บทที่ 3: วิถีมารในป่าหมื่นอสูร
ป่าหมื่นอสูรตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังหมู่บ้าน มันคือสถานที่ต้องห้ามสำหรับชาวบ้านธรรมดา มีเพียงนายพรานผู้ชำนาญเท่านั้นที่กล้าย่างกรายเข้าไปในเขตชายป่า ส่วนป่าชั้นในนั้น... เล่าลือกันว่าเป็ที่อยู่ของสัตว์อสูรดุร้าย
ร่างผอมโซของ 'หลี่หยาง' (เทียนิ) หอบหายใจแฮกๆ ขณะพยายามปีนขึ้นเนินเขาที่ลาดชัน เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้าจนเสื้อผ้าป่านเปียกชุ่ม
"ร่างกายสวะนี่... เดินมาแค่สองลี้ (ประมาณ 1 กม.) ก็แทบขาดใจตายแล้ว"
เทียนิสบถพึมพำ เขาใช้มีดพร้าสนิมเขรอะต่างไม้เท้าค้ำยันร่าง สายตากวาดมองไปรอบๆ ป่าทึบ สำหรับผู้อื่น ป่านี้อาจดูน่ากลัวและรกร้าง แต่สำหรับอดีตจอมมาร มันคือขุมทรัพย์
ในสายตาของเขา วัชพืชที่ชาวบ้านมองข้าม กลับเป็วัตถุดิบชั้นเลิศ
เขาหยุดที่กอหญ้าสีม่วงคล้ำกอหนึ่งที่ขึ้นแทรกอยู่ตามซอกหิน "หญ้าลิ้นัดิน..." มุมปากของเขาหยักยิ้ม "มีพิษอ่อนๆ ทำให้เป็อัมพาต ชาวบ้านคิดว่าเป็หญ้าพิษไร้ค่า แต่หากใช้เป็... มันคืออาวุธ"
เทียนิไม่รอช้า เขาใช้มีดขุดรากของมันขึ้นมา แล้วทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด... เขาเคี้ยวรากสมุนไพรสดๆ เข้าปาก!
รสขมฝาดเฝื่อนกระจายไปทั่วลิ้น หากเป็คนธรรมดาคงรีบคายทิ้ง แต่เทียนิอมมันไว้ ปล่อยให้น้ำยางผสมกับน้ำลาย จากนั้นจึงคาย 'ก้อนสมุนไพรบด' ออกมาพอกไว้ที่คมมีดพร้า
พิษของมันไม่รุนแรงพอจะฆ่าคน แต่มากพอที่จะทำให้สัตว์ขนาดเล็กหยุดเคลื่อนไหวได้ชั่วขณะ
"ข้าไม่มีแรงวิ่งไล่จับไก่ป่า หรือแรงพอจะง้างธนู... ข้าต้องใช้สมอง"
เทียนิเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย จนถึงบริเวณลำธารเล็กๆ ที่มีความชื้นสูง เขาพบน รอยเลื้อยจางๆ บนดินโคลน
'งูเกล็ดเขียว'
มันไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสูง เป็เพียงสัตว์ป่าที่มีพิษร้ายแรง เนื้อของมันเป็ยาบำรุงชั้นดี และดีของมัน... คือของล้ำค่าที่ร้านขายยาในเมืองรับซื้อในราคาสูง
"เสี่ยง... แต่คุ้มค่า"
เทียนิรู้ดีว่าด้วยความเร็วของร่างนี้ หากพลาดโดนฉกเพียงครั้งเดียว เขาตายแน่ แต่เขามีสิ่งที่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉาน นั่นคือ 'จิตัั' ที่เกิดจากประสบการณ์การต่อสู้นับหมื่นปี
เขานั่งลงนิ่งๆ หลังโขดหิน ปรับลมหายใจให้แ่เบาจนแทบเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) แสงแดดเริ่มคล้อยต่ำ ยุงป่ารุมกัดตามแขนขา แต่เทียนิไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ความอดทนของนักล่าคือคุณสมบัติแรกที่จอมมารพึงมี
แกรก...
เสียงใบไม้แห้งขยับเบาๆ งูสีเขียวเข้มขนาดเท่าท่อนแขนเลื้อยออกมาจากพุ่มไม้ ดวงตาของมันเป็ขีดตั้งสีเหลืองอำพัน ลิ้นสองแฉกแลบออกมาัักลิ่นในอากาศ
มันกำลังมุ่งหน้าไปดื่มน้ำ
จังหวะที่มันเลื้อยผ่านหน้าโขดหิน เทียนิไม่ได้กระโจนออกไปทันที เขารอ... รอจนกระทั่งมันหยุดเพื่อก้มลงกินน้ำ
ฟุ่บ!
เทียนิพุ่งตัวออกไป แต่ไม่ได้ฟันมีดลงไปตรงๆ เขาขว้างก้อนหินไปทางด้านซ้ายของงูอย่างแรง
งูเกล็ดเขียวสะดุ้งใ ฉกวูบไปทางเสียงก้อนหินตามสัญชาตญาณ เปิดช่องว่างที่ลำคอด้านขวา
ฉัวะ!
มีดพร้าที่พอกยาพิษฟันฉับลงไป แม้มีดจะไม่คมกริบและแรงไม่มากพอจะตัดหัวมันให้ขาดในดาบเดียว แต่มันก็สร้างาแลึก และที่สำคัญ... พิษจากหญ้าลิ้นัดินซึมเข้าสู่าแทันที
"ฟ่ออออ!"
งูร้ายบิดตัวด้วยความเ็ป หันกลับมาหวังจะฉกศัตรู เทียนิกลิ้งตัวหลบอย่างทุลักทุเล ร่างกายเชื่องช้าจนเกือบจะหลบไม่พ้น คมเขี้ยวของมันเฉี่ยวปลายเสื้อเขาไปเพียงเส้นยาแดง
งูเกล็ดเขียวพยายามจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่ฉับพลันร่างกายของมันก็กระตุกเกร็ง พิษเริ่มออกฤทธิ์ผสานกับการสูญเสียเื
"จบกันที"
เทียนิอาศัยจังหวะนั้น เดินเข้าไปใกล้ แล้วใช้สันมีดทุบที่หัวของมันซ้ำๆ อย่างโเี้ ไร้ซึ่งความลังเลหรือความกลัว จนกระทั่งเ้างูแน่นิ่งไป
เขาหอบหายใจตัวโยน นั่งทรุดลงข้างซากงู มือไม้สั่นเทาจากการออกแรงเกินกำลัง
"น่าสมเพชจริง... แค่งูตัวเดียว ข้าต้องออกแรงขนาดนี้"
เขาบ่นพึมพำ แต่แววตากลับพึงพอใจ เทียนิใช้มีดกรีดท้องงู ควักเอา 'ดีงู' สีเขียวเข้มออกมา
โดยไม่ลังเล เขากลืนดีงูสดๆ ลงคอไปทั้งอัน!
ความคาวคลุ้งในปากตามมาด้วยความร้อนวูบวาบที่แผ่ซ่านจากกระเพาะ นี่คือวิถีมาร 'กลืนโลหิตเสริมิญญา' ใช้วัตถุดิบสดๆ เพื่อกระตุ้นพลังชีวิต
ความร้อนสายนั้นวิ่งพล่านไปตามเส้นชีพจรที่ตีบตัน ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมา แต่มันคือสัญญาณที่ดี พลังงานจากดีงูเริ่มซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดและเติมเต็มหยดเืที่ขาดหาย
"ได้พลังปราณกลับมาเพียงเส้นไหม... แต่นั่นก็ดีกว่าไม่มีเลย"
เทียนิลุกขึ้นยืน รู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นเล็กน้อย เขาจัดการมัดซากงูไว้กับเถาวัลย์ แล้วลากมันลงจากเขา
...
ยามพลบค่ำ ณ ทางเข้าหมู่บ้าน
ชาวบ้านที่กำลังเดินกลับจากนาต่างพากันมองชายร่างผอมที่ลากซากงูตัวใหญ่เดินโซซัดโซเซเข้ามา บางคนทำหน้าตื่นใ บางคนซุบซิบ
"นั่นหลี่หยางไม่ใช่รึ? มันไปจับงูเกล็ดเขียวมาได้ยังไง?" "คงจะไปเจอซากมันตายเองกระมัง คนอ่อนแออย่างมันน่ะหรือจะล่าสัตว์ร้ายได้"
เทียนิได้ยินทุกคำ แต่เขาไม่สนใจ ราชสีห์ย่อมไม่ใส่ใจเสียงเห่าหอนของสุนัข เขาเดินตรงดิ่งกลับไปยังกระท่อมปลายนา
ทันทีที่ถึงหน้าบ้าน เขาเห็นฟางเหนียงกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย พอเห็นสามีเดินกลับมา นางก็รีบวิ่งเข้ามาหา น้ำตาอาบแก้ม
"ท่านพี่! ท่านหายไปไหนมา? ข้ากลับมาไม่เจอท่าน นึกว่าเ้าหนี้พวกนั้น..."
นางชะงักเมื่อเห็นซากงูตัวเขื่องที่เขาถืออยู่
"นี่มัน..."
"อาหารเย็น" เทียนิตอบสั้นๆ โยนงูลงพื้น "แล้วพรุ่งนี้... เอาหนังกับเนื้อบางส่วนไปขายในเมือง ส่วนที่เหลือเก็บไว้บำรุงเ้ากับลูก"
เสี่ยวเป่าชะโงกหน้าออกมาจากประตู ตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นงู
"ท่านพ่อ! ท่านพ่อจับัดินได้!"
เทียนิมองดูภรรยาและลูกชายที่มองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... จากความสงสารกลายเป็ความทึ่ง
"อย่าเพิ่งดีใจไป" เทียนิเอ่ยเสียงเรียบ ขณะเดินผ่านนางเข้าไปในบ้าน "รีบต้มงูนี่ซะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว... อ้อ เก็บดีงูไว้ให้ข้าด้วย ข้ากินไปแล้วอันหนึ่ง แต่อีกอันที่อยู่ในท้องมันน่าจะยังอยู่" (งูบางชนิดในจักรวาลนิยายจีนอาจมีดีพิเศษ หรือเขาอาจหมายถึงส่วนอื่นที่เป็ยา)
แก้ไข: งูมีดีอันเดียว เขาพูดยอกย้อน "ช่างเถอะ ข้ากินส่วนที่ดีที่สุดไปแล้ว ที่เหลือพวกเ้ากินให้หมด ห้ามเหลือทิ้งแม้แต่กระดูก"
คืนนั้น กลิ่นหอมของต้มยำเนื้องู (หรือแกงจืดสมุนไพรแบบจีน) ลอยฟุ้งไปทั่วกระท่อมผุพัง เป็มื้ออาหารที่มีเนื้อสัตว์มื้อแรกในรอบหลายเดือนของครอบครัวหลี่
เทียนินั่งมองลูกชายที่เคี้ยวเนื้องูตุ้ยๆ จนแก้มป่อง และภรรยาที่คอยคีบเนื้อใส่ชามให้เขาโดยไม่ยอมกินเอง
"กินซะ" เทียนิคีบเนื้อชิ้นใหญ่ใส่ชามนาง "ถ้าเ้าล้มป่วยไปอีกคน ใครจะรับใช้ข้า"
คำพูดดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวแบบจอมมาร แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม ฟางเหนียงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มทั้งน้ำตา
ขณะที่ครอบครัวกำลังมีความสุขเล็กๆ เทียนิกลับลอบกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ พลังจากดีงูเริ่มหมดฤทธิ์แล้ว
'เงิน 8 ตำลึง... งูตัวนี้ขายได้อย่างมากก็ 500 อีแปะ (ครึ่งตำลึง) ยังห่างไกลนัก'
สายตาของเขาจ้องมองไปที่ความมืดนอกหน้าต่าง
'พรุ่งนี้... ข้าต้องหาเหยื่อที่ใหญ่กว่าเดิม