ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ตอนที่ 41 เป็นห่วง

            “แต่ข้าสามารถ...”จูเยว่ได้ตอบกลับไปด้วยคำพูดเรียบง่ายไร้เรื่องราวใดให้ต้องกังวล

     

            เมื่อสิ้นคำกล่าวเขาได้เดินไปสัมผัสที่ตัวของสัตว์อสูรตนนั้น เกิดเป็นแสงสีเขียวคล้ายใบไม้ ปกคลุมรอบกายอาชาเกราะทมิฬที่ใกล้ตายมันเป็นผลของเวทย์พฤษาหวนคืน ที่เป็นเวทย์ระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นกลางธาตุไม้ที่ได้เริ่มทำการรักษาบาดแผลทั่วร่างของมัน แม้แต่อวัยวะภายในที่บาดเจ็บสาหัสก็ยังสามารถรักษาให้หายได้ อีกทั้งยังใช้เวลาในการรักษาสั้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวซึ่งเป็นเวลาไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น! 

     

            ฮี่ๆ!!!!

     

            เสียงของอาชาเกราะมิฬที่พึ่งฟื้นตัวจากเวทย์รักษาร้องดังก้องไปทั่วภายในถ้ำ มันรีบเอาหัวเข้าไปคลอเคลีย บริเวณที่ลูกของมันอยู่หาได้สนใจสิ่งใดรอบข้าง เพราะเมื่อครู่มันคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูกน้อยของมันอีกครั้ง

     

            แม้จูเยว่จะไม่ได้แสดงท่าทีที่เหน็ดเหนื่อยออกมาให้เห็นแต่เวทย์รักษาที่ทรงพลังดังกล่าว ได้กลืนกินลมปราณไปถึง 3 ใน 10 ส่วน ซึ่งเขาหาได้สนใจลมปราณที่สูญเสีย แต่กลับรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่ธาตุไม้ในโลกใบนี้ กลับมีพลังรักษาในระดับสูงจนหน้าเหลือเชื่อ!ซึ่งมันเทียบเท่ากับเวทย์รักษาของระดับจอมเวทย์เลยทีเดียว!

     

            “ปะเป็นไปได้...อย่างไรกัน?!” น้ำเสียงไม่อยากเชื่อดังขึ้นภายในดวงจิตของจูเยว่ด้วยพลังเพียงระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 กลับมีพลังรักษาถึงขีดขั้นนี้ได้อย่างไร?! หากไม่ใช้โอสถ และใช้พลังลมปราณเพียงอย่างเดียวถึงเป็นตัวนางยามที่มีระดับพลังสูงสุด ก็ไม่มีทางที่จะรักษาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!

     

            จูเยว่หาได้สนใจในน้ำเสียงที่ตกตะลึงของลี่อินและได้กล่าวถามออกไปในดวงจิต

     

            “ข้ารักษามันให้เจ้าแล้ว...เจ้าพอใจหรือไม่?” จูเยว่คาดว่านางต้องรู้สึกดีกับตน ขึ้นอย่างมากเป็นแน่เพราะได้ทำตามในสิ่งที่นางต้องการได้สำเร็จ 

     

            “พอใจ?พอใจอะไรของเจ้า?! เจ้าต้องการเย้ยหยันว่าข้าด้อยความสามารถกว่าเจ้าใช่หรือไม่?!”

     

            แต่หาได้เป็นดั่งที่จูเยว่คิดเช่นเคยกลับเป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจดังขึ้นมาแทนที่

     

            เมื่อจูเยว่ได้ยินประโยคที่นางกล่าวกลับทำได้เพียงส่ายศรีษะไปมาด้วยความรู้สึกจนใจ เขาเพียงต้องการให้นางมองตนดีขึ้นจึงได้ทำในสิ่งที่นางต้องการ แต่ดูท่าแล้วคงไม่ง่ายดายอย่างที่คิดไว้

     

            ขณะที่จูเยว่เตรียมตัวจะใช้ทักษะเคลื่อนที่ออกจากภายในถ้ำ

     

            ฮี่!!!....

     

            เป็นเสียงของอาชาเกราะทมิฬที่ได้ส่งเสียงร้องดังขึ้นมา เมื่อจูเยว่หันกลับไปมองได้เห็นสัตว์อสูรตนนั้นทำท่าทาง คล้ายต้องการกล่าวขอบคุณ ที่เขาได้ละเว้นชีวิต 

     

            เมื่อจูเยว่เห็นท่าทางเช่นนั้นจึงยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไปในพริบตา…

     

     

            ณถ้ำที่หลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วพักอาศัย

     

            “เจ้าไม่เป็นห่วงนายน้อยของเจ้าหรืออย่างไรกัน?เขาจากไปถึงสามวันเต็มยังไม่กลับมา อาจโดนสัตว์อสูรภายในป่าแห่งนี้สังหารไปแล้วก็เป็นได้!” เสียงของหลี่ฟางซิ่นดังขึ้นพร้อมหันไปทางเฟยซิ่วที่ยังคงนั่งใจเย็น อยู่ภายในถ้ำ ที่ไม่ไกลจากนางมากนัก

     

            เพราะเวลาได้ล่วงเลยไปถึงสามวันแต่เจ้านายน้อยสารเลวผู้นั้น ยังมิมีทีท่าว่าจะกลับมาแต่อย่างใดกลับเป็นตัวนางที่เป็นกังวล แทนที่จะเป็นข้ารับใช้ของเขาทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก จึงได้กล่าวถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

     

            “แม่นางหลี่...ข้าเข้าใจว่าท่าน รู้สึกเป็นห่วงเป็นใยนายน้อยของข้าอย่างมากแต่ท่านก็มิควรกังวลมากเกินไป ดั่งที่ข้าเคยกล่าวเอาไว้...สัตว์อสูรภายในป่าแห่งนี้ สำหรับนายน้อย ก็เปรียบดั่งสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องเพียงเท่านั้น”เฟยซิ่วได้กล่าวตอบกลับไปเช่นเดิม

     

            เพราะภายในใจมันคิดว่าแม่นางน้อยตระกูลหลี่ผู้นี้ หลังจากที่ได้ตกเป็นของนายน้อยตนแล้วทำให้นางตกอยู่ในห่วงความรัก จนอดไม่ได้ที่จะกล่าวถามออกมาด้วยความเป็นห่วงถึงแม้น้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าตัวนางอาจเขินอาย เกินกว่าที่จะกล่าวความรู้สึกของนางออกมาโดยตรงมันจึงคิดกล่าวปลอบออกไปพร้อมรอยยิ้ม เพื่อให้นางได้คลายความกังวล

     

            แต่หลี่ฟางซิ่นกลับหาได้รู้สึกสบายใจขึ้นมาแม้แต่น้อยเพราะว่าสิ่งที่ข้ารับใช้ผู้นี้กล่าว เสมือนตัวนางนั้น เป็นห่วงคนรัก!และเมื่อมองไปยังใบหน้าที่เปื้อนยิ้มขณะที่กล่าวอารมณ์หงุดหงิดกลับยิ่งพุ่งขึ้นมาจนยากที่จะควบคุมตอนนี้นางกำลังใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะระงับอารมณ์ไม่ให้ลงไม้ลงมือกับข้ารับใช้ผู้นี้!

     

            โฮกกกกก!!!!!!!

     

            ขณะที่หลี่ฟางซิ่นกำลังจะเอ่ยอธิบายความสัมพันธ์ของนางกับนายน้อยสารเลวผู้นั้น ให้ข้ารับใช้ของนายน้อยจูเยว่ได้เข้าใจอย่างถูกต้องกลับมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมา จากบริเวณปากถ้ำที่นางอาศัยซึ่งสามารถรับรู้ได้ทันที ว่าไม่ใช่เสียงของนายน้อยจูเยว่อย่างแน่นอนเพราะมันเป็นเสียงคำรามของสัตว์อสูร! 

     

            เฟยซิ่วที่ทำตัวสบายๆเมื่อสักครู่กลับสีหน้าดำคล้ำขึ้นมา เพราะเมื่อมันได้ส่งสัมผัสปราณออกไปตรวจสอบทำให้สามารถทราบได้ทันที ว่าสัตว์อสูรที่มาเยือนมีระดับพลังถึงขั้นใดความกังวลใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าอย่างไม่ปกปิด

     

            เมื่อหลี่ฟางซิ่นเห็นท่าทางที่แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาของข้ารับใช้เบื้องหน้าจึงรีบหันไปกล่าวถามด้วยความร้อนใจ

     

            “สัตว์อสูรที่อยู่ภายนอก...มันอยู่ระดับใดกัน?”

     

            เมื่อได้ยินเสียงกล่าวถามดังขึ้นมาเฟยซิ่วจึงได้ตอบนางกลับไปตามตรง

     

            “จากที่ข้าสัมผัสได้สัตว์อสูรตนนี้ อยู่ในระดับวิญญาณขั้นที่ 3! ข้าคิดว่ามันสัมผัสได้ถึงพวกเราแล้วและกำลังมุ่งตรงมายังที่แห่งนี้!” ซึ่งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลอย่างชัดเจน

     

            “เป็นไปได้อย่างไรกัน?!”หลี่ฟางซิ่นร้องออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจเพราะตัวนางยังไม่ได้เหยียบย่าง เข้าไปในบริเวณของสัตว์อสูรระดับวิญญาณขั้นที่ 2-3แม้แต่น้อย

     

            เพราะโดยปรกติแล้วสัตว์อสูรจะไม่ออกจากบริเวณถิ่นของมันไกลนัก แต่ว่ายามนี้หาได้ปรกติเช่นนั้น!นั่นเป็นเพราะการต่อสู้ที่รุนแรงของจูเยว่และอาชาเกราะทมิฬอีกทั้งยังมีพลังโจมตีอันทรงพลังของลี่อิน ที่สะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่าเป็นสาเหตุสำคัญให้สัตว์อสูร ที่อยู่ภายในป่าลึกเกิดความหวาดกลัวจึงเริ่มที่จะเดินทางออกมาบริเวณรอบนอกของป่าเพื่อความปลอดภัยของพวกมันเป็นการชั่วคราวซึ่งตัวของหลี่ฟางซิ่นมิอาจคาดเดาถึงเรื่องดังกล่าวได้