หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 48 พูดออกมา!!
เมื่อหลายวันก่อน...
หลังจากขุนนางจากเมืองทังโจวกลับไป เหล่าขุนนางในเมืองหลวงก็เริ่มประชุมอีกครั้งเพื่อหารือเรื่องคนที่เหมาะสมจะมาดำรงตำแหน่งแทนขุนนางกรมคลัง
"ข้าว่าใต้เท้าซินจากกรมโยธาน่าจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้"
"แต่ข้าว่าใต้เท้าจูจากกรมพิธีการเหมาะสมมากกว่า"
"เหอะ เห็นๆ อยู่ว่าขุนนางเมืองทังโจวที่คิดวิธีแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านในเมือง ถึงจะเหมาะสมที่สุด"
"ขุนนางเมืองทังโจวมีตั้งหลายคน ท่านคิดว่าคนไหนถึงจะเหมาะสมที่สุดเล่า"
"ใต้เท้าหลี่ผู้เป็นคนต้นคิดน่าจะเหมาะสมที่สุด"
"ข้าว่าเขายังดูเด็ก อ่อนประสบการณ์ หากเป็นเจ้าเมืองทังโจวที่มีประสบการณ์ถึงจะเหมาะสมกว่า"
เสียงการเสนอชื่อคนที่จะมาแทนขุนนางกรมคลังที่ถูกเนรเทศดังขึ้นไม่ขาดสาย ทำให้ฮ่องเต้ที่ได้ยินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าว่าหากพวกท่านยังต่างคนต่างพูดกันอยู่แบบนี้ วันนี้ทั้งวันก็ไม่ได้ข้อสรุปหรอก"
เหล่าขุนนางที่ได้ยินคำพูดของฮ่องเต้ก็เงียบเสียงลง
"มีผู้ใดมีความคิดดีๆ เสนอบ้างหรือไม่"
ฮ่องเต้เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นขุนนางหยุดถกเถียงกัน เป็นเสนาบดีกรมกลาโหมที่เอ่ยเสนอขึ้นมาคนแรก
"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรให้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงแห่งนี้เสนอชื่อผู้ที่ตนคิดว่าเหมาะสมขึ้นมา เพื่อให้ฝ่าบาทเป็นผู้พิจารณาอีกครั้งดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
"กระหม่อมเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้นะพ่ะย่ะค่ะ"
ขุนนางคนอื่นๆ ต่างก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ ทำให้ฮ่องเต้สั่งให้ฝ่ายเลขานุการ จดรายชื่อผู้ที่เหล่าขุนนางต้องการเสนอ ส่งมาให้เขาเพื่อพิจารณา
ฮ่องเต้ไล่ดูรายชื่อทีละคน จนมาหยุดอยู่ที่หลี่ต้า ขุนนางดูแลศาลประจำเมืองทังโจว เขารู้สึกสนใจในตัวบุรุษผู้นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ใช้เวลาไม่นานฮ่องเต้ก็ตัดสินใจได้ว่า
"ข้าเห็นว่าหลี่ต้า ขุนนางจากเมืองทังโจวเหมาะสมกับตำแหน่งขุนนางกรมคลังที่ว่างอยู่มากที่สุด"
"ทูลฝ่าบาท แต่หลี่ต้าผู้นี้ยังอายุน้อยเกินไป ประสบการณ์ทางด้านนี้ก็มีน้อยมาก เขาอาจจะทนความกดดันในกรมคลังไม่ได้ กระหม่อมคิดว่าเขายังไม่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ"
"กระหม่อมก็เห็นด้วยกับใต้เท้าอูพ่ะย่ะค่ะ"
"กระหม่อมเองก็..."
"หยุด!!"
"ขอพระราชทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้เอ่ยออกมาด้วยความโมโห ก่อนหน้านี้บรรดาขุนนางในท้องพระโรงต่างเห็นพ้องว่าจะเป็นผู้เสนอให้เขาเลือก แต่พอเขาเลือกแล้วไม่ถูกใจกลับกล้าโต้แย้ง โชคดีที่คนเหล่านี้รู้ตัว แล้วพากันคุกเข่าลงก่อนฮ่องเต้จะบันดาลโทสะ
ฮ่องเต้ที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่สบถออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"หากไม่พอใจคนที่ข้าเลือก แล้วพวกเจ้าจะให้ข้าคืนคำงั้นหรือ ... ตอบมา!!!"
ขุนนางปากกล้าแต่ละคนเอาแต่ก้มหน้าไม่สบตา มีเพียงเสนาบดีจิ้นที่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเลยตั้งแต่เริ่มประชุมเป็นคนช่วยแก้สถานการณ์ให้
"ทูลฝ่าบาท ขุนนางทุกท่านคงไม่มีใครคิดร้ายต่อบ้านเมือง อาจเป็นเพราะพวกเขากลัวว่าหากใต้เท้าหลี่ที่ยังอายุน้อย ต้องเข้ามาสังกัดกรมคลังอาจทำให้เขาลำบากมากกว่าจะเป็นการช่วยสนับสนุนเขาพ่ะย่ะค่ะ"
"เฮอะ แล้วท่านเสนาบดีจะให้ข้าคืนคำอย่างนั้นหรือ??"
"ไม่ใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่อยากเสนอให้ฝ่าบาทเลือกคนที่คิดว่าน่าจะเหมาะสมมาอีกคนหนึ่ง แล้วให้พวกเราในที่นี้ลงคะแนนว่าใครเหมาะสมกว่ากันดีหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ที่ได้ยินทางออกที่เสนาบดีจิ้นเสนอให้ก็ครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"วิธีนี้ดี!! พวกเจ้ามีใครคิดจะโต้แย้งสิ่งใดอีกหรือไม่!?!"
"ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ"
คำถามที่ไม่เชิงเป็นคำถามของฮ่องเต้ทำให้เหล่าขุนนางไม่มีใครกล้าโต้แย้ง พวกเขาทำได้เพียงตอบรับเพราะกลัวโทสะของฮ่องเต้จะสูงขึ้นมาอีก ฮ่องเต้ที่เห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า
"ถ้าไม่มีใครโต้แย้ง เช่นนั้นนอกจากหลี่ต้าที่ข้าเห็นว่าเหมาะสม ข้าเห็นว่าฝูเฟิ่งเจ้าเมืองทังโจวคือผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งขุนนางกรมคลังอีกคนหนึ่ง"
ขุนนางด้านล่างที่ได้ยินบางคนก็นึกอยากโต้แย้ง ตำแหน่งในกรมคลังถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงมากตำแหน่งหนึ่ง ใครๆ ต่างก็อยากให้คนของตัวเองได้ครอบครองทั้งนั้น แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ แม้ไม่อยากยอมรับแต่ก็ไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ได้อีก เพราะนอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อคนของตัวเองที่จะเสนอออกไปแล้ว ยังไม่ดีต่อตัวผู้ที่กำลังจะโต้แย้งอีกด้วย
ดังนั้นทุกคนจึงได้แต่ทำตามกติกาที่กำหนด เดินไปเขียนหมายเลขคนที่ตัวคิดว่าเหมาะสมบนโต๊ะหน้าพระพักตร์ ซึ่งเลขหนึ่งหมายถึงหลี่ต้า และเลขสองหมายถึงฝูเฟิ่ง ที่เลือกใช้วิธีการเขียนเพราะต้องการให้ทุกคนแสดงความเห็นในใจตัวเองอย่างแท้จริง
หากใช้วิธีการขานชื่อ ขุนนางบางคนอาจจะลำบากใจที่จะเลือกคนตรงข้ามกับสหายที่เลือกไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นวิธีการเขียนต่อหน้าพระพักตร์จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ทุกคนเดินไปเขียนหมายเลขลงบนกระดาษตามลำดับจนถึงขุนนางผู้หนึ่ง
"ใต้เท้าเฟิง เหตุใดท่านไม่เขียนสิ่งใดลงบนกระดาษ"
ฮ่องเต้ที่มองการกระทำของขุนนางที่มาเขียนหมายเลขเบื้องหน้า เมื่อเห็นมีคนไม่ยอมเขียนสิ่งใดลงในกระดาษแล้วส่งให้ราชเลขา เขาก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
"กระหม่อมของดออกเสียงพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยกับคำตอบของอีกฝ่าย แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ทำให้ขุนนางผู้นั้นได้ใจ จนมีขุนนางคนอื่นๆ ที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน เลือกที่จะทำตามใต้เท้าเฟิงเช่นกัน
ฮ่องเต้เรียกกงกงคนสนิทมากระซิบอะไรบางอย่าง กงกงที่ได้ยินคำสั่งก็พยักหน้าเป็นเชิงรับทราบก่อนเดินจากไป
ผ่านไปคนแล้วคนเล่าจนคนสุดท้ายเขียนคำตอบเพื่อเลือกคนที่คิดว่าเหมาะสมเสร็จสิ้น ตอนนี้ทุกคนก็ไม่ยืนประจำจุดของตัวเองอย่างเป็นระเบียบทันที
ราชเลขาเป็นคนคอยหยิบกระดาษและขานหมายเลขผู้ที่ถูกเลือก โดยมีกงกงผู้หนึ่งคอยจดคะแนนตาม
เมื่อราชเลขาอ่านข้อความในกระดาษครบทุกใบ ปรากฏว่าฝูเฟิ่งชนะคะแนนหลี่ต้าไปอย่างเฉียดฉิว ในขณะที่มีผู้ประสงค์งดออกเสียง 8 คน
ฮ่องเต้ที่เห็นคะแนนก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่เมื่อมันเป็นความเห็นส่วนมากตามที่ตั้งกติกาเอาไว้เขาก็ยอมรับตามนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกรับไม่ได้เลยก็คือ...
"พวกท่านคงเห็นผลการลงคะแนนของทุกคนแล้วใช่หรือไม่ ข้าจะเขียนราชโองการแต่งตั้งให้ฝูเฟิ่งเจ้าเมืองทังโจว มาดำรงตำแหน่งขุนนางกรมคลังคนต่อไป"
"ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งพ่ะย่ะค่ะ"
ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงต่างเอ่ยชื่นชมฮ่องเต้โดยพร้อมเพรียงกัน
"ยังไม่หมดเท่านี้ ข้ามองเห็นความสามารถบางอย่างในตัวของหลี่ต้า ดังนั้นข้าจะแต่งตั้งให้เขาเป็นขุนนางส่วนกลางขึ้นตรงต่อข้า มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานที่น่าสงสัยของเหล่าขุนนางทั้งหมด"
"!?!"
เหล่าขุนนางที่ได้ยินต่างตกตะลึง ขุนนางที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานก็มีอยู่แล้วในสังกัดกรมกลาโหม เหตุใดถึงมีตำแหน่งที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มมาอีกได้กัน
"ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่า..."
"ที่ข้าพูดไม่มีคำไหนเป็นคำถามหรือคำบอกเล่าขอความคิดเห็น ใต้เท้าเฟิง ท่านคิดให้ดีก่อนจะพูดสิ่งใดออกมาจะดีกว่า"
ฮ่องเต้เอ่ยข่มขู่จนอีกฝ่ายถึงกับปิดปากเงียบสนิทไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ฮ่องเต้ที่เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"แม้ข้าจะไม่เอาความเรื่องที่ท่านคิดจะโต้แย้งคำพูดของข้า แต่เรื่องที่ท่านไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาคงปล่อยไปไม่ได้!!"
ใต้เท้าเฟิงผู้นั้นถึงกับเข่าอ่อนนั่งคุกเข่าลงบนพื้นโดยอัตโนมัติ แม้เขาจะไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรผิดตอนไหน แต่การยอมรับผิดก่อนจะรู้เหตุผลเป็นสิ่งที่สมควรกระทำอย่างยิ่ง
"กระหม่อมสมควรตาย ขอฝ่าบาททรงพระราชทานอภัยให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าจงบอกสิ่งที่เจ้าทำผิดมาให้ข้าฟัง เดี๋ยวนี้!!"
"เอ่อ กระหม่อม เอ่อ"
ใต้เท้าเฟิงถึงกับเหงื่อซึมไปทั่วแผ่นหลัง เหตุใดฮ่องเต้ถึงรู้เรื่องที่เขาทำผิด
"ข้าบอกให้เจ้าพูดออกมา!!"
"กระหม่อมทนไม่ไหวจริงๆ เลยปลดทุกข์เบาที่สวนหลังท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ โปรดละเว้นกระหม่อมด้วย มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ นะพ่ะย่ะค่ะ"
"..."
ฮ่องเต้ที่ได้ยินคำสารภาพของใต้เท้าเฟิงผู้นั้นถึงกับพูดอะไรไม่ออก เขากระแอมออกมาทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"อะแฮ่ม ใต้เท้าเฟิง ความผิดของท่านคือข้าให้ท่านมาทำงานไม่ใช่มามองผู้อื่นทำงาน การงดออกเสียงของท่านและขุนนางอีกเจ็ดคนในครั้งนี้ถือเป็นการไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา ในเมื่อพวกท่านเลือกที่จะงดออกเสียงข้าเองก็ของดจ่ายเบี้ยหวัดพวกท่านทั้งแปดคนในเดือนนี้ก็แล้วกัน วันนี้ข้าเหนื่อย ขอเลิกประชุมแต่เพียงเท่านี้"
ขุนนางอีกเจ็ดคนนอกจากใต้เท้าเฟิงถึงกับเข่าอ่อนลงพร้อมกัน พร้อมทั้งเอ่ยขอพระราชทานอภัยไม่ขาดปาก แต่ฮ่องเต้ไม่ได้สนใจกลุ่มคนเหล่านั้น เขาลุกขึ้นสะบัดแขนทีหนึ่งก่อนจะเดินจากไป
เมื่อเดินถึงทางออกท้องพระโรงเขาที่นึกบางอย่างขึ้นได้ก็หยุดเดิน หันกลับมามองใต้เท้าเฟิงก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ไว้ข้าจะสร้างห้องน้ำเพิ่มอีกจุดที่หลังท้องพระโรงก็แล้วกัน"
"..."
ใต้เท้าเฟิงที่ได้ยินถึงกับอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ฮ่องเต้ไม่ได้พูดถึงเรื่องน่าอับอายของเขา แต่เป็นเขาที่พูดมันออกมาเอง แล้วแบบนี้เขาจะกล้ามองหน้าผู้อื่นได้อย่างไรกัน เฮ้อ