โปรแกรมสร้างนักรบ

    จอมยุทธ์ผู้องอาจ 3 – หอคอย!

            “ท่านปู่! ถ้าเป็นไปได้ ข้าจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนท่านอีกครั้ง”


            ฟ้ายังไม่สาง แต่เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจออกเดินทางตั้งแต่ตอนนี้


            ไม่มีการพบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีคำร่ำลาอื่นใด นอกจากคำสัญญาที่ออสการ์ไม่แน่ใจว่าจะทำมันได้สำเร็จหรือไม่เท่านั้น


            การจากลา…


            มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก ไม่ว่าจะมันจะคือการจากเป็นหรือจากตาย


            การร่ำลา…


            คือสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าโอกาสที่จะได้กลับมาพบกันอีกแทบจะเป็นศูนย์


            เด็กหนุ่มไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ และเลือกที่จะเดินทางจากไปแบบเงียบ ๆ


            ช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ออสการ์คิดว่าตัวเองทำอย่างเต็มที่แล้ว มันอาจจะไม่ดีที่สุด อาจจะไม่มากมากอะไรนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เมื่อมองย้อนหลังกลับมา เขาจะไม่มีความเสียใจเสียดายติดค้างหลงเหลืออยู่


            มันจะมีเพียงความทรงจำอันแสนอบอุ่นเท่านั้น


            เท้าของเด็กหนุ่มก้าวยาวและเร็วมากขึ้น ความลังเลในจิตใจลดน้อยถอยลงไปตามระยะทางที่ก้าวผ่าน


            ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนด ไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นเขา แต่ทั้งหมดนี้คือชะตากรรมที่ออสการ์ต้องเผชิญ


            ชะตากรรมที่ต้องสู้เพื่อรักษาตัวตน รักษาเจตจำนงของตัวเองเอาไว้


            ไม่มีโอกาสรอดกลับมาอยู่ที่เมืองนี้ต่อ มีแค่ผ่านการทดสอบหรือจบชีวิตลงไป เท่านั้น!

            …….


            สถานที่ทดสอบคือหอคอยสูง 3 ชั้น


            ชื่อของมันคือ ‘หอคอยไผ่ขจี’ ชื่อเดียวกับชื่อเมือง ‘ไผ่ขจี’ ที่เด็กหนุ่มใช้ชีวิตอยู่มา 15 ปี


            มันเป็นหอคอยที่ตั้งอยู่ในลานกว้างกลางใจเมือง หน้าที่โดยทั่วคือการควบคุมค่ายกลนภาครามและม่านพลังที่คอยปกปักคุ้มครองเมืองแห่งนี้จากสัตว์อสูร


            และหน้าที่หลักอันสำคัญยิ่งใหญ่คือการกระตุ้นความสามารถให้กับเด็กหนุ่มสาวที่อายุครบ 14 ปี และคัดเลือกผู้มีความแข็งแกร่งในหมู่เด็กหนุ่มสาวอายุ 15 ปีออกมา


            เป็นหอคอยที่ว่ากันว่า ‘องค์เทวะนภาคราม’ สร้างขึ้นโดยตัวพระองค์เอง


            เป็นหอคอยทรง 8 เหลี่ยมสีดำสนิท ผนังปิดทึบหมดทุกด้าน ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีระเบียง มันเหมือนกับแท่งหินหรือหลักศิลามากกว่าหอคอย


            แต่ทุกคนก็ยังเรียกมันว่าหอคอยไผ่ขจี ไม่เคยมีใครคิดถามหาเหตุผล และไม่เคยมีใครคิดที่จะเรียกมันเป็นอย่างอื่น


            เมื่อองค์เทวะเรียกมันว่าหอคอย มันก็ต้องเป็นหอคอย ไม่มีทางที่จะเป็นสิ่งอื่นไปได้


            ออสการ์มาถึงลานกว้างในตอนที่แสงแรกแห่งอรุณเริ่มทอประกายขึ้นบนขอบฟ้า


            แต่เขาไม่ใช่คนแรกที่มาถึงที่นี่


            มีผู้ที่ใจร้อนกว่า เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วเกือบ 1,000 คน รอบ ๆ หอคอยเริ่มคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทั้งที่เป็นผู้ที่เข้ามารับการทดสอบ และครอบครัวผู้ติดตามมาส่งด้วยความห่วงใย


            จะมีเหตุการณ์สำคัญ 2 อย่างเกิดขึ้นที่หอคอยและลานกว้างแห่งนี้ในช่วง 2 วันต่อจากนี้ไป


            วันนี้จะเป็นการทดสอบคัดเลือกผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งในหมู่เด็กหนุ่มสาวอายุ 15 ปี


            กำหนดเวลาคือทุกคนต้องเข้าไปในหอคอยก่อนพระอาทิตย์ขึ้นตรงหัวในยามเที่ยง


            ผู้ที่เข้าไปไม่ทัน? ค่ายกลนภาครามจะลงโทษสังหารอย่างไม่มีข้อยกเว้น


            หลบหนี? ถ้าเก่งกล้าสามารถถึงขนาดหลบหนีจากค่ายกลนภาครามออกไปนอกม่านพลังได้ เขาหรือเธอคนนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ผ่านการทดสอบ แล้วจะต้องหลบเลี่ยงหลีกหนีไปทำไม?


            และในวันพรุ่งนี้ มันจะเป็นพิธีกระตุ้นความสามารถของเด็กหนุ่มสาวที่อายุครบ 14 ปีรุ่นถัดไป


            ทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้โดยที่ไม่มีใครกล้าเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่หอคอยแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ วงจรแห่งชะตากรรมก็จะหมุนเวียนไปอย่างไม่สิ้นสุด


            ม่านพลังที่คอยปกป้องคุ้มครองเมืองอยู่นั้นมีรัศมี 50 กิโลเมตรจากหอคอยไผ่ขจี และพื้นที่ด้านในม่านพลังทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของค่ายกลนภาคราม


            มันเป็นทั้งการปกป้องดูแลและควบคุมชาวเมืองไผ่ขจีไปพร้อมกัน


            ไม่มีใครขัดขืนกฏเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้โดยองค์เทวะนภาครามได้

            …


            “ฝ่าหอคอยทมิฬ”


            เสียงฝีเท้าและคำพูดที่เอ่ยขึ้นเบา ๆ จากทางด้านข้างทำให้คิ้วของออสการ์ขมวดแน่นเข้าหากัน เขาหมุนตัวกลับไปมองทางต้นเสียงอย่างช้า ๆ ใช้เวลาตรึกตรองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยชื่อของตัวเองออกไป


            “ออสการ์ แพลนเน็ตเอิร์ธ”


            “ดันแคน เกรทวูฟส์”


            “นายจำฉันได้ยังไง?”


            “นายไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก และฉันแค่รู้สึกคุ้นหน้า ก็เลยลองเสี่ยงทักดู”


            “เจอหรือจำคนอื่นได้อีกมั้ย?”


            “ไม่เจอ แต่สังเกตเห็นว่ามีอยู่อีกหลายคนที่เข้าข่าย”


            “ความแข็งแกร่งอย่างนั้นใช่มั้ย?”


            “ใช่ รู้สึกว่าพวกเราจะมีข้อได้เปรียบอยู่มากพอสมควร”


            “ไม่แน่นัก การทดสอบคืออะไรก็ยังไม่รู้ ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบยังบอกไม่ได้หรอก”


            “ก็จริง… นายมีเบาะแสอะไรบ้างมั้ย?”


            “นอกจากฝ่าหอคอยทมิฬ? ไม่มี นายล่ะ? ตื่นขึ้นมาพร้อมกับการกระตุ้นพลังลมปราณเหมือนกันใช่มั้ย?”


            “ใช่ แต่นอกจากความทรงจำและคำว่าฝ่าหอคอยทมิฬ มันก็ไม่มีอะไรอีกเหมือนกัน”


            “ถ้าอย่างนั้นคงต้องรอดูว่าในหอคอยจะมีอะไรแล้วล่ะ พอผ่านการทดสอบได้ มันน่าจะมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมให้อีก”


            “ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ให้ตายเถอะ! เมื่อไหร่เรื่องบ้า ๆ แบบนี้จะจบเสียทีก็ไม่รู้?”


            “หึหึหึ… นอกจากเพลงหมัดนภาคราม ฉันยังได้ฝึกเพลงหมัดสามบรรพต กับเพลงดาบอีกอย่างมาด้วย… แล้วนายล่ะ? ได้ฝึกเคล็ดวิชาพิเศษอะไรมาบ้างมั้ย?”


            ออสการ์หัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคออย่างไม่รู้ว่าจะตอบอะไร แต่หลังจากหยุดชะงักลงไปชั่วครู่ เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจเอ่ยบอกเคล็ดวิชาที่ตัวเองฝึกฝนออกมาบางส่วน พร้อมกับถามถึงการฝึกฝนของอีกฝ่าย โดยไม่ได้คาดหวังกับคำตอบที่แท้จริงอะไรมากนัก


            คิ้วของดันแคนขมวดแน่นเข้าหากันเมื่อได้ยินสิ่งที่คู่สนทนากล่าวและเอ่ยถาม ในแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่มนุษย์ผู้ที่วิวัฒนาการมาจากหมาป่าก็ใช้เวลาไม่นานนักในการประมวลผล ก่อนจะเอ่ยคำพูดของตัวเองออกมาทดสอบบ้าง


            “เพลงหมัดภูผาหิน…”


            “…”


            “พูดเรื่องอดีตไม่ได้ แต่คุยเรื่องปัจจุบันได้ทั้งหมด… ดูเหมือนว่าด่านนี้จะซับซ้อนมากกว่าที่คิดเอาไว้ไม่น้อยเลย”


            ออสการ์พึมพำออกมาให้พอได้ยินกันแค่ 2 คน ดันแคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะความพยายามที่จะเอ่ยเกี่ยวกับเรื่องการฝ่าถ้ำทมิฬไม่ประสบผลสำเร็จ มันไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปากได้แม้แต่คำเดียว


            “ฉันจะเข้าไปในหอคอยตอนนี้ นายล่ะ? จะรอดูก่อนหรือยังไง?”


            ออสการ์เอ่ยบอกความต้องการของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยถามคู่สนทนาที่ผ่านด่านฝ่าถ้ำทมิฬมาในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน ถ้าเด็กหนุ่มจำไม่ผิด ดันแคนน่าจะปรากฏตัวที่หมู่บ้านเริ่มต้นหลังจากเขาประมาณ 3-40 วัน ไม่เคยคุยกันมาก่อน แต่ก็เห็นหน้าอยู่ในร้านขายอาหารอยู่บ่อยครั้ง


            ที่นั่น อีกฝ่ายเหมือนมนุษย์หมาป่ามากกว่าตอนนี้


            มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ออสการ์ต้องใช้เวลาทบทวนความทรงจำอยู่ครู่ใหญ่ กว่าที่เขาจะเชื่อมโยงมนุษย์หัวหมาป่าคนนั้นเข้ากับเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ หูแหลม จมูกยื่นออกมาเล็กน้อย ดวงตาสีเหลืองทอง มันมีเค้าลางของหมาป่าอยู่ แต่ก็ไม่ได้มากมายนักเลย


            “เข้าไปกันเลยเถอะ!”


            ดันแคนกล่าวตอบออกมาอย่างง่าย ๆ และเป็นฝ่ายเดินนำหน้ามุ่งตรงไปที่หอคอยก่อนเสียด้วยซ้ำ

            …


            ทั้ง 8 ด้านของหอคอยรูปทรง 8 เหลี่ยมไม่มีประตู


            วิธีเดียวที่จะเข้าไปในหอคอยคือการเข้าไปยืนกลางวงเวทย์ค่ายกลส่งตัวที่จารึกอยู่บนพื้นหน้าผนังทั้ง 8 ด้าน


            ขั้นตอนการส่งตัวเข้าไปด้านในใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาทีต่อคน และในตอนนี้มีผู้กล้าเข้าไปทำการทดสอบในหอคอยหลายคนแล้ว


            “แยกกันเถอะ! ถ้าเงื่อนไขคือการต่อสู้กันเอง ฉันไม่อยากจะเจอกับนายเร็วนัก”


            ดันแคนกล่าวออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินแยกตัวออกไปทางด้านข้างโดยไม่รอคำตอบของออสการ์ ปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนต่อแถวอยู่หน้าวงเวทย์ค่ายกลส่งตัวที่เดิมคนเดียว


            “แล้วเจอกันหลังทดสอบเสร็จ!”


            ออสการ์ส่งเสียงตามหลังไปเบา ๆ พอให้ได้ยิน อีกฝ่ายเพียงแค่ยกมือขึ้นมาเป็นสัญญาณว่ารับรู้แล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ทั้ง ๆ ที่นี่อาจจะเป็นการติดต่อสื่อสารครั้งสุดท้ายของทั้งคู่ก็เป็นได้


            ‘ชั้นรวบรวมลมปราณขั้นที่ 4 ถ้าเป็นคนธรรมดา อย่างน้อย ๆ ก็คงจะมีชีวิตรอดกลับมาอยู่ในเมืองต่อ แต่ในเมื่อเป็น ‘ผู้เล่น’ เงื่อนไขปกติไม่น่าจะใช้กับพวกเราได้’


            เด็กหนุ่มก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ในใจ เพราะจากที่เขาสัมผัสได้ ผู้ฝึกยุทธที่อยู่รอบตัวเกือบ 200 คนในตอนนี้ไม่มีใครมีระดับชั้นต่ำกว่าผู้รวบรวมลมปราณขั้นที่ 3 เลย…