ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่391 โทสะของชายชรา

"พวกเจ้าหยุด ก่อนอย่าพึ่งไปไหน ตราบใดที่พวกเรายังไม่เห็นใบหน้าชายหนุ่มอัปลักษณ์ พวกเจ้าจะไปไหนไม่ได้"


 

           หมู่ชนที่เข้าไปแสวงหาโชคลาภภายใน มิติ หุบเหวสวรรค์ ครั้นได้ยิน พวกเขามีสีหน้าไม่พอใจในทันที ยามนี้พวกเขาอยากจะพักผ่อนใจจะขาดไม่คิดว่าจะมีกลุ่มคน มาขัดขวางพวกเขาเสียนี่ ทว่าพวกเขาหรือจะกล้าต่อล้อต่อเถียงกับผู้อาวุโส ขั้นเทพสวรรค์ ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความจำยอม ถอดถอนใจไม่น้อย


 

           จู่ๆ ชายหนุ่มที่สวมชุดคลุมดำ ดูก็รู้ว่าเขาเป็นคนของกลุ่มนักฆ่า เปิดปากเอ่ยพูดขึ้นมาในทันที มันจึงทำให้หมู่ชนไม่น้อยประหลาดใจในความโอหังของเขา "พวกท่านก็เห็นแล้วนี่ว่าเขาไม่อยู่ ภายในกลุ่มของพวกเรา ไม่แน่คนที่พวกท่านตามหา มันอาจจะตายภายในมิติ หุบเหวสวรรค์ ไปแล้วก็เป็นได้"

 


   ซีเผิงเองก็กล่าวคำพูด เสริมขึ้นมาในทันที "ใช่ๆ ไม่แน่มันอาจจะตกมิติ ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวตายตกไปแล้วก็เป็นได้"


 

           เหล่าผู้อาวุโส ที่ยืนตระหง่านค้ำฟ้า ราวกับเสาทั้ง4ทิศทาง แผ่ซ่านปราณพลังขั้นเทพสวรรค์ออกมาอย่างไม่มีปิดบัง ปราณพลังเอ่อล้นออกมาจนท่วมท้นท้องฟ้า รอบๆ สั่นไหวไม่หยุดหมู่เมฆกระจัดกระจายไปทั่วทิศ นำพาให้ผู้คนโดยรอบต่างรู้สึกถึงแรงกดดันที่หนักอึ้ง แม้พวกเขาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้อาวุโส แต่ใบหน้ายังคงหนุ่มแน่น อายุราวๆ 80-100ปี หมู่ชนที่สบตาพวกเขาต่างกายาสั่นเทิ้ม



           ก่อนผู้อาวุโสท่านหนึ่ง จะส่งคำพูดลงไปให้เหล่าอนุชนที่อยู่เบื้องล่าง ไม่คิดปล่อยหนูโสโครกให้รอดพ้นสายตา ออกไปได้ "พวกเจ้าช่างโอหังนัก หยุดโต้เถียงได้แล้ว โดยเฉพาะเจ้าช่างใจกล้าห่อฟ้านัก ถึงกับกล้าต่อล้อต่อเถียงกับพวกเรา เหล่าผู้อาวุโสเลยงั้นหรือ เปิดผ้าคลุมใบหน้าของเจ้าออกเสีย แล้วเผยตัวตนของเจ้ามา หากไม่เปิดเผยใบหน้าออกมา ไม่ว่าหน้าไหนก็ไม่สามารถออกไปจาก ลานกว้างแห่งนี้ไปได้"


 

            ครั้นหลายๆ คนได้ยินก็ต่างกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ ไม่คิดว่าเหล่าผู้อาวุโส4สำนักใหญ่จะไม่ปล่อยผ่านเรื่องต่างๆ ไปโดยง่าย แถมกลุ่มคนที่ปกปิดตัวตนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกลุ่มนักฆ่า หากให้พวกเขาเปิดใบหน้าสู่สาธารณชน พวกเขายังจะเป็นนักฆ่าแห่งรัตติกาล ได้อีกอย่างนั้นหรือ


 

           อี้เฉินที่ต่อล้อต่อเถียงกับผู้อาวุโสทั้ง4 เขามีใบหน้าที่มืดทะมึนในทันที "ท่านผู้อาวุโส ท่านคิดดีแล้วงั้นหรือ ที่จะเปิดเผย ตัวตนของนักฆ่าเฉกเช่นพวกเรา" คำพูดของอี้เฉินประหนึ่งเป็นคำข่มขู่ วันดีคืนดีพวกเขากลุ่มนักฆ่าอาจไปเคาะประตูจวนของพวกเขาก็เป็นได้ กลุ่มนักฆ่าหลาย10คนพวกเขาก็ต่างพยักหน้าให้กับคำพูดของอี้เฉิน หากตัวตนของพวกเขาเปิดเผย วันหน้าพวกเขาจะทำงานยากลำบาก จึงไม่ยินยอมที่จะเปิดเผยตัวตน

 


          "เจ้า! เจ้า!ช่างโอหังนัก" ก่อนผู้อาวุโส จะสะบัดฝ่ามือออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด ครั้นนึกถึงกลุ่มคนในเงามืดขึ้นมามันก็ทำให้กายาของพวกเขาหนาวสั่น แต่อย่างไรก็ไม่อาจปล่อยหนูโสโครก ให้หนีรอดพ้นไปได้


 

          เหล่าผู้อาวุโสชราเจ้าสำนักต่างๆ ประหลาดใจไม่น้อย ครั้นเห็นคำพูดคำจาของ ชายหนุ่มนักฆ่าผู้นี้ พูดจาต่อล้อต่อเถียงเก่งใช่ย่อย ก่อนเอ่ยสั่งการออกมา "พวกเจ้าเปิดเผยตัวตนออกมาให้พวกเราตรวจสอบเสีย หากไม่ใช่คนผู้นั้นพวกเจ้าสามารถไปจากสถานที่แห่งนี้ได้เลย ไม่มีแม้ผู้ใดกล้าขัดขวางพวกเจ้า  ข้าให้คำมั่นสัญญา"


 

          ครั้นเหล่านักฆ่าได้ยินน้ำเสียงของเจ้าสำนักชรา ขั้นพลังเซียนสวรรค์ ใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น กายาสั่นเทาในทันที กลุ่มนักฆ่าค่อยๆ เปิดเผยใบหน้าช้าๆ แม้แต่อี้เฉินกับ ซีเผิง ยังต้องทำตามไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


 

          ทว่าซีเผิง เขาในยามนี้เป็นห่วงอี้เฉินเป็นอย่างมาก กลัวว่าอี้เฉินจะถูกจับได้ แต่เมื่อเห็นใบหน้ารูปไข่เรียวเล็กหล่อเหลา ค่อยๆ ถูกเปิดเผยขึ้นมาสู่สายตาผู้คน มันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา แต่ก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ครั้นเห็นผมสีดำขลับ อี้เฉินปลิวไสวไปตามสายลม

 


         อี้เฉินเขาที่สำแดงวิชาพรางตัวของเจ้าสมิงน้อย เปลี่ยนแปลงสีผมจนเป็นสีดำไปชั่วขณะ ทว่าเมื่อสายตาของหมู่ชน จับจ้องมาที่ตัวเขาตรวจสอบกายาเขา อย่างเพ่งพิจารณา มันก็ทำให้กายาอี้เฉินขนลุกซู่ โดยเฉพาะสายตาของเหล่าเจ้าสำนักชรา ประหนึ่งมีดที่แหลมคมพุ่งเสียบแทงกายาเขา


 

           "หืม!! เหตุใดข้าถึงคุ้นใบหน้าไอ้เจ้าหมอนี้ชอบกล" ทว่ากลับมีหลายคนคุ้นเคยใบหน้าอี้เฉิน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยเห็นใบหน้าอี้เฉินในโลกปราณจิต พวกเขาไม่คาดคิดว่าคนที่ได้ชื่อว่า ตายตกไปแล้วภายในโลกปราณจิต จะมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้อีกครา ความตะขิดตะขวงใจ จึงลดน้อยจนแทบลืมเลือนอี้เฉินไปเสียแล้ว หลงเหลือความคุ้นเคยบางอย่างไว้ ครั้นเห็นใบหน้ารูปไข่เรียวเล็ก หล่อเหลา ของชายหนุ่ม ผมดำสยาย ยาวประบ่า ปลิวไสวโยกย้ายไปตามสายลม แม้แต่เหล่าองค์หญิง ยังอมยิ้มน้อยๆ ออกมาจากเสน่ห์ ที่น่าดึงดูดของชายหนุ่มผู้นี้

 


ทว่าก็มีบางคนจดจำใบหน้าอี้เฉินไม่มีวันลืมอย่างพวก หาญเจีย เหยียนเซียว กวนซี ซูเซอ ที่เคยปะทะกับอี้เฉินภายในโลกปราณจิต ครั้นเห็นใบหน้าอี้เฉิน หัวสมองพวกเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง "เหตุใดข้าถึงคุ้นเคยไอ้ใบหน้าโอหังนี้ เสียเหลือเกิน"

 


             เยว่ชิงเซียนที่ได้ยินหมู่ชนพูดคุยออกมาไม่ขาด นางเปิดเปลือกตา ออกไปสำรวจกลุ่มคนที่ถูกตรวจสอบเป็นกลุ่มแรกในทันที ทว่าเมื่อนางเห็น ใบหน้าอี้เฉิน แสงประกายในกรอบสายตาก็วูบไหวในฉับพลัน ยกฝ่ามือขึ้นมาป้องปาก ด้วยความตกใจ เกือบจะเผลอหลุดพูดออกมา 'นี่ เจ้า! ยังไม่ตายอีกงั้นหรือ แถมยังใจกล้าเดินออกมาประตูหน้า โดยไม่มีท่าทีหวาดเกรง'

 


เหล่าผู้อาวุโส ครั้นตรวจสอบเสร็จสิ้นเมื่อพวกเขาพยักหน้าให้กันก็ปล่อยกลุ่มคนพวกนี้ออกไปในทันที "พวกเจ้าไปได้" ก่อนพวกเขาจะถอนหายใจออกมายาว ราวกับไม่เจอสิ่งที่ตามหา

 


            ครั้นอี้เฉินที่เดินผ่านกลุ่มของเยว่ชิงเซียน เตรียมที่จะออกไปจากลานกว้างแห่งนี้ อี้เฉินยิ้มน้อยๆ แฝงด้วยสายตาหยอกเย้า ก่อนจะละสายตาไม่ปรายตามองนางอีกต่อไป เมื่อย่างก้าวเดินออกไปภายนอกลานกว้างได้ อี้เฉินกับ ซีเผิงก็พุ่งปราดเข้าไปใจกลางเมืองหุบเขาเทพสวรรค์บรรพกาลในทันที ชนิดที่ใช้ความเร็วสุดกำลัง หมายมั่นจะเข้าไปใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย

 


           เมื่อผ่านไปหลายชั่วอึดใจ ภาพใบหน้าของอี้เฉินก็ยังไม่จางหายไปจากความคิดของพวกเขา ก่อนจะนึกถึงภาพทับซ้อน ชายหนุ่มที่พวกเขาพบเจอภายในโลกปราณจิต เส้นผมสีขาวโพลน ก่อนกล่าวคำพูดขึ้นมาด้วยความกราดเกรี้ยว "ข้าจำมันได้แล้ว ต้องใช่มันแน่ๆ ชายหนุ่มดินแดนเบื้องล่าง ที่เคยไปป่วนภายในโลกปราณจิต ข้านึกว่ามันตายไปแล้วเสียอีก เหตุใดมันมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ได้" ซูเซอศาลาซากศพ กล่าวคำพูดออกมาด้วยความเดือดดาล ทว่าไอ้เส้นผมสีดำขลับ มันทำให้เขาไขว้เขวไม่น้อย

 


เหล่าผู้อาวุโสครั้นได้ยินพวกเขาต่าง มีสีหน้าที่บูดบึ้ง "เจ้าว่าเช่นไรนะซูเซอ เขาเป็นคนดินแดนเบื้องล่างอย่างนั้นหรือ"

 


           ซูเซอ พยักหน้ารับ กล่าวคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ฉับพลันโดยรอบก็เต็มไปด้วยอายความโกรธเกรี้ยว ของผู้สูงศักดิ์ แม้แต่เหล่าเจ้าสำนักชราหลายๆ คนยังมีใบหน้าบึ้งตึงคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น ไม่คิดกลุ่มคนที่พวกเขาดูถูกดูแคลน จะขึ้นมาเหยียบหัวพวกเขาไปเฉกเช่นนี้ แม้แต่องค์ชายชิงไป๋ยี่ ริมฝีปากยังกระอักเลือดออกมา ครั้นจดจำใบหน้าอี้เฉินได้ ไม่คิดคนที่เขาสั่งให้หมอบคลาน ราวกับสิ่งไร้ค่าในยามก่อน ในยามนี้จะสามารถขึ้นมาเหยียบหัวเขาได้

 


          องค์ชาย ซือจงเทียน เขาเองก็กล่าวขึ้นมาเช่นกันด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าคำพูดของเขาราวกับระเบิดลูกใหญ่ "อ๊ากๆ หากมันเป็นชายหนุ่มอัปลักษณ์ จริงฆ่าจะสังหารมัน ยามนี้มันมีกระดูกศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอยู่ในกาย"

 


"องค์ชาย ซือจงเทียน ที่ท่านกล่าวมาเรื่องจริงหรือ?" ฉับพลันโดยรอบก็เต็มไปด้วยอายความโกรธเกรี้ยว ของผู้สูงศักดิ์ แม้แต่เหล่าเจ้าสำนักชราหลายๆ คนยังมีใบหน้าบึ้งตึงคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น



          "เจ้า เจ้าถึงกับกล้าปั่นหัวพวกเราเหล่าเจ้าสำนักชราเลยงั้นหรือ" จู่ๆ หุบเขาเทพบรรพกาลก็สั่นไหวขึ้นมาไม่หยุด ประหนึ่งแผ่นดินจะถล่มฟ้าดินจะทลาย มิติ โดยรอบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จากปราณพลังเซียนสวรรค์ของเจ้าสำนักทั้งหลายที่โกรธเกรี้ยว แผ่ซ่านปราณพลังออกมาทะลักทลาย ปกคลุมไปทั่วหุบเขาเทพบรรพกาล ค่ายกลป้องกันทำงานในฉับพลัน หมู่ชนไม่น้อยต่างร่างสั่นเทิ้มกองลงกับพื้น ด้วยความหวาดกลัว

 


          ฉับพลันที่พวกเขาพุ่งปราดตามไล่ล่าอี้เฉิน มิติโดยรอบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ เสียง"ปัง"ดังออกมาเป็นระลอกคลื่น

 


แม้แต่อี้เฉินกับซีเผิงที่เข้าไปใช้ค่ายกล ภายในหอสมุดยังรู้สึกถึงความโกรธเกรี้ยวของเหล่าเจ้าสำนัก รอบๆ ที่พวกเขาอยู่สั่นไหวไม่หยุด มาพร้อมเสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังออกมากึกก้อง ทว่าก็ช้าเกินไปอี้เฉินกับซีเผิงถูกส่งตัวออกไปจากหุบเขาเทพบรรพกาลเรียบร้อย

 


           บรรพบุรุษซวนซี แห่งหุบเขาเทพบรรพกาล ครั้นเห็นว่าเมืองหุบเขาเทพบรรพกาล เกิดความวุ่นวายครั้นใหญ่ เขาถึงกับต้องออกจากการปิดขั้นพลัง มาเอ่ยเตือนเหล่าสำนักน้อยใหญ่ ไม่ให้เหิมเกริม ยังสถานที่แห่งนี้ มันไม่ใช่สถานที่เด็กเล่น ที่จะข้ามหัวชายชราแก่ผู้นี้ไปได้

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน