เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 116 มนุษย์สามประเภท

            ขณะเดินอยู่ภายในสำนักเทียนอี้ หลินเฟิงพบว่าท่ามกลางเหล่าผู้คนมีบางคนที่มีนิสัยเหมือนกัน ในขณะที่บางคนจะมีนิสัยที่แตกต่างออกไป

            อย่างเช่นหลินเฟิงเคยเจอหญิงสาวคนหนึ่งมีใบหน้ายิ้มแย้มสดใสและมีเสน่ห์เหลือล้นแต่ในรอยยิ้มเหล่านั้นกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเยือกเย็นมันช่างน่ากลัวเป็นอย่างมาก

            และในตอนนี้หลินเฟิงได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง เขามีกลิ่นอายที่เยือกเย็นและเขาดูชั่วร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ

            “เจ้าเห็นอะไรหรือ?” เวิ่นอ้าวเสวี่ยถามเมื่อเห็นสายตาประหลาดใจของหลินเฟิง

            “ลมปราณที่พวกเขาปล่อยออกมา มันค่อนข้างจะ… พิเศษ” หลินเฟิงตอบกลับเสียงเบา ไม่ใช่แค่หลินเฟิงเท่านั้นที่รู้สึกแบบนี้กระทั่งจิ้งหยุนและต้วนเฟิงเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันพวกเขาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของหลินเฟิง

            “เจ้าพูดถูก มันค่อนข้างจะพิเศษจริงๆ นั่นแหละนี่เป็นเพราะว่าพลังของพวกเขาอ่อนแอเกินไปไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกพวกเจ้าสังเกตเห็นอย่างง่ายดาย”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย มือเรียวขาวราวกับผู้หญิงชี้ไปที่ทางหนึ่งพลางกล่าวว่า “ในสำนักเทียนอี้มีผู้คนอยู่สามประเภท นี่เป็นปัญหาที่พวกเจ้าต้องเผชิญกับมันในอนาคตพวกเจ้าคิดว่าตัวเองคนประเภทไหนกันล่ะ? ข้าจะได้พาไปถูกที่”

            “ผู้คนสามประเภท?” ดวงตาของหลินเฟิงสว่างวูบขึ้นมาแล้วถามว่า “อะไรคือผู้คนสามประเภท?”

            “แม้อยู่ในทะเลทราย แต่พวกเขาก็จะรบทัพจับศึกโดยไม่หวาดหวั่นจนกว่าทะเลทรายจะชโลมไปด้วยเลือดสามารถบัญชาการทหารนับสิบหมื่น ใช้ความกล้าหาญในการเข่นฆ่าศัตรูและบั่นหัวแม่ทัพของมันจนสิ้น นี่คือประเภทแรก”

            “แม่ทัพ” หลินเฟิงประหลาดใจเล็กน้อยคนประเภทแรกของสำนักเทียนอี้ก็คือแม่ทัพ นอกจากนี้ยังเป็นแม่ทัพที่ทรงพลังมีความกล้าหาญและเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา

            “ประเภทที่สอง เป็นพวกกุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง สามารถบัญชาการทหารและควบคุมทุกอย่างในเงามืด นอกจากนี้ยังคอยกำจัดผู้มีพรสวรรค์ของศัตรู”

             “ขุนนาง!” รูม่านตาของหลินเฟิงพลันหดลงคนประเภทนี้จะต้องเป็นพวกชนชั้นปกครอง

            “แล้วประเภทที่สามล่ะ?” หลินเฟิงถามอย่างสงสัยศิษย์สองประเภทแรกที่สำนักเทียนอี้อบรมจะต้องเป็นแม่ทัพกับขุนนางอย่างแน่นอน ในใจของหลินเฟิงเกิดรู้สึกแปลกใจขึ้นมา

            “ประเภทที่สาม เดินทางผ่านสายลมท่องไปในเมฆหมอก คนประเภทนี้อันตรายและลึกลับเป็นที่สุดยามมีชีวิตจะไม่ปรากฏกายออกมาให้เห็น แต่ในยามไร้ชีวิตพวกเขาจะปรากฏตัวออกมา”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยตาเป็นประกายขึ้นมาขณะที่อธิบายอย่างช้าๆทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของหลินเฟิงก็เบิกกว้างขึ้นมาที่แท้ประเภทที่สามก็คือ… นักฆ่า!

            “คนที่อยู่เบื้องหลังของสำนักเทียนอี้เป็นใครกัน?”

            หลินเฟิงเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ ด้านนอกมีแม่ทัพด้านในมีขุนนางกำลังเสริมเป็นนักฆ่า เมื่อคนทั้งสามประเภทนี้มารวมตัวกันก็สามารถควบคุมหรือปกครองอาณาจักรได้

            ใครกันที่มีใจคิดการใหญ่เช่นนี้?

            “หรือว่าจะเป็นจักรพรรดิ?”

            หลินเฟิงแอบคิดในใจเงียบๆ ก่อนจะปัดข้อสงสัยนั่นทิ้งไปถ้าสำนักเทียนอี้เป็นของจักรพรรดิจริงๆแล้วทำไมถึงอนุญาตให้ต้วนเทียนหลางสร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ขึ้นมา? แต่ถ้าไม่ใช่องค์จักรพรรดิที่เป็นคนสร้าง แล้วทำไมพระองค์ถึงอนุญาตให้สถานที่ที่อันตรายเช่นนี้ดำรงอยู่?

            “ใครเป็นเจ้าสำนักเทียนอี้?”

            หลินเฟิงถามเวิ่นอ้าวเสวี่ย ทำให้เวิ่นอ้าวเสวี่ยรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา นัยน์ตาอันงดงามของเขาจ้องมองไปที่หลินเฟิงและกล่าว “ทุกคนก็อยากจะรู้เช่นกัน แต่สำนักเทียนอี้แห่งนี้มีแค่ท่านรองสำนักที่พำนักอยู่ที่นี่ ส่วนเจ้าสำนักไม่เคยปรากฏตัวออกมาให้เห็นเลยสักครั้งแต่มั่นใจได้ว่าเจ้าสำนักจะต้องเป็นคนของราชวงศ์ และยังมีฐานะที่สูงส่งอีกด้วยจุดนี้ข้าว่าเจ้าก็น่าจะเข้าใจนะ”

            หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย ต้องเป็นคนของราชวงศ์อย่างไม่ต้องสงสัยบางทีสำนักเทียนอี้แห่งนี้ก็อาจจะคอยรับใช้ราชวงศ์

            “นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม สำนักแห่งนี้ไม่เปิดรับคนทั่วไป และมีเพียงแค่คนที่ได้รับจดหมายแนะนำเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าที่นี่พวกลูกหลานชนชั้นสูงส่วนใหญ่ต่างก็อยากเข้ามาเรียนที่นี่ เพราะพวกเขาก็รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของสำนักแห่งนี้ อ่า… ที่ข้าจะพูดก็คือ เจ้าจะไม่ผิดหวังที่ได้เข้าเรียนที่นี่”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าว หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย

            “โอ้ จริงสิ เจ้าอาจจะรู้จักชื่อของข้าแล้วแต่ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย”

            “หลินเฟิง”

            “หลินเฟิงหรือ เป็นชื่อที่ดี” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวต่อไปว่า “คนสามประเภทที่ข้าได้แนะนำไปเมื่อครู่ โดยปกติแล้วพวกลูกหลานชนชั้นสูงจะเลือกประเภทที่สองเช่นเดียวกับผู้อาวุโสของตระกูลพวกเขา พวกเขาชอบอยู่เบื้องหลังมากกว่าเพราะพวกนี้สามารถเรียกลมเรียกฝนได้ตามใจ แน่นอนว่าในหมู่คนธรรมดาก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกประเภทที่สองแต่ว่าพวกเขาค่อนข้างจะลำบากมาก”

            “ถ้าเป็นชายหนุ่มเลือดร้อนจะเลือกประเภทแรก ส่วนประเภทที่สามมีคนเลือกน้อยที่สุดพวกเขาต้องอยู่ในเงามืดและพยายามทำตัวให้ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ทุกเรื่องที่พวกเขาทำกลับอันตรายยิ่งกว่าคนประเภทแรกเสียอีก”

            หลินเฟิงตั้งใจฟังในสิ่งที่เวิ่นอ้าวเสวี่ยพูดคนธรรมดาที่อยากก้าวเข้าสู่สังคมชนชั้นสูง จะต้องผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี่ ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดามาก หากคิดจะกลายเป็นพวกเขาก็จำเป็นต้องมีเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราว และเนื่องจากว่าพวกเขาไม่มีเบื้องหลังคอยหนุนทำให้ยากที่จะแทรกเข้าไปอยู่ในชนชั้นสูงได้

            ส่วนนักฆ่า มีคนจำนวนน้อยมากที่ยอมเป็นนักฆ่าเพราะคนประเภทนี้เสี่ยงตายมากที่สุด

            “แน่นอนว่าทางเลือกของพวกเขาขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และจิตวิญญาณของพวกเขา และไม่ว่าคนของสำนักเทียนอี้จะเลือกทางไหน พลังคือสิ่งสำคัญที่สุด หากไร้ซึ่งพลัง ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงธาตุอากาศเพราะในโลกของผู้ฝึกยุทธ์นั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังแล้ว กลอุบายใดๆ ก็ล้วนไร้ความหมาย ”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยมองไปที่หลินเฟิงและถามว่า “หลินเฟิงเจ้าต้องคิดดีๆ นะ ว่าเจ้าอยากจะเป็นประเภทไหน?”

            “ประเภทแรก”

            หลินเฟิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว ถ้ามีให้เลือกแค่สามประเภทเขาจะเลือกประเภทแรกอย่างไม่ลังเล

            ประเภทที่สองเป็นพวกชักใยอยู่เบื้องหลังคนพวกนี้จะต้องเป็นพวกปากหวานก้นเปรี้ยว ซึ่งเขาไม่ชอบ ส่วนนักฆ่าก็ไม่ใช่แนวทางของหลินเฟิงดังนั้นสิ่งที่ใกล้เคียงกับตัวเขามากที่สุดก็คงจะเป็นประเภทแรก

            “คนประเภทแรก ต้องเป็นพวกเลือดร้อน กล้าหาญและจงรักภักดี”

            “เลือดร้อนและกล้าหาญมันไม่มีปัญหาสำหรับข้า แต่จงรักภักดี? ภักดีต่อใคร?”

            หลินเฟิงถามเวิ่นอ้าวเสวี่ยอย่างมีเลศนัย

            “อย่ามองข้าแบบนั้น ข้าก็ไม่รู้” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกะพริบตาถี่ๆพลางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน

            “หลินเฟิง ข้าจะพาเจ้าไปยังสถานที่ที่เจ้าเลือก”

            “แล้วเจ้าล่ะ? เจ้ายังไม่ได้บอกประเภทที่เจ้าเลือกเลย?”

            หลินเฟิงถามเวิ่นอ้าวเสวี่ย คนคนนี้ดูสง่างามและน่าหลงใหลเหมือนปีศาจ บนร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูงแต่กลับไม่มีท่าทางยโสโอหังเหมือนลูกหลานคนชนชั้นสูงคนอื่นๆ

            “ในความรู้สึกของเจ้า คิดว่าข้าเป็นคนประเภทไหน?”

            “ประเภทที่สาม”

            หลินเฟิงตอบกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลทำให้เวิ่นอ้าวเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาและไม่พูดอะไร  

            “ต้วนเฟิงแล้วเจ้าล่ะ? เจ้าอยากเป็นคนประเภทไหน?”

            หลินเฟิงหันหน้าไปถามต้วนเฟิง เขาย่อมไม่ลืมว่าเดิมทีที่มาที่นี่ก็เพื่อมาส่งต้วนเฟิงเข้าสำนักเทียนอี้ แต่ไปๆ มาๆกลับกลายเป็นว่าเขาได้จับพลัดจับผลูเข้าร่วมสำนักเทียนอี้ไปด้วย

            “ข้า?” ต้วนเฟิงกล่าวขณะยิ้ม “ข้าเลือกเหมือนพี่หลินเฟิง เป็นคนประเภทแรก”

            “ยอดเยี่ยม ถ้างั้นก็ไปด้วยกันเถอะ” หลินเฟิงยิ้มน้อยๆ

            หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็มาถึงลานขนาดใหญ่ซึ่งมีฝูงชนยืนอยู่ที่นั่นจำนวนไม่น้อย และด้านหน้าของฝูงชนเหล่านี้ก็มีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งอยู่ ซึ่งด้านหน้าของเงาร่างนั้นก็มีพิณกู่ฉินวางไว้

            “ถ้าเจ้าอยากจะเป็นคนประเภทแรก ก็ต้องผ่านการทดสอบเสียก่อนและใครที่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้จะได้รับการยอมรับจากอาจารย์และถูกอบรมให้กลายเป็นคนประเภทแรก”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยอธิบายให้หลินเฟิงฟัง

            ดวงตาของหลินเฟิงสั่นระริก แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อประเภทแรกยังต้องผ่านการทดสอบพิเศษแล้วอีกสองประเภทล่ะ? ต้องผ่านการทดสอบไหม?”

            “ประเภทที่สองไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบใดๆแต่ประเภทที่สามต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน และต้องผ่านการทดสอบให้ได้ถึง 3 รอบ”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยหัวเราะออกมาทำให้หลินเฟิงประหลาดใจอยู่ชั่วครู่ ทั้งๆ ที่นักฆ่ามีคนสนใจน้อยที่สุดแต่กลับมีบททดสอบที่ยากที่สุด

            ส่วนประเภทที่สอง กลับเป็นประเภทที่เข้าง่ายที่สุด

            ในลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสนอกจากจะมีศิษย์ใหม่แล้วยังมีศิษย์เก่ายืนอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเวิ่นอ้าวเสวี่ยส่งยิ้มให้และเดินเข้ามาหาก็ทำสีหน้าเหมือนเห็นผีขึ้นมา ดวงตาของพวกเขาฉายแววตื่นตระหนก

            และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือ ตอนที่เวิ่นอ้าวเสวี่ยเดินผ่านพวกเขาก็จะหลีกทางให้ราวกับว่าพวกเขากำลังกลัวเวิ่นอ้าวเสวี่ย!

            เมื่อเห็นฉากนี้ หลินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจขึ้นมา!