ทิงเสวี่ยเห็นหวังอวิ๋นกำลังพลิกดูหนังสือนิทานภาพที่เธอให้ด้วยความสนอกสนใจ จึงเริ่มอธิบายเรื่องราวให้ฟังอย่างใจเย็น น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา หวังอวิ๋นตัวน้อยก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ในขณะนั้นเอง ฉินหยวนเฟิงและหวังหย่าจิ้งก็ก้าวเข้ามา พร้อมด้วยเด็กสาวหน้าตาน่ารักอีกสองคนที่เดินตามหลังมา แม้จะไม่ได้พบกันนาน แต่ทิงเสวี่ยก็ยังจำพวกเธอได้ในทันที... สองพี่น้อง ซูชิงชิงและซูซานซาน
สองพี่น้องดอกไม้งามคู่นี้เป็นหลานสาวคนโตของบ้านตระกูลซู และเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉินหยวนเฟิงและหวังหย่าจิ้ง ปีก่อนตอนที่ทิงเสวี่ยไปพักบ้านตระกูลซูอยู่หลายวัน ก็เคยแวะไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของพวกเธอ
“ทิงเสวี่ย จำพวกเธอได้ไหม” ฉินหยวนเฟิงชี้ไปยังสองพี่น้องตระกูลซู
ทิงเสวี่ยตอบทันที “จำได้แน่นอน คนนี้คือซูชิงชิง ปีนี้เรียน ม. 2 ส่วนคนนี้คือซูซานซาน อายุเท่าฉันพอดี”
สองพี่น้องตระกูลซูยิ้มให้ทิงเสวี่ย ซูซานซานเอ่ยปากก่อน “ความจำเธอดีจริงๆ นะเนี่ย ไม่ใช่แค่จำชื่อพวกเราได้ แต่ยังจำอายุได้อีกด้วย”
ทิงเสวี่ยเชิดหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้ว ความจำฉันน่ะเป็นเลิศ”
ฉินหยวนเฟิงเหลือบมอง “แหม ขี้โม้จริงๆ เลยนะ จะให้ฉันไปต้อนวัวมาให้เธอเป่าเล่นทั้งคอกเลยไหม”
ทิงเสวี่ยตวัดสายตากลับ “ทำไมล่ะ ไม่พอใจเหรอ งั้นมาแข่งกันไหมล่ะว่าใครความจำดีกว่า”
ฉินหยวนเฟิงถึงกับพูดไม่ออก
“งั้นก็แข่งกันเลยสิ” ซูซานซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว ท่าทางชอบดูเรื่องสนุกเป็นทุนเดิม
ซูเจียหนิงซึ่งกำลังสอนหลินหงจวินทำหนังสติ๊กอยู่ใกล้ๆ รีบเข้ามาร่วมวง “ใช่ๆ แข่งกันเลย”
หวังหย่าจิ้งเองก็ไม่พลาดที่จะผสมโรงด้วย แม้แต่หวังฮุ่ยกับหลินหงเหมยที่กำลังเล่นตั้งเตอยู่ไม่ไกล ก็ยังพากันวิ่งมามุงดู
ทิงเสวี่ยกอดอกเชิดหน้า “หึ พวกเธออยากให้แข่ง เราก็จะไม่แข่ง! ต่อให้จะแข่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ตอนนี้สิ ต้องดูกันยาวๆ ไว้รอดูผลการเรียนของฉันกับฉินหยวนเฟิงในอนาคตดีกว่า”
ฉินหยวนเฟิงโล่งอก เขาไม่ได้สนใจจะแข่งขันอะไรไร้สาระแบบนี้เลย ที่จริงเขากลัวอยู่เหมือนกันว่าทิงเสวี่ยจะเฮตามหวังหย่าจิ้งกับคนอื่นๆ แล้วลากเขาไปแข่งความจำด้วยจริงๆ เรื่องความจำมันมีอะไรน่าแข่งกันนักหนา
ว่าแล้วทิงเสวี่ยก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน แล้วอุ้มห่อขนมกองใหญ่ออกมา เด็กๆ ต่างนั่งล้อมวงกันที่ลานบ้าน แบ่งขนมกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
หลินชุ่ยอิงซึ่งกำลังวุ่นอยู่ในครัว ได้ยินเสียงเอะอะครึกครื้นที่ลานบ้านจึงรีบออกมาดู พอเห็นสองพี่น้องตระกูลซูก็อดประหลาดใจไม่ได้ “อ้าว ชิงชิง ซานซาน พวกหนูมากันได้ยังไงจ๊ะ”
ซูซานซานตอบอย่างกระตือรือร้น “หนูกับพี่สาวตามพี่หยวนเฟิงกับพี่หย่าจิ้งมาเล่นกับทิงเสวี่ยค่ะ ไม่คิดว่าย่าสามกับพี่เจียหนิงจะอยู่ที่นี่ด้วย”
หลินชุ่ยอิงจึงเข้าใจทันที คงเป็นเพราะสองพี่น้องตามหวังซิ่วเจวียน กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่หมู่บ้านต้าเหอนั่นเอง เมื่อเห็นเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน เธอก็ไม่เข้าไปรบกวน ปล่อยให้พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกัน
เพียงไม่นาน เด็กๆ ก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น
หวังหย่าจิ้งมองซ้ายมองขวา แต่ไม่เห็นหลินฉางจื้อ คู่ปรับตลอดกาลของเธอ จึงเอ่ยถามขึ้น “เจ้าหลานชายหายไปไหนแล้วล่ะ”
“เจ้าหลานชายไปเยี่ยมญาติกับแม่เขาน่ะสิ” ทิงเสวี่ยแซว “นี่หย่าจิ้ง ไม่เจอกันไม่กี่ชั่วโมงเอง คิดถึงเจ้าหลานชายแล้วเหรอ”
หวังหย่าจิ้งเบ้ปาก “เชอะ! ใครจะไปคิดถึงเขากัน”
ท่าทางนั้นชัดเจนว่าปากไม่ตรงกับใจ ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าความรู้สึกของหวังหย่าจิ้งที่มีต่อหลินฉางจื้อนั้นเป็นเพียงความผูกพันใสๆ แบบเด็กๆ แต่เธอก็อดสัมผัสไม่ได้ถึงบรรยากาศกุ๊กกิ๊กที่ดูจะเกินวัยของพวกเขาทั้งคู่อยู่ดี
หลังจากกินขนมกันไปได้สักพัก บทสนทนาก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่องผลการสอบ
หวังหย่าจิ้งเปิดประเด็นก่อนด้วยความภาคภูมิใจ “สอบปลายภาคครั้งนี้ ฉันได้ที่หนึ่งของระดับชั้นเลยนะ แถมยังได้รางวัลนักเรียนสามดีด้วย” แล้วเธอก็เสริมต่อ “พี่หยวนเฟิงก็ได้ที่หนึ่งเหมือนกัน ภาษาจีนฉันสูงกว่าเขาสามคะแนน แต่คณิตศาสตร์เขาสอบได้เต็มร้อย ส่วนฉันไม่ได้เต็ม”
ซูซานซานอุทาน “พวกเธอสองคนเก่งจัง ได้ที่หนึ่งตลอดเลย ครั้งนี้ฉันพยายามแทบตายกว่าจะได้ที่ห้ามาแน่ะ ทิงเสวี่ย เราอยู่ ป.2 เหมือนกันนี่นา แล้วเธอสอบเป็นไงบ้าง”
พอรู้ว่าทิงเสวี่ยก็ได้ที่หนึ่งเหมือนกัน ดวงตาของซูซานซานก็ทอประกายชื่นชม “เธอเก่งสุดๆ ไปเลย! ฉันได้ยินพี่หยวนเฟิงกับพี่หย่าจิ้งบอกว่าเธอต้องช่วยงานที่บ้านด้วยนี่นา ส่วนฉันน่ะ พ่อแม่ไม่ยอมให้ทำอะไรเลย บอกให้ตั้งใจเรียนอย่างเดียว แต่ก็ยังสอบได้ไม่ดีเท่าไหร่”
ทิงเสวี่ยเห็นซูซานซานดูท้อใจ จึงรีบปลอบ “ได้ที่ห้าก็เก่งมากแล้วนะ ฉันเชื่อว่าถ้าเธอพยายามอีกนิด ครั้งหน้าต้องได้ที่หนึ่งแน่นอน”
“ฉันจะทำได้จริงๆ เหรอ” ซูซานซานยังคงไม่มั่นใจนัก
ทิงเสวี่ยพยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ “ต้องมั่นใจในตัวเองสิ! ฉันมีคติประจำใจจะบอกเธอ... การเรียนรู้เปรียบเหมือนตะเกียง ความพยายามคือน้ำมัน ถ้าอยากให้ตะเกียงสว่าง ก็ต้องหมั่นเติมน้ำมัน!”
“ทิงเสวี่ย เธอสุดยอดไปเลย พูดจาฉะฉานเป็นหลักการขนาดนี้!” ซูซานซานยิ่งมองทิงเสวี่ยด้วยความชื่นชมมากขึ้นไปอีก
“แล้วซูเจียหนิงล่ะ สอบเป็นไงบ้าง” แม้หวังหย่าจิ้งจะเพิ่งเคยเจอซูเจียหนิง แต่ด้วยนิสัยเข้ากับคนง่าย แถมยังรู้ว่าเป็นญาติกับทิงเสวี่ยและสองพี่น้องตระกูลซู เธอจึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคนนอก
“ฉันสอบได้ไม่ดีเท่าเธอกับฉินหยวนเฟิงหรอก สองวิชาได้รวมกันร้อยเก้าสิบคะแนน ได้ที่แปดของระดับชั้น”
เดิมทีซูเจียหนิงค่อนข้างมั่นใจในผลการเรียนของตัวเอง แต่พอเจอสามอัจฉริยะที่กวาดที่หนึ่งมาเรียบ เขาก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเก่งอีกต่อไป หมู่บ้านต้าหลิ่วซู่ที่ซูเจียหนิงอาศัยอยู่ค่อนข้างใกล้ตัวอำเภอ เขาและสองพี่น้องตระกูลซูจึงเรียนที่โรงเรียนประถมส่วนกลางในอำเภอมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมีการแข่งขันสูงกว่าโรงเรียนในหมู่บ้าน แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับโรงเรียนในเมืองใหญ่
จากนั้น หวังหย่าจิ้งก็หันไปถามผลการเรียนของซูชิงชิง
ซูชิงชิงตอบอย่างเขินอาย “ฉันสอบได้ไม่ดีเท่าพวกเธอหรอก ได้ที่ยี่สิบห้าของห้อง ที่เจ็ดสิบแปดของระดับชั้นน่ะ”
“พี่ชิงชิง ตอนประถมพี่สอบได้ที่หนึ่งตลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ ทำไมพอขึ้นมัธยมถึงได้ตกลงไปล่ะ” หวังหย่าจิ้งถามอย่างไม่เข้าใจ
ซูชิงชิงถอนหายใจยาวก่อนจะตอบ “อย่าให้พูดเลย เนื้อหามัธยมน่ะยากมาก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษตัวดีนั่นแหละ ยากสุดๆ เลย ไว้พวกเธอขึ้นมัธยมเมื่อไหร่ก็จะเข้าใจเอง แล้วนี่ ม.2 ยังมีวิชาฟิสิกส์เพิ่มมาอีก ได้ยินว่าพอขึ้น ม.3 ก็จะมีวิชาเคมีอีก ฉันรู้สึกว่าสมองจะรับไม่ไหวแล้ว”
ดูเหมือนหวังหย่าจิ้งจะสนใจเรื่องผลการเรียนของคนอื่นเป็นพิเศษ หลังจากถามทุกคนจนครบ เธอก็หันไปหาหวังฮุ่ยกับหลินหงเหมยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน ไม่ค่อยร่วมวงสนทนา “นี่พวกเธอสองคนน่ะ อย่าเอาแต่กินสิ บอกมาหน่อยว่าสอบได้เท่าไหร่กัน”
“ไม่มีอะไรน่าให้อวดหรอกน่า ฉันกับหงเหมยสอบได้ไม่ดีเท่าพวกเธอ” หวังฮุ่ยตอบอย่างหัวเสีย
ผลการเรียนของหวังฮุ่ยอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางต่ำมาตลอด ส่วนหลินหงเหมยก็รั้งท้ายห้องอยู่เสมอ ทั้งคู่จึงเกลียดที่สุดเวลาถูกถามเรื่องผลสอบ เมื่อครู่ตอนที่คนอื่นๆ คุยเรื่องผลการเรียนกันอย่างออกรส หวังฮุ่ยกับหลินหงเหมยซึ่งเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน หากไม่ใช่เพราะมีขนมอร่อยๆ ล่อใจอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่คงชิ่งหนีไปเล่นที่อื่นนานแล้ว
ทิงเสวี่ยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงแขนเสื้อหวังหย่าจิ้ง “พอแล้วน่า อย่าไปซักไซ้คนอื่นเรื่องผลสอบเลย ว่าแต่เธอเถอะ ทำไมวันนี้ไม่กลับไปบ้านยายกับแม่ล่ะ”
โชคดีที่หวังหย่าจิ้งไม่ใช่คนไม่รู้ความ พอทิงเสวี่ยเปลี่ยนเรื่อง เธอก็เปลี่ยนตามอย่างเป็นธรรมชาติ “พรุ่งนี้ค่อยไปน่ะ วันนี้พวกป้าๆ จะกลับมา พ่ออยากอยู่คุยด้วยก่อน ทุกปีพ่อกับแม่เลยพาฉันกลับบ้านตายาย วันที่สามของปีใหม่ตลอดเลย... ว่าแต่ ทิงเสวี่ย พ่อแม่เธอหย่ากันแล้ว เธอก็คงไม่ได้ไปบ้านตายายแล้วสิ”
ทิงเสวี่ยไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจที่หวังหย่าจิ้งเอ่ยถึงเรื่องพ่อแม่หย่าร้าง เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ เธอก็ทำใจได้นานแล้ว “อืม ฉันอยู่กับพ่อ ก็เลยไม่ได้ติดต่อกับญาติฝั่งแม่แล้วล่ะ”
ไม่นานก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน ฉินหยวนเฟิง หวังหย่าจิ้ง และสองพี่น้องตระกูลซูจึงต้องขอตัวกลับ
ตอนจะกลับ ซูซานซานดูอาลัยอาวรณ์ทิงเสวี่ยเป็นพิเศษ “ถ้าคราวหน้าเธอไปบ้านย่าสามอีก อย่าลืมแวะมาหาฉันกับพี่นะ”
ทิงเสวี่ยยิ้มรับคำ “ได้เลย ไม่มีปัญหา”
สองพี่น้องตระกูลซูมีนิสัยแตกต่างกันอย่างชัดเจน คนพี่ ซูชิงชิง ดูเรียบร้อยสง่างาม ส่วนคนน้อง ซูซานซาน กลับร่าเริงสดใสและฉลาดหลักแหลม แต่ทั้งคู่ก็น่ารักน่าเอ็นดูในแบบของตัวเอง
ทิงเสวี่ยรู้สึกว่าวงเพื่อนของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน วงเพื่อนของฉินหยวนเฟิงก็เช่นกัน และดูเหมือนว่าวงสังคมของพวกเขาทั้งสองจะเชื่อมโยงถึงกันอย่างน่าประหลาด
ทิงเสวี่ยเข้าไปช่วยพวกผู้ใหญ่ยกอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ หลินชุ่ยหงกับหลินชุ่ยอิงต่างเอ่ยปากชมไม่ขาดสายว่าทิงเสวี่ยเป็นเด็กดี รู้จักช่วยงาน และทำงานคล่องแคล่ว การได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ทำให้ทิงเสวี่ยมีความสุขมาก ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบคำชม? เธอเองก็ยอมรับว่าเธอเป็นคนหนึ่งที่ชอบฟังคำชมเอามากๆ
อาหารเพิ่งจะถูกยกมาวางบนโต๊ะ หลินกั๋วเซิ่งกับจางเสี่ยวเสียก็ปรากฏตัวขึ้น มาถึงได้พอดิบพอดีกับเวลาอาหาร ราวกับตั้งใจมาเพื่อกินฟรีโดยเฉพาะ แค่ลูกๆ สองคนมาขอกินยังไม่พอ พ่อแม่เองก็ยังนั่งบ้านไม่ติดอีกด้วย แต่เมื่อมาถึงหน้าบ้านแล้ว จะไล่กลับไปก็คงดูน่าเกลียด
รวมแล้วเป็นผู้ใหญ่แปดคน เด็กหกคน โต๊ะแปดเซียนตัวเดิมย่อมไม่พอนั่ง จึงต้องแบ่งเป็นสองโต๊ะ ผู้ใหญ่โต๊ะหนึ่ง เด็กๆ อีกโต๊ะหนึ่ง
หลินชุ่ยหงต้องป้อนนมให้ลูกชายคนเล็กก่อนจึงจะมานั่งที่โต๊ะได้ แต่พอเธอมาถึง จางเสี่ยวเสียก็ กินซี่โครงหมูไปแล้วสองชิ้น แถมยังคีบลูกตาปลาไปกินอีกหนึ่งข้าง
น้ำส้มในบ้านถูกทิงเสวี่ยเอาออกมาเลี้ยงเพื่อนๆ จนหมดแล้ว นึกๆ แล้วก็ยังแอบเสียดาย ถ้าไม่มีหลินหงเหมยกับหลินหงจวินมาช่วยกินก็คงจะดี แม้เธอจะไม่ค่อยชอบหวังฮุ่ยที่ชอบแกล้งน้องสาวเป็นประจำ แต่หวังฮุ่ยก็ยังรู้จักเก็บอาการเมื่ออยู่ข้างนอก อย่างน้อยก็ไม่เกเรนอกบ้าน แต่สองพี่น้องหลินหงเหมยนี่สิ นอกจากจะเก่งเรื่องขอของกินฟรีแล้ว อย่างอื่นก็ไม่เอาไหนเลย
ทิงเสวี่ยเห็นน่องไก่ชิ้นเดียวในชาม จึงรีบใช้ตะเกียบคีบส่งให้หวังอวิ๋นอย่างรวดเร็ว “หงจวิน น่องไก่ต้องให้น้องอวิ๋นอวิ๋นที่ตัวเล็กสุดกินสิ”
“พี่เสียวเสวี่ย ผมก็อยากกินน่องไก่นะ” หลินหงจวินมองทิงเสวี่ยตาละห้อย มือเล็กๆ ดำๆ ของเขาพยายามจะเอื้อมไปคว้าชามไก่
ทิงเสวี่ยปรามทันที “น่องไก่มันมีแค่ชิ้นเดียว ถ้าอยากกินก็ไปขอพ่อแม่ที่โต๊ะนู้นสิ”
“ของดีๆ ต้องให้ผมกินสิ ผมเป็นผู้ชายนะ ทำไมต้องให้หวังอวิ๋น ยัยตัวขาดทุนนั่นกินด้วย” หลินหงจวินเมื่อไม่ได้กินน่องไก่ก็เริ่มงอแง
ทิงเสวี่ยถลึงตาใส่หลินหงจวินทันที ก่อนจะใช้ตะเกียบเคาะหัวเบาๆ “ว่าใครเป็นตัวขาดทุนนะ พูดอีกทีสิ! อยากโดนตีใช่ไหม”
หลินหงจวินแอบกลัวทิงเสวี่ยอยู่เป็นทุนเดิม พอเจอทิงเสวี่ยทำหน้าดุใส่ เขาก็ยิ่งกลัวจนหดหัว
“หลินหงเหมย อย่าเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินคนเดียวสิ ช่วยคีบกับข้าวให้น้องชายเธอด้วย เขายังใช้ตะเกียบไม่คล่องเลย” ทิงเสวี่ยเห็นหลินหงเหมยเอาแต่กินไม่สนใจใครก็รู้สึกโมโห ท่าทางอย่างกับอดอยากมาจากไหน
หลินหงจวินอายุเกือบเจ็ดขวบแล้ว แต่ยังใช้ตะเกียบไม่เป็น เวลาอยู่บ้าน ถ้าไม่ใช้ช้อนก็ใช้มือเปิบเอา มือไม้ก็ไม่รู้ว่าได้ล้างครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่