บทที่ ๒
สองปีต่อมา
เสี่ยบัญชาเป็พ่อหม้ายลูกติด จึงไม่แปลกเลยที่เขานั้นจะเป็ที่หมายปองของทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ที่้าอยากจะรวยทางลัด จึงมีหญิงสาวมากมายที่แวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบให้เป็ประจำ แน่นอนว่าเธอพวกนั้นมักจะกระเจิดกระเจิงหนีออกไปทุกครั้งเพราะโดนฤทธิ์ลูกสาวคนเดียวของเสี่ยไล่ตะเพิดออกมาทุกที
แต่มาปีนี้ บัวชมพูได้เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เสี่ยบัญชาจึงกลายเป็หนุ่มโสดเต็มตัวไม่มีใครมาคอยขวางทาง เขาจึงได้ ลำใย สาวสวยวัยสามสิบปีที่เป็แม่หม้ายผัวตายจากจังหวัดข้างเคียงมาคอยดูแล
ว่ากันว่าลำใยเป็คนมีของ เธอมีของดีติดตัวไว้คอยจับผู้ชาย และแน่นอนว่าข่าวผัวคนเก่าที่เป็เศรษฐีจังหวัดใกล้เคียงตายนั้นก็คงหนีไม่พ้นขี้ปากชาวบ้านว่านางเป็คนใช้มนต์ดำฆ่าเพื่อหวังฮุบทรัพย์สมบัติ
เสี่ยบัญชาไม่เคยเชื่อเื่คุณไสยมนต์ดำเลยสักครั้ง เขาปฏิเสธคำเตือนของคนรอบข้างมาเสมอ เสี่ยหลงรักลำไยหัวปักหัวปำจนยอมเซ็นต์ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้หญิงที่พึ่งรู้จักกันได้เพียงหกเดือน แน่นอนว่าเื่ทั้งหมดบัวชมพูไม่รู้เลยแม้แต่น้อย เพราะเธอเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือไม่ได้กลับบ้านมานานแรมปี มีเพียงแค่การคุยกับพ่อผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น
และแล้วเื่น่าเศร้าก็เกิดขึ้นกับตัวเด็กสาว วันหนึ่งหลังจากกลับมากจากมหาวิทยาลัย ป้าเ้าของหอพักวิ่งเข้ามาเรียกเธอให้ไปคุยโทรศัพท์ บอกว่าเป็สายจากทางบ้านโทรมาเื่ด่วนมากๆ บัวชมพูมีลางสังหรณ์ไม่ดีจึงรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ พอเสียงปลายสายดังขึ้นก็รู้ทันทีว่าเป็พจน์ ลูกน้องคนสนิทของเธอนั่นเอง
“คุณบัวครับ…ฮือออ คุณบัววว” เสียงของพจน์สั่นเครือและร้องไห้ฟูมฟาย ทำให้เด็กสาวใหน้าซีดและกลัวว่าจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น
“พจน์เหรอ เกิดอะไรขึ้นร้องไห้ทำไม”
“คุณบัวครับ ฮือออ เสี่ยชา เสี่ยชาเสียแล้วครับ ฮืออออ”
“อะ อะไรนะ ทะ…ทำไมคุณพ่อ แกโกหกเหรอไอ้พจน์! แกอย่ามาล้อเล่นเื่พ่อฉันนะ!!”
“ไม่ได้ล้อ ฮืออ ผมไม่ได้ล้อเล่นครับคุณบัว ฮือออ…. พี่พจน์เอามานี่ฉันคุยเอง…คุณบัวรีบกลับมาที่บ้านด่วนเลย ผมจะไปรอที่สถานีรถไฟเอง มาวันนี้เลยนะ”
“นั่นใคร…ไอ้ดิน แกเหรอ ทำไมแกถึงอยู่ที่บ้านฉัน”
“คนงานเขาอยู่ที่นี่กันหมดนั่นแล่ะครับ คุณบัวรีบกลับมาเถอะ เสี่ยชาถูกรถสิบล้อชนเมื่อเช้าตอนกำลังขับรถไปทำงานที่โรงสี ตอนนี้พาท่านไปไว้ที่วัดแล้ว”
“ไม่จริง…คุณพ่อ ฮึก ฮึก”
“หนูเกิดอะไรขึ้นลูก เป็อะไรหรือเปล่า…หนู!!!! ช่วยด้วยๆ ช่วยด้วยคนเป็ลม!!”
“คุณบัว! คุณบัว! คุณบัวเป็อะไรครับ!”
สถานีรถไฟ
ร่างเล็กที่ดูเหมือนคนไร้ิญญาถือกระเป๋าเสื้อผ้าลงมาจากรถไฟ สายตาว่างเปล่าจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มตัวสูงที่ยืนมองเธอมาจากอีกฝั่ง ในหัวของบัวชมพูขาวโพลนไปหมด เธอเหมือนคนหมดที่พึ่งพิงและไร้ญาติขาดมิตร พอได้มองเห็นดิน เด็กผู้ชายที่เธอเกลียดนักเกลียดหนามาั้แ่เด็กๆตอนนี้กลับดูอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
บัวชมพูกำลังจินตนาการว่าถ้าไหล่กว้างนั้นได้เข้ามาโอบกอดเธอตอนนี้มันจะเป็อย่างไรนะ ความว่างเปล่าในใจมันจะรู้สึกดีขึ้นหรือเปล่า แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้นเพราะเธอแน่ใจว่าอีกฝ่ายก็เกลียดเธอไม่น้อยเหมือนกัน เด็กสาวจึงก้าวขาที่อ่อนแรงนั้นเดินเข้าไปหา
แต่ว่าสิ่งที่พึ่งคิดไปเมื่อครู่กลับผิดถนัด ร่างสูงของดินเดินเข้ามาโอบกอดเธอไว้ราวกับรู้ว่าเด็กสาวนั้นเสียใจและ้าอ้อมกอดแค่ไหน
“ฮึก ฮึก…มันเกิดอะไรขึ้น…ทำไมคุณพ่อถึง ฮืออออออ ทำไมแกถึงไม่ดูแลคุณพ่อให้ฉัน ฮือออ ทำไมทุกคนถึงปล่อยให้คุณพ่อตาย…ฮืออออ” บัวชมพูปล่อยโฮอยู่ในอ้อมกอดของดิน เด็กหนุ่มทำได้เพียงลูบหัวเธอเพื่อปลอบใจเพราะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“มีหลายเื่ที่คุณบัวไม่รู้ตอนที่เรียนอยู่ที่นั่น”
“ฮึก ฮึก หมายความว่าไง อะไรที่ฉันไม่รู้”
“ไว้คุณบัวอาการดีกว่านี้แล้วผมจะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ไปที่วัดกันก่อนเถอะนะครับเดี๋ยวจะเป็ลมเอาได้”
“ดิน! ฉันถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น แกจะมาพูดให้ฉันอยากรู้แล้วทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้นะ!”
“คุณบัว ใจเย็นๆก่อนนะ ผมแค่รู้สึกว่าคุณยังไม่พร้อมฟังอะไรตอนนี้”
“ไม่! ฉันจะฟัง เล่าทุกอย่างที่รู้มาเดี๋ยวนี้นะ!”
“ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณบัวนั่งก่อนเถอะครับ ส่งกระเป๋ามาผมจะถือให้” บัวชมพูยื่นกระเป๋าสัมภาระให้กับดินก่อนจะเดินนำไปนั่งที่ม้านั่ง ดินถอนหายใจออกเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่า
“ในระหว่างที่คุณบัวไปเรียนแล้วไม่ได้กลับบ้าน มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาพัวพันกับเสี่ย เธอชื่อว่าลำใย เป็คนบ้านดงกล้วยไม้และเป็แม่หม้ายที่ผัวตายไปเมื่อสองปีที่แล้ว”
“อะไรนะ! นี่มีนางบ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาพัวพันกับพ่อฉันแล้วไม่มีใครคิดจะโทรไปบอกอะไรฉันเลยเหรอ”
“ผมไม่ทราบว่าพวกพี่พจน์กะจะโทรไปบอกไหม แต่ว่าดูเหมือนเสี่ยจะเหงาที่ลูกไม่อยู่บ้านเลยอยากหาใครเข้ามาเติมเต็มก็เลยไม่ให้ใครโทรไปฟ้องคุณบัว”
“บ้าจริงๆเลย ทำไมพ่อต้องทำแบบนั้นกันนะ รู้หรือเปล่าทำไมฉันถึงพยายามกันผู้หญิงทุกคนออกไปจากพ่อ เพราะฉันรู้ไงว่าอีพวกนั้นมัน้าแค่ทรัพย์สมบัติ! แล้วยังไง อีลำไยมันทำอะไร อย่าบอกนะว่ามันเข้ามาอยู่ในบ้านของฉัน!”
“ใช่ครับ”
“เื่ใหญ่ขนาดนี้ยังไม่มีคนโทรไปบอกฉันอีก! แกก็เหมือนกัน อยากให้ฉันมีแม่เลี้ยงแล้วถูกเฉดหัวออกจากบ้านใช่ไหมถึงไม่โทรไปบอกฉันเลย!” บัวชมพูเริ่มเสียงดังเพราะความโกรธจนคนแถวนั้นหันมามองกันหมด ดินจึงยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ปากเพื่อให้เธอเบาเสียงลง
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคุณบัว เพียงแต่ผมเป็คนนอกและคุณบัวก็ไม่ชอบผมเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ขืนโทรหาก็คงได้ตัดสายทิ้งก่อนรู้เื่กันพอดี”
“ชิ! นั่นไม่ใช่ความผิดของฉันเสียหน่อย แล้วมันมาอยู่ที่บ้านฉันนานเท่าไหร่แล้ว”
“ราวราวหกเดือนได้ครับ เขาว่ากันว่านางลำใยนั้นเล่นของ นางเคยเล่นของใส่ผัวเก่าที่เป็เศรษฐีจังหวัดข้างๆจนได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดแล้วเศรษฐีคนนั้นก็ตาย ไม่นานนางก็เข้าหาพ่อของคุณ…แล้วก็”
“แล้วก็ แล้วก็อะไร!”
“แล้วเสี่ยก็ยกทุกอย่างให้กับนางไป คนรอบตัวพยายามเตือนแล้วรวมถึงพ่อของผมด้วยแต่ท่านก็ไม่ฟัง ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาท่านก็เสีย….”
“……แล้วตอนนี้อีนั่นมันอยู่ที่ไหน” บัวชมพูกัดกรามแน่นด้วยความโกรธแค้น ภาพในหัวที่เธอกำลังจินตนาการอยู่นั้นคือการได้ใช้มีดฟันลงไปที่หัวของนางสารเลวที่มาทำแบบนี้กับครอบครัวของเธอ
“ไม่มีใครรู้ครับ พวกเราพยายามตามหาหลังจากที่รู้ว่าเสี่ยเกิดอุบัติเหตุแต่พอถามดูแล้วก็ไม่มีใครเจอ พจน์ขึ้นไปหาบนห้องนอนก็พบว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดและเสื้อผ้าของนางหายไปหมดแล้ว แถมบ้าน รถและโรงสี…ก็ถูกขายทิ้งไปหมดแล้วด้วย…พวกเราเสียใจด้วยนะครับคุณบัว พจน์ไปแจ้งความที่โรงพักแล้วตอนนี้ตำรวจกำลังตามหาครับ”
“……ทำไม…ทำไมครอบครัวฉันต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย ฮึก ฮึก พ่อฉันไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้นักหนา ฮืออออ ทำไมถึงเป็แบบนี้ ฮืออออ”
ดินรู้สึกสงสารบัวชมพูจับใจ น้ำตาที่ไหลลงมาอาบสองแก้มนวลนั้นทำให้เขารู้สึกใจเสียไปด้วย ตอนนี้บัวชมพูคนร้ายกาจกลับกลายเป็ลูกเจี๊ยบกำพร้าที่ไม่เหลือทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวไว้เลยสักอย่างเดียว ดินอยากช่วยเหลือเธอแต่เพราะควาจนของที่บ้านจึงทำอะไรได้ไม่มาก ตอนนี้เขาทำได้เพียงโอบกอดเธอไว้เพื่อคลายความเศร้าโศกเท่านั้น
.
.
.
ตลอดระยะเวลาสามวันที่ศพของเสี่ยบัญชาถูกตั้งไว้ที่วัด บัวชมพูก็นอนเฝ้าศพของพ่อไม่ไปไหน ต่อให้ไม่เหลือทรัพย์สมบัติสักแดงเดียวแต่ยังโชคดีที่ตอนมีชีวิตอยู่เสี่ยบัญชานั้นมีมิตรอยู่มากมาย รวมทั้งเคยช่วยเหลือชาวบ้านระแวกนั้นไว้เยอะ จึงเป็ที่รักของทุกคนเลยมีคนมาคอยช่วยเหลือค่าทำศพและต่างๆอีกมากมายจนถึงวันเผา
หลังจากวันเผาศพบัวชมพูก็ต้องมานั่งคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป เพราะเธอไม่มีทุนในการเรียนต่ออีกแล้วหลังจากที่ถูกนางลำใยเอาทรัพย์สินไปทั้งหมด ด้วยความสงสารคุณหนูผู้โดดเดี่ยวของนางดวงดาว จึงได้ชักชวนเด็กสาวให้พักอยู่ที่บ้าของตนก่อน
“นะคะคุณบัว คืนนี้ไปพักอยู่ที่บ้านของป้าก่อนก็ได้ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ป้าจะให้เ้าดินมันพาคุณบัวไปเก็บของที่กรุงเทพฯกลับมา แล้วหลังจากนั้นค่อยมาคิดกันต่อว่าจะเอายังไง”
“จะดีเหรอคะป้าดาว บ้านเล็กแค่นั้นจะอัดบัวเข้าไปอยู่ด้วยได้ยังไง อึดอัดทุกคนเปล่าๆ”
“ไม่เป็ไรจริงๆค่ะคุณบัว ที่บ้านมีอยู่สองห้องคุณบัวไปนอนห้องเ้าดินก็ได้ เดี๋ยวให้มันมากางมุ้งนอนที่โถงบ้านเอา”
“…….”
“เถอะนะคุณบัว ให้ป้าได้ตอบแทนบ้างเถอะ ที่ดินและบ้านหลังนั้นมันก็เป็เงินของเสี่ยชาทั้งหมด เท่ากับว่าที่ตรงนั้นก็เป็บ้านของคุณบัวด้วยเช่นกัน”
“ก็ได้ค่ะ บัวจะไปนอนที่บ้านป้าดาวคืนนี้ แล้วเดี๋ยววันพรุ่งหรือไม่ก็วันมะรืนดาวจะกลับไปขนของที่หอพักกลับมา ดาวพอจะมีญาติฝั่งพ่อเหลืออยู่ที่ตัวจังหวัดข้างๆ เดี๋ยวจะไปบอกข่าวเขาและขออาศัยอยู่”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะคุณบัว ถ้าอย่างนั้นเรากลับบ้านกันเถอะนะคะ คุณบัวไปซ้อนจักรยานของเ้าดินมันเลยนะเดี๋ยวป้ากับลุงจะเดินกลับเอา”
“ค่ะ”
“ยืนทำอะไรอยู่ล่ะดิน ไปเอากระเป๋าของคุณบัวมาสิ แล้วพาเธอกลับบ้าน”
“จ้ะแม่”
ดินทำตามที่แม่บอกโดยดี ก่อนจะวิ่งไปหยิบเอากระเป๋าสัมภาระใบเล็กของบัวชมพูมาไว้ที่จักรยานแล้วพาเธอกลับบ้าน ตลอดทางไม่มีการพูดคุยกันสักคำ มีเพียงเสียงกบเขียดที่มันร้องระงมอยู่ทั่วทุ่งนาระหว่างทางกลับบ้าน บัวชมพูได้แต่นั่งร้องไห้เงียบๆอยู่ด้านหลังของดินหลังจากทบทวนชีวิตของตัวเองที่อยู่อยู่มันก็พลิกกลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็หลังมือ
“ถึงแล้วครับคุณบัว” เสียงเข้มดังขึ้นปลุกให้คนไร้สติตื่นจักภวังค์ บัวชมพูใช้หลังมือปาดน้ำตาออกไปก่อนจะก้าวลงจากจักรยานคันเก่า
“ฉันไม่เคยมาที่นี่เลย ไม่เคยรู้ว่าบ้านหลังเล็กจะน่าอยู่ขนาดนี้” ตาสวยกวาดมองไปทั่วบริเวณบ้านที่ดูสะอาดสะอ้านและประดับไปด้วยดอกไม้หลากสี ถึงแม้ลมเย็นๆในตอนพลบค่ำจะพัดปลิวสร้างความเหน็บหนาวมาให้กับหัวใจสักเพียงใด แต่บ้านเล็กหลังนี้กลับทำให้คนที่มองเข้าไปรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“ก็คุณบัวบอกว่าที่นี่มันน่ารังเกียจนี่ครับ…”
“…ฉันรู้ว่านายเกลียดฉัน ต่อให้ขอโทษไปตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ว่าต่อจากนี้ฉันคงต้องขอรบกวนบ้านที่เคยคิดว่าสกปรกหลับนอนแล้วล่ะ”
“คุณบัวรู้ได้ยังไงว่าขอโทษตอนนี้มันจะไม่มีอะไรดีขึ้น คำขอโทษไม่มีสายไปหรอกนะ ถ้าใจคุณมันรู้สึกผิดจริงๆ”
“………”
“เข้าไปข้างในเถอะผมจะจัดที่นอนให้”
“ฉัน…ฉันขอโทษ” เสียงเล็กส่งผลให้ดินถึงกับหยุดเคลื่อนไหวแล้วหันหลังกลับมามองอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ไม่คิดเลยว่าคุณหนูเอาแต่ใจอย่างเธอจะยอมเอ่ยปากขอโทษเขาได้
“………..”
“ฉันขอโทษที่เคยแกล้งนายสารพัด”
“นี่ออกมาจากใจแล้วใช่ไหมคุณบัว”
“…อือ”
“แล้วทำไมคุณถึงได้นึกเกลียดผมนักหนา จำได้ว่าผมสุภาพกับคุณมาตลอด”
“…ตอนเด็กๆ ตอนที่แม่ฉันยังอยู่ แม่ชอบดุด่าว่าฉันเป็เด็กไม่มีมารยาท แต่กับนาย แม่เอ็นดูรักใคร่ ฉันเลยไม่ชอบที่นายมาแย่งความรักของแม่ไปจากฉัน”
“ผมไม่สามารถแย่งความรักจากแม่ของใครมาได้หรอกครับคุณบัว ถึงคุณนายท่านจะดุด่าคุณบัวสักแค่ไหน แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าให้ท่านเทความรักออกมาแยกเป็สี แน่นอนว่าสีของคุณบัวต้องมากกว่าของผมหลายร้อยเท่าอยู่แล้ว”
ถึงจะเป็ประโยคธรรมดาๆ แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของดินนั้นทำให้บัวชมพูรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ทำไมเธอถึงพึ่งรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็คนใจดีและอบอุ่น ทำไมเธอถึงเอาแต่จงเกลียดจงชังเขาจนหน้ามืดตามัว
ความรู้สึกผิดมากมายพลั่งพลูออกมาจนอยากจะขอโทษเขาอีกสักพันหน แต่เด็กสาวก็ทำได้แค่ยิ้มอ่อนๆออกไปให้เขาเท่านั้น และแน่นอนว่านี่เป็ครั้งแรกที่ดินได้รับรอยยิ้มมาจากบัวชมพู หัวใจดวงน้อยๆของเขานั้นถึงกับเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทีเดียว รอยยิ้มของยายมารร้ายงดงามขนาดนี้เลยหรือ เขาคิด