อุทัยทะยานด้วยท่าร่างอันรวดเร็ว ... รวดเร็วเสียจนมองด้วยตาเปล่าไม่ทัน แขนซ้ายตั้งโล่ปราณป้องกันอย่างมั่นคงแน่นหนา แขนขวาแผ่พลังปราณสะบัดดาบสั้นในมือ
ดวงจิตราบเรียบสงบดังผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น ทำการโคจรพลังปราณหมุนวนตามจุดชีพจรหลักทั้งแปดจากเชื่องช้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นรวดเร็ว และรวดเร็วขึ้น
สตรีปักษาวารี ‘ซิงซิง’ แผ่พลังปราณเป็นแสงระยิบระยับอยู่รอบกาย ดังดวงดาวทอแสงวิบวับอยู่กลางท้องนภา พลังการฝึกปรือระดับปรมะปราณยุทธ์สามารถดึงคุณสมบัติของวารีธาตุออกมาเหนือกฎเกณฑ์ที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะเข้าใจได้
.. ดวงดาวแห่งวารี
คือพลังปราณที่เกิดจากการผนึกวารีธาตุ ก่อเกิดเป็นกลุ่มปราณเล็กๆ มากมาย พลังที่ส่งออกทั้งแข็งกร้าวทั้งเยือกเย็น นางบังคับกลุ่มปราณเหล่านั้นพุ่งมาด้วยความเร็ว ก่อเกิดอานุภาพทะลุทะลวงขั้นสูงสุด
ดวงดาววารีพุ่งเข้ามานับสิบๆ ดวงมองเห็นเป็นเส้นสายสีฟ้าอันงดงาม เป้าหมายคืออุทัยที่อยู่ห่างไปเพียงสิบห้าก้าว
ร่างของอุทัยพลิ้วไหวดังมัจฉาน้อยแหวกว่ายกลางกระแสน้ำ หลบดวงดาวแห่งปราณวารีดวงแล้วดวงเล่า ทั้งใช้โล่ปราณกระแทกเบี่ยงทิศทางไม่ให้ไปยังญานินดาและราชิต
ท่าร่าง ‘มายาอสูร’ ของมันรวดเร็วกว่าดวงดาวเหล่านั้นจนไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
เพียงเสี้ยวของเสี้ยววินาที อุทัยมาอยู่เบื้องหน้าสตรีปักษาวารีแล้ว !!!
“!!!” สตรีปักษาวารี .. แววตาของนางเกิดความสงสัย ตั้งแต่ออกท่องยุทธภพไม่เคยพบเจอบุคคลใดจะมีท่าร่างว่องไวถึงเพียงนี้
แต่มุมปากนางกลับยิ้มเยาะ ‘ชิ .. เร็วแล้วอย่างไร ... หึ หึ’ .. ยังไม่เชื่อว่าอุทัยผู้ต่ำชั้นจะเป็นคู่มือของนาง แล้วจึงรั้งฝ่ามือทั้งสองเข้ามาแนบอก นำมือซ้ายขวาประกบกัน นิ้วเกี่ยวพันเหลือเพียงคู่นิ้วชี้ที่แนบประกบยื่นออกมา
.. ดัชนีวารีสังหาร !!!
แสงสีฟ้าสว่างวาบ ... ก่อเกิดพลังวารีธาตุที่ปลายคู่นิ้วชี้ส่องแสงสว่างเจิดจ้า นางผลักดันมือส่งปลายนิ้วชี้เข้าหาอุทัยที่อยู่ห่างไปเบื้องหน้า เป็นพลังดัชนีสุดแหลมคมเข้าทิ่มแทง
.. ปุกกก !!! เกิดเสียงเพียงแผ่วเบาอุทัยนำโล่ปราณสีทองเข้ารับไว้
.. แกร็กกก !!! เสียงพลังดัชนีแทงทะลุโล่ปราณ
พลังดัชนีของสตรีปักษาวารีแหลมคมอย่างยิ่ง สามารถเจาะทะลุโล่ปราณที่เป็นเกราะตั้งรับของอุทัย สตรีปักษาวารีตวาดก้อง “วันนี้เจ้าต้องตาย .. ไอ่หัวเกรียน .. !!!”
นางเพิ่มพลังธาตุวารีอัดผ่านท่าดัชนีไม่หยุดยั้ง ดวงหน้าดุร้าย ผมสยายดังสตรีคลุ้มคลั่ง
.. แกร็กกก !!! แกร็กกก !!! โล่ปราณแตกร้าว ถูกเจาะทะลุจนเป็นรูโบ๋พลังดัชนีสุดรุนแรงพุ่งตรงเข้าหาอุทัย
แต่ !!!
.. อุทัยอันตรธานหายไป !!!
.. มันไม่ได้อยู่หลังโล่ปราณนั้น !!!
.. เป็นอุทัยละทิ้งโล่ปราณ คนกระโดดลอยตัวอยู่เหนือสตรีดุร้ายนางนั้น
“!!!” สตรีปักษาวารีนางถูกไอ้หัวเกรียนหลอกอีกแล้ว
อุทัยลอยตัวห่างเพียงสองวา ดวงตามันว่างเปล่าจิตสมาธิแน่วนิ่งถึงที่สุด ภายในสำนึกเกิดภาพร่ายรำดาบภาพหนึ่ง เป็นภาพเคล็ดวิชาบนผ้าห่อดาบที่บิดามอบให้ ภาพเหล่านั้นประทับอยู่ในดวงจิตของมันอย่างไม่รู้ตัว
ดาบในมือถูกเงื้อขึ้นเหนือศีรษะดังเคล็ดวิชาภาพนั้น อุทัยทำการส่งพลังปราณ ‘อรุณโรจน์’ ทั้งหมดที่มีบรรจุเข้าไปในตัวดาบ
.. วิ๊งงงงง .. วิ๊งงงงง .. วิ๊งงงงง !!!
ดาบ ‘สยบจักรภพ’ เกิดการเปลี่ยนแปลงจากดาบสั้นสีดำสนิท ได้แปรเปลี่ยนเป็นยืดยาวใหญ่ขึ้นพร้อมประกายสีทองเจิดจำรัส ดาบกำลังถูกฟาดฟันลง
“!!!” อุทัยสัมผัสถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับดาบสั้นคู่ใจของมัน
เกิดความมั่นใจขึ้นเต็มเปี่ยม ด้วยดาบนี้ร่างของสตรีเบื้องหน้าต้องถูกผ่าเป็นสองซีกแน่นอน
ทางกายภาพแรงถูกส่งจากสะโพก ผ่านร่างกายท่อนบน เหวี่ยงผ่านไหล่ ส่งถึงแขนและมือ
ทางปราณสภาพพลังปราณระเบิดออกจากจักระ ‘มณีปุระ' ซึ่งอยู่ตรงแนวสะดือตัดกับกระดูกสันหลัง แล้วส่งพลังปราณสู่จักระต่างๆ ผ่านเส้นลมปราณจนมาถึงแขนและมือ พลังปราณถูกส่งเข้าสู่ตัวดาบไม่โดยหยุดยั้ง
.. โดยฉับพลัน !
ต่อมคุณธรรมของมันกลับมาทำงานอีกแล้ว !!!
เกิดความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ‘บุรุษดีงามมิสมควรรังแกสตรีใช่หรือไม่?’
การสังหารสตรีผู้หนึ่งด้วยการแบ่งครึ่งผ่าร่างเช่นนี้เป็นสิ่งที่โหดร้ายเกินไป ร่างกายตอบสองด้วยการพลิกข้อมือเปลี่ยนจากใช้คมดาบเป็นการใช้แผ่นดาบฟาดตี .. แล้วจึงระเบิดกระบวนดาบสุดอัศจรรย์ออกมา
.. หนึ่งดาบผ่านสวรรค์ !!!
.. เปรี้ยงงงงง !!! เสียงดังสนั่นพร้อมแสงสีทองสว่างวาบไปทั้งวิหาร
อ๊ากกกกก !!! .. สตรีปีกษาวารีตื่นตระหนก ปราณคุ้มครองกายของนางถูกทำลายจนปี้ป่น พลังจากดาบถูกฟาดเข้าบ่าด้านซ้าย ผ่านประทับเข้าไปยังหัวใจของนาง
“สะ สะ สะ สุดยอด ... พี่ใหญ่สุดยอดเลย ...” ญานินดาตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า
ร่างของสตรีปักษาวารีถูกพลังปราณดาบนี้กระแทกกวาดเข้าใส่ ถึงกับล่องลอยปลิดปลิวดังใบไม้ต้องสายลม ร่างนางกระเด็นกระดอนกลิ้งหลายตลบไปกว่ายี่สิบก้าว
โครมมมม !!! ร่างของนางชนเข้ากับกองเหรียญทองที่โลงศิลาดำอย่างรุนแรง
จ๊ากกก !!! ยอดยุทธ์บริเวณนั้นวงแตกชิ่งหนีกันพัลวัน
กริ้งงงง ! แกร็งงง ! แกร็งงง ! แกร็งงง ! เหรียญทองหล่นกระจายไปทั่ว
สตรีปักษาวารีมีโลหิตออกปากจมูก นางนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ภายในกองเหรียญทองคำ .. ดาบนี้ของอุทัยมีอานุภาพเลิศภพจบแดนหากมันไม่ยั้งมือ ยังใช้คมดาบฟาดฟันเข้าใส่ .. ชีวิตของสตรีนางนี้ คงจบสิ้นไปแล้ว
ทางด้านเจ้าธรรมสติความยั้งคิดไม่คงเหลืออยู่ .. มันวิ่งมาอยู่ตรงหน้าปราการปราณของร่างปริศนาร่างนั้น ยอดยุทธ์ที่รายล้อมอยู่ก่อนต่างหยุดชะงัก พวกมันถูกพลังดาบของอุทัยดาบนั้นดึงดูดความสนใจไป
.. ช่วงเวลานั้นเอง ... เจ้าธรรมยื่นมือที่เกรอะกรังด้วยเลือดเข้าสัมผัสกับปราการปราณ สิ่งแปลกประหลาดได้บังเกิดขึ้น
ปราการปราณบริเวณที่เจ้าธรรมสัมผัสมีการตอบสนอง ผิวปราการปราณกระเพื่อมไหวดังระลอกคลื่น พลังปราณห่อหุ้มที่แข็งแกร่งดังกำแพงไร้สภาพได้เปลี่ยนแปลงเป็นอ่อนเหลวดังม่านน้ำ
.. มือของเจ้าธรรมสามารถทะลุผ่านเข้าไปได้ !!!
ฮึ !!! .. เจ้าธรรมไม่รอช้าก้าวเดินเข้าไป ร่างกายของมันทะลุผ่านปราการปราณนั้นเข้าไปอย่างสะดวกดาย
.. เจ้าธรรมหยุดยืนอยู่ภายในวงปราการปราณแล้ว !!!
ยอดยุทธ์ด้านข้างเหลียวหน้ากลับมา ได้พบเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งสามารถผ่านปราการเข้าไปสู่ภายในแล้ว พวกมันจึงสบถด่าออกมา
“เฮ้ย !!! มันเข้าไปได้อย่างไร”
“บิดามึง ! ออกมาบัดเดี๋ยวนี้ ...”
“ไอ้ลูกเต่า !!! จะชุบมือเปิบหรือ นั้นมันของข้านะ ...”
“ไอ้เด็กน้อย !!! มึง ... มึง ... มึงต้องตายยยย ...”
“พอหนุ่มน้อย ! ออกมาเสียดีๆ ประเดี๋ยวเจ๊มีน้ำโหนะ ...” เสียงชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิงของเลขาวิหคสวรรค์
โครม ! โครม ! โครม! .. ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งชกต่อยเพื่อต้องการทำลายปราการปราณเป็นการใหญ่
เฒ่าปักษาวิญญาณเหลือบเห็นมีคนกำลังจะได้ครอบครองของวิเศษ มันสลัดหลุดจากยอดยุทธ์ที่พัวพันมันอยู่
“มารดาเจ้า ! ห้ามแตะต้องของวิเศษของข้า” เฒ่าปักษาวิญญาณร้องอย่างร้อนรน มันกระโดดตัวลอยใช้อาวุธตะขอคู่ฟาดฟันลงมาปล่อยพลังปราณอย่างสุดแรง
.. เปรี้ยงงงงง !!! เสียงดังสนั่น แต่ปราการปราณแข็งแกร่งเกินไป ตัวเฒ่าปักษาวิญญาณได้รับแรงสะท้อนกลับถึงกระเด็นกระดอนออกไป
เหล่ายอดยุทธ์ต่างโวยวายอาละวาดราวคนเสียสติ เร่งทำลายปราการปราณเป็นการใหญ่ เหตุการณ์รอบนอกดูวุ่นวายอย่างยิ่ง
แต่ภายในปราการปราณกลับเงียบสงัดมีเพียงเจ้าธรรมและร่างปริศนาร่างนั้น มีพลังบางอย่างทำเจ้าธรรมคุกเข่าลง มันจ้องมองไปยังภายในชุดคลุม ‘อาภรณ์เก้ามังกร’
.. ภายในชุดคลุมว่างเปล่า !
.. ไม่มีร่างบุคคลใดอยู่ภายใน !
.. เกิดแสงสว่างวูบวาบในบัดดล !
ความอ้างว้างสีขาวกระจายออกจากร่างปริศนา ทุกที่ทุกทางรอบกายเป็นแสงสีขาวนวลสุดลูกหูลูกตาดังอยู่อีกมิติหนึ่ง เหลือเพียงร่างปริศนานั่นและเจ้าธรรม
.. เสียงหนึ่งถูกถ่ายทอดมา
“เจ้ามาแล้ว ...”
“ข้ารอเจ้ามานานมากแล้ว ... สายเลือดมังกรเทวะของข้า ... เข้ามาสิ ...”
เจ้าธรรมหน้าเหวอ กล่าวถามด้วยความแปลกใจ “ท่าน ! ท่านเป็นใครกัน”
เสียงนั้นตอบว่า “ข้าคือบรรพบุรุษสายเลือดมังกรเทวะของเจ้า ...”
ธรรม “...” มันพูดอะไรไม่ออก ยังคงนิ่งอึ้งจับต้นชนปลายไม่ถูก
.. เรื่องราวเรื่องหนึ่งถูกส่งเข้าดวงจิตของเจ้าธรรม
มหาบุรุษผู้นี้คือบุตรของเทวะมังกรอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเทวะ มีกายาแข็งแกร่งดังมังกร ทั้งยังมีมนตราอิทธิฤทธิ์ดังเทวาบนสรวงสวรรค์
ในยุคสมัยที่ดินแดนแห่งนี้ถูกปกครองด้วยความเหี้ยมโหดของราชวงศ์ ‘คุปยะ’ ประชาชนถูกกดขี่ราวกับเป็นสัตว์ไร้ค่ามาอย่างยาวนาน มหาบุรุษผู้นี้รวบรวมยอดยุทธ์สร้างเป็นกองทหารแกร่งเข้าต่อสู้ช่วงชิงแผ่นดิน
สงครามยาวนานกว่ายี่สิบปี ในที่สุดกองทัพผู้ต่อต้านก็สามารถยึดอำนาจการปกครองมาจากราชวงศ์ ‘คุปยะ’ ได้สำเร็จ แต่นั่นยังมิใช่จุดสิ้นสุด
ราชวงศ์ ‘คุปยะ’ คือผู้บูชาอสูร ท่าไม้ตายสุดท้ายของพวกมันคือปลดปล่อยอสูรร้ายออกมากวาดล้างผู้ต่อต้านให้สูญสิ้น
ที่มั่นอันเร้นลับของราชวงศ์ ‘คุปยะ’ คือที่นี่ ปราสาทหินอันยิ่งใหญ่โอฬารถูกสร้างมาแต่ยุคบรรพกาลไม่รู้คงอยู่มานานกี่แสนกี่ล้านปี ตัวปราสาทถูกสร้างได้อย่างน่าอัศจรรย์แล้ว แต่ภายใต้ปราสาทแห่งนี้มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า นั่นคือ ...
.. ประตูอสูรโลกา !!!
คือช่องมิติเชื่อมต่อระหว่างสองพิภพเข้าด้วยกัน นั่นคือพิภพมนุษย์ และพิภพอสูร การปลดปล่อยอสูรร้ายต้องกระทำผ่าน ‘ประตูอสูรโลกา’ แห่งนี้
มหาบุรุษผู้นี้รับรู้ถึงแผนการจึงนำจอมยุทธ์ผู้กล้าทั้งสิบติดตามมาในสถานที่นี้ จอมเวทแห่งราชวงศ์ ‘คุปยะ’ ร่ายเวทมนตร์เปิดช่องมิติปลดปล่อยอสูรร้ายนับร้อยๆ ตนออกมา การประหัตประหารอันดุเดือดจึงบังเกิดขึ้น
แต่สิ่งที่มหาบุรุษและผู้ติดตามได้ที่ประสพนั้นช่างโหดร้าย เหล่าอสูรร้ายมีพลังแข็งแกร่งเกินจินตนาการ และยังมีจำนวนมากมายอีกนับพันนับหมื่น ...
จอมยุทธ์ผู้กล้าทั้งสิบที่ติดตามมาล้วนตกตายหมดสิ้น ด้วยกายามังกรทำให้บุรุษผู้นี้รักษาชีวิตเอาไว้ได้ มันตระหนักถึงภัยพิบัติแห่งพิภพมนุษย์จึงทำการผนึก ‘ประตูอสูรโลกา’ โดยทันที
.. ด้วยพลังปราณทั้งหมด
.. ด้วยเวทมนตราทั้งหมดที่มี
.. รวมถึงพลังชีวิตและสังขารของมัน
เกิดเป็นพลังยิ่งใหญ่สุดไพศาลทำการผนึก ‘ประตูอสูรโลกา’ ทำให้ทั้งสองพิภพไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อีก แผนการปลดปล่อยเหล่าอสูรร้ายจึงได้ถูกหยุดยั้งเอาไว้
เหลือเพียงของวิเศษสามสิ่ง ‘อาภรณ์เก้ามังกร’ ‘คทาเทวะมังกร’ และ ‘ผนึกดวงเนตรสวรรค์’ ทิ้งเอาไว้ พร้อมเศษเสี้ยวดวงจิตดวงนี้
เสียงนั้นยังคงดังต่อ “นามของข้า ‘โอริสา’ ทายาทแห่งมังกรเทวะหนึ่งเดียวบนพิภพนี้”
ใช่แล้ว ! นามอันสูงส่งของมหาบุรุษผู้นี้คือ ‘โอริสา’ ชื่อดังแคว้นโอริสา เพราะมันคือปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์ ‘มหาเทวา’ นั่นเอง
เจ้าธรรมสายตาล่องลอย ราวสมองของมันไม่สามารถรองรับเรื่องราวเหล่านี้ได้
ด้วยสายเลือดเทวะมังกรของเจ้าธรรมทำให้มันสามารถสัมผัสถึงเศษเสี้ยวดวงจิตของมหาบุรุษ ‘โอริสา’ และมันคือผู้เดียวที่สามารถเข้ามาในกำแพงปราณนี้ได้
เสียงของมหาบุรุษนั้นกล่าวต่อ
“ข้าได้อุทิศร่างกาย แลพลังปราณอันยิ่งใหญ่เพื่อผนึกพวกมันไว้”
“ถึงเวลาที่บุคคลรุ่นเจ้าต้องทำภารกิจแทนข้าแล้ว”
“สายเลือดแห่งข้าจงรับพลังอันยิ่งใหญ่ของข้าไป...”
เจ้าธรรมกล่าวโดยไร้ความมั่นใจ “ขะ .. ขะ .. ข้า .. นี้นะหรือ !”
จากเรื่องราวที่รับรู้ มันนี้หรือ ที่จะรองรับพลังอันไพศาลของผู้เป็นต้นบรรพบุรุษของมัน
“ใช่ ! เป็นเจ้า .. สายเลือดแห่งข้า ... จงมีความมั่นใจในสายเลือดแห่งเรา” เสียงนั้นกล่าวด้วยความมั่นใจ
ก่อเกิดขุมพลังขุมหนึ่งภายในร่างกายของเจ้าธรรม หัวใจมันเต้นแรงโลหิตสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ไม่เคยมีครั้งใดจิตใจมันรู้สึกฮึกเหิมเช่นนี้มาก่อน
เสียงของมหาบุรุษกล่าวต่อ “จงรับเอาพลังของเราไป ! เป็นชะตาของเจ้า .. เด็กน้อย”
เจ้าธรรม “...” มันเม้มปากแน่น
หรือจะเป็นโชคชะตาของมันจริงๆ พลังอันยิ่งใหญ่เทียบได้กับเทวะผู้หนึ่งกำลังจะเป็นของมัน
เจ้าธรรมยื่นมือทั้งสองออกมาจับคทาวิเศษที่เบื้องหน้า เลือดที่เกรอะกรังในมือของมันทำปฏิกิริยากับคทานั้น
ดวงแก้วมุขมังกรสี่สมุทรด้านบนคทาค่อยๆ เกิดประกายแสงระยิบระยับจากภายใน ตัวคทาที่เป็นโลหะสีทองเริ่มส่งอุณหภูมิความร้อนออกมา
ที่ภายนอกกำแพงปราณ ทุกผู้คนกำลังมองเห็นเจ้าธรรมยื่นมือเข้ากุมจับคทา ตรงพื้นที่คทาปักอยู่เริ่มมีแสงสีแดงเรืองๆ
.. โครมมม !!!
.. โครมมม !!!
.. เปรี้ยงงง !!!
เสียงพลังปราณสุดรุนแรงกระหน่ำฟาดเข้าใส่ปราการปราณของร่างมหาบุรุษ ‘โอริสา’
“อย่า !!! ไอ้หนู อย่า .. อย่าดึงมันออกมา ..” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งร้องบอกอย่างแตกตื่น มันคือเทพบัณฑิตเอง
โดยมีคทาวิเศษเป็นศูนย์กลางแสงสีแดงกระจายวงออก ก่อเกิดเป็นลวดลายมนตราชนิดหนึ่งลักษณะเป็นอักขระโบราณวิ่งวนไปตามพื้นวิหาร และกำลังแผ่ขยายตัวเป็นวงไปเรื่อยๆ