติดๆ
    กลับกันอีกฝั่งเด็กชายปลิวไปนอนหน้าจูบพื้นถนน ไม่มีการตอบสนองใดๆ
    เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากบริเวณรอบกำแพง มีทหารที่อยู่ในชุดเกราะติดอาวุธหลายคนเริ่มวิ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
    “หลีกทางๆ”
    เสียงทุ้มก้องกังวานของชายคนหนึ่งตะโกนออกมาจากข้างหลังทหารที่วิ่งมาดูเหตุการณ์
    บุรุษผู้มีผมสีเทาที่หยิกยาวประบ่า ส่วนสูงกว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตรทำให้เขาดูโดดเด่น สวมชุดเกราะแค่ท่อนล่าง ไม่สวมเสื้อ เผยให้เห็นรูปร่างที่สมส่วนดุจนักรบ และอาวุธประเภทไม้เท้าเวทสีเลือดในมือซ้ายที่ดูสะดุดตา ความยาวเกือบถึงศีรษะ ดูผ่านๆ คล้ายหอกเสียมากกว่า
    เหล่าทหารชุดเกราะที่มารวมตัวกันต่างหลีกทางออกเป็นสองกลุ่มด้วยความพร้อมเพรียง เปิดทางให้ชายผมหยิกร่างสูงเผชิญหน้ากับกลุ่มสัตว์อสูรนับสิบตัวที่ยืนเรียงรายอยู่ทางประตูเข้าเมือง
    เสียงเอะอะโวยวายกลายเป็นเงียบงันตั้งแต่การมาของชายผู้ใช้ไม้เท้าสีเลือด
    การจ้องมองระหว่างหนึ่งบุรุษร่างสูงกับสัตว์อสูรสี่ขา
    ข้างหน้าของเขาคือร่างของหมาป่าขนเทาขนาดสองเมตร สัตว์อสูรที่มีเขตแดนอยู่ในป่ามัวร์ ป่าลึกทางทิศเหนือของเมือง
    มันเป็นสัตว์อสูรที่มีนิสัยหวงดินแดน ไม่ค่อยออกจากอาณาเขตของตัวเอง จึงมักไม่มีผู้คนที่จะพบเห็นมัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันอันตรายมากกว่ารูปร่างภายนอกที่เห็นมากนัก โดยเฉพาะเมื่อมากันเป็นฝูง
    เขาเหลือบไปมองทางเด็กชายที่กำลังนอนเอาหน้าจูบพื้น ดูแล้วคงคาดว่าไม่ต้องไปสืบสาเหตุที่ไหนไกล ก่อนจะกลับมาจ้องตัวปัญหาที่อยู่ตรงหน้า
    เหล่าทหารชุดเกราะที่รายล้อมหน้าประตูเมืองต่างไม่มีใครกล้าขยับ ไม่รู้เป็นเพราะจะขัดคำสั่งของชายผมหยิกที่บอกให้หลีกไป หรือความกลัวต่อสัตว์อสูรสี่ขาข้างหน้ากันแน่
    ความนิ่งเงียบคืบคลานไม่นานนัก กลุ่มสัตว์อสูรก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว
    สัตว์อสูรหมาป่าตัวหน้าสุดเดินหันกลับไปข้างหลัง โดยมีอีก 9 ตัวเดินตามหลัง แล้ววิ่งกลับไปเข้าไปในป่า ทิศทางที่มันวิ่งไล่เด็กชายออกมา
    ไม่มีใครรู้ว่าทำไมพวกมันถึงจากไป แต่ที่แน่ๆเหตุการณ์ครั้งนี้ดูจะไม่ดีเท่าไหร่ เพราะนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีสัตว์อสูรออกมาจากเขตชายป่ามัวร์
    ชายผมหยิกลดไม้เท้าเวทสีเลือดลง พร้อมกับเวทลมขนาดเท่าลูกฟุตบอลที่กำลังหมุนอย่ารุนแรงค่อยๆ ลดขนาด จนสลายไปในที่สุด
    เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความโล่งอกเป็นส่วนใหญ่ หลังจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ ทั้งที่ไม่ถึง 2 นาที กลายเป็นประเด็นวุ่นวายทันที รวมไปถึงชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ก็เริ่มเข้ามาสมทบ
    เสียงฝีเท้าหนักแน่นกำลังเดินไปตรงที่เด็กชายที่นอนคว่ำหน้าลงไปกับพื้น
    มือข้างขวาของเขาคว้าไปจับคอเสื้อด้านหลัง ลักษณะคล้ายกับหยิบคอแมวไม่ต่างอย่างไรก็อย่างงั้น
    ด้วยความสูงตอนนี้ของเด็กชายเกือบจะเท่ากัน ต่างกันก็แค่คนที่ถูกยกขึ้นมา ขาลอยห่างจากพื้นเกือบ 30 เซนติเมตร
    “เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกัน ใช่ไหม?”
    แม้ชายผมหยิกจะพูดนิ่งๆ แต่คนที่ได้มาเห็นสีหน้าของเขาคงจะไม่คิดแบบนั้น
    สภาพของเด็กชายตอนนี้ดูเหมือนหลับ หรืออาจสลบไปตอนกระเด็น?
    “ข้าจะนับถึงแค่สาม ... หนึ่ง ... สอง ... สา”
    ปลายไม้เท้าที่มือข้างซ้ายกำลังจะเคาะไปที่หน้าผากของเด็กชาย
    “เดี่ยวๆๆๆ”
    เด็กชายคนที่เท้าไม่ได้สัมผัสกับพื้นรีบพูดออกมารัวๆ ทั้งที่ยังหลับตาปี๋ เหมือนเขารู้ว่ากำลังจะโดนอะไรบางอย่าง
    “คุณเรฟ ปล่อยผมลงก่อน”
    ดวงตาข้างหนึ่งของผู้ถูกกระทำหรี่ตามองชายผมหยิก พร้อมกับพูดเพื่อขออิสระ
    เสียงของเท้ากระทบพื้นทั้งสองข้างดังฟังชัด จากที่ลอยอยู่กลางอากาศอยู่นาน คงให้ความรู้สึกเหมือนปลาได้ลงไปในแม่น้ำ ตามมาด้วยเสียงปัดฝุ่นบนตัวด้วยมือเล็กๆ สองข้าง
    “เจ้าจะอธิบายข้าได้ใช่ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น”
    เรฟเอ่ยถามเด็กชายอีกครั้ง
    “ก็อย่างที่เห็น เผอิญโดนไล่จากในป่า”
    เด็กชายตอบไปห้วนๆ ทั่งที่มือไม้เขายังคงยุ่งอยู่กับการปัดเสื้อผ้ากับกระเป๋าสะพายของตัวเองอยู่
    “จากสัตว์อสูรสิบตัวเนี่ยนะ”
    “อื้อ ... จริงๆมีมากกว่านั้นด้วย แต่คงไล่มาไม่ทันตั้งแต่ในป่า”
    เจ้าตัวหันมามองหน้าชายผมหยิกพร้อมกับยิ้มตาหยีไปด้วยหลังจากตอบคำถามทีเล่นทีจริง
    เรฟยังคงหน้านิ่งเหมือนเดิม แต่มือที่ว่างอยู่กลับคว้าไปที่ปกคอเสื้อของเด็กชายอีกครั้ง แล้วลากในลักษณะ ‘ลากคอ’ เดินดุ่มๆ ไปทิศทางตัวเมือง
    “อ๊า!! คุณเรฟจะทำอะไรผม ช่วยด้วยครับ ทหารรังแกประชาชน”
    เสียงร้องโวยวายของเด็กชายดังไปทั่วบริเวณ ปากก็อ้ากว้าง มือก็เหวี่ยงไปมา เท้าก็จิกไปที่พื้นจนไปรอยทางยาว กะยื้อไว้สักนิดก็ยังดี
    “เราคงมีเรื่องคุยกันอีกยาว หวังว่าคุณบารอสจะยังอยู่ที่ศูนย์บัญชาการ”
    “หา นี่จะพาไปหาตาแก่เหรอ ไม่เอาโว้ยไอ้คุณเรฟ”
    เด็กชายดิ้นแรง แหกปากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
    แต่ดูเหมือนคนที่เห็นเหตุการณ์รอบๆ จะไม่ได้ให้ความสนใจนัก เพราะชายผมหยิกถือไม้เท้าเวทสีเลือดที่ดูน่ากลัวนั่น เป็นถึงอัศวินเวทประจำเมืองการากัสแห่งนี้ แค่ตำแหน่งที่ถือครองก็สั่งขังคนเข้าไปในคุกด้วยการชี้นิ้วเพียงนิ้วเดียวด้วยซ้ำ แล้วใครล่ะจะกล้าไปห้าม
    ทางที่พวกเขาทั้งคู่เดินผ่านมา เริ่มมีบ้านอาศัยและผู้คนหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงการเข้าไปในใจกลางเมืองทุกย่างก้าว
    “เก๊ง เก๊ง เก๊ง เก๊ง เก๊ง ...”
    เสียงระฆังดังขึ้นรัวๆ ติดต่อกันไปทั่ว กลบเสียงทุกอย่างทุกกิจวัตรของในเมืองยามพลบค่ำ มันเป็นเสียงเตือนสำหรับการเตือนระวังภัยให้กับในเมือง
    เรฟที่ลากเด็กชายเดินไปข้างหน้าต้องหยุดชะงักลง พร้อมปล่อยมือออกจากคอเสื้อที่เคยกำไว้
    “ไม่ใช่ว่านี่เป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยของเมืองหรอกเหรอ คุณเรฟ?”
    เท้าของเด็กชายได้เหยียบพื้นอีกครั้งและมองไปที่ชายร่างสูงอย่างสงสัย
    “แล้ว ทำไมมันถึงดังหละ”“หรือสัตว์อสูรพวกนั้นกลับมา?” “คุณเรฟก็ไล่ไปแล้วหนิ”“แล้วทำไมสัญญาณดัง”
    คำถามมากมายมาจากเด็กชายที่ทำหน้าสงสัย โดยมีแค่หน้านิ่งๆ กำลังคิดอะไรบางอย่างของเรฟเป็นคำตอบ
    เสียงตบมือหนึ่งครั้งดังขัดจังหวะ มันมาจะเด็กชายอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนจับใจความอะไรได้
    “อ่ออออ ไม่ใช่ว่านี่เป็นสัญญาณเพราะพวกหมาป่าตะกี้หรอกนะ”
    เด็กชายพูดพร้อมไปด้วยหางตาที่เหล่มองมาทางเรฟ
    “อย่างนี้ในเมืองวุ่นวายแน่ๆ ทหารคนไหนน้า ช่างเผลอไปตีระฆังสัญญาณเข้า กะอีแค่หมาป่าสิบตัว ไม่รู้หรือไงว่าชายหนุ่มอัศวินเรฟสุดหล่อคนนี้จัดการไล่ไปแล้วไปเป็นชาติแล้ว โอย อย่างนี้คุณป้าคุณลุงแถวบ้านวิ่งวุ่นไปทั่วเมืองแล้วมั้ง ไอ้ทหารคนที่ตีระฆังก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลย ฮรี่ฮรี่”
    จากเด็กชายขี้โวยวายเสียงดังเมื่อตะกี้ กลายเป็นเด็กช่างจ้อช่างเจรจาอย่างฉับไว ทั้งสรุปใจความให้คนผมหยิกที่ยืนอยู่ข้างๆฟังเสร็จสรรพ
    “สงสัยคุณเรฟต้องไปทำอะไรสักอย่างแล้วมั้ง ก็เป็นต้นเหตุให้เขาตีระฆังด้วยหนิ”เด็กชายเบะปากพูดไปอย่างช่วยไมได้
    “งั้นเราแยกกันตรงนี้นะครับคุณเรฟ”
    เด็กชายไม่ได้พูดอย่างเดียว ขาก็สลับจ้ำอ้าวเข้าไปในซอยแคบๆ ด้านขวามือ ตัวของเขาหายไปกับเงามืดก่อนที่จะพูดเสร็จประโยคด้วยซ้ำ
    “...”
    เขายังไม่ได้พูดอะไรตอบอีกฝ่ายก็ไม่อยู่ให้เห็นหัวแล้ว
    เรฟได้แต่ยืนนิ่งมองเด็กชายหนีไปดื้อๆ เหมือนเขายังประมวลผลคำพูดที่ได้ยินมาได้ไม่หมด แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ใช่ตัวต้นเหตุทั้งหมดของเหตุการณ์วุ่นวายที่จะเกิดขึ้นข้างหน้านี้
    ‘หวังว่าจะไม่โดนท่านบารอสแช่แข็งหรอกมั้ง’
    จู่ๆขนแขนก็ลุกขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล หน้านิ่งๆของเขาฉายแววความหวาดกลัวขึ้นมาแวบหนึ่งทันทีที่คิดถึงชื่อบารอส
    เรฟส่ายศีรษะเล็กน้อย ในใจก็พยายามสลัดภาพบางอย่างออกจากหัว แล้วก็เริ่มวิ่งไปที่ศูนย์บัญชาการในเมือง แทนที่จะมานั่งคิดอะไรน่ากลัวๆอยู่กับที่ ได้แต่หวังว่าเขาจะไปทันเผื่อหยุดความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น โดยที่เขาอาจเป็นต้นเหตุกับเด็กชายที่หนีไปคนละครึ่ง

    ‘ไม่สิของไอเด็กตัวแสบเต็มๆต่างหาก’