อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 73 จารึกมนตรา

            ป้อมปราการแอสทราวินเดิมเคยเป็นของอาณาจักรขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ทว่าภายใต้ความทะเยอทะยานที่จะขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่แห่งที่แปดของอาณาจักรดราโกวิชสุดท้ายอาณาจักรนี้ก็ต้องถูกลบให้หายไป และหนึ่งในสิ่งที่หลงเหลือมาก็คือป้อมปราการแอสทราวินแห่งนี้ แม้จะว่าจะตกไปอยู่ในมือของดราโกวิชแต่ป้อมปราการแห่งนี้ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนักนอกจากผู้นำและการเสริมสร้างกำลังทหาร

            หลายปีก่อนได้มีคนๆ หนึ่งมาที่เมืองนี้เขาเป็นคนที่มีร่างกายกำยำและสะพายขวานยักษ์ไว้ที่หลัง ทันทีที่เขามาที่เข้ามาที่ป้อมปราการแอสทราวินที่แรกที่เขามุ่งตรงไปก็คือสมาคมนักล่าค่าหัว หลักจากนั้นเขาก็กลายมาเป็นนักล่าค่าหัวที่มักเทียวไปเทียวมาระหว่างเมืองนี้กับเมืองริเวอร์วิวของอาณาจักรเซลเวเรีย

            ไม่มีใครู้ว่าเขาเป็นใครมาจากที่ไหนรู้เพียงชื่อของเขาคือ ‘แกเร็ท’ และทุกคนต่างพากันเรียกเขาว่าขวานระเบิดแกเร็ทเพราะอาวุธที่เขาใช้ซึ่งก็คือขวานยักษ์ที่มักจะระเบิดทุกครั้งที่ฟาดโดนศัตรู เขาเริ่มจากการฉายเดี่ยวก่อนจะเริ่มมีลูกน้องเพิ่มเข้ามา ใช้เวลาเพียงไม่นานแกเร็ทก็ขึ้นชื่อว่าเป็นนักล่าค่าหัวอันดับต้นๆ ในแถบนี้ไปในทันที ทว่ากลับไม่มีใครในป้อมปรากาแอสทราวินรู้มาก่อนว่าแกเร็ทยังมีเวทย์ที่เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นโลหะทั้งตัวแบบนี้

            แกเร็ทพุ่งเข้าใส่ริคแต่เริคกลับเอาปีกมาบังตัวเขาไว้ทำให้กำปั้นของแกเร็ทต่อยเข้าที่ปีกของริคเต็มๆ

            เมื่อหมัดของเขาต่อยเข้าที่ปีกของริคกลับต้องฉงนเมื่อพบว่าปีกของริคดูจะแข็งกว่าที่เขาคิดทั้งยังไม่สะเทือนเลยแม้แต่ร้อย เขารู้สึกเอะใจตั้งแต่ที่ลอบโจมตีเมื่อสักครู่แล้ว

            “ปีกของเจ้ามันอะไรกัน?”

            แกเร็ทถามขึ้นทว่าริคกลับเพียงแค่แสยะยิ้มออกมาก่อนที่ปีกของเขาจะกางออกแล้วบินขึ้นฟ้าทันที ลูกน้องของแกเร็ทที่ใช้ธนูก็รีบขึ้นสายธนูแล้วยิงใส่ริคแต่ริคกลับหลบได้ ก่อนที่จะมีห่าฝนพุ่งลงมาใส่พวกเขา ลูกน้องที่ใช้เวทย์บาเรียก็รีบกางบาเรียต้านทานฝนเหล่านั้นไว้ ส่วนคนที่ใส่เกราะซึ่งตอนนี้ได้ดึงเอาสิ่งที่ปักอยู่บนตัวเขาออก ในเวลานี้เขาไม่มีเวลามาสงสัยว่าสิ่งๆ นี้คืออะไร เพราะในสมองคิดแค่ว่าหสกเขาชักช้าไปก้าวเดียวค่าหัว 50 เหรียญทองอาจจะตกเป็นของแกเร็ททั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่เมื่อเขาดึงของพวกนั้นออกแล้วชุดเกราะของเขากลับเรืองแสงแล้วซ่อมแซมตัวเองจนมันกลับมามีสภาพสมบูรณ์ไร้นิ้งรอย

            คนที่สามชุดเกราะหยิบดาบขึ้นมาแล้วไล่นิ้วจากโคนดาบไปยังปลายดาบอีกครั้ง คราวนี้สีที่ห่อหุ้มตัวดาบก็เปลี่ยนจากสีแดงกลายเป็นสีฟ้าตามที่เขาไล่ไป จากนั้นเขาก็ทำท่าตวัดดาบไปยังริคที่ตอนนี้บินอยู่กลางอากาศ ริคที่ตอนนี้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของชายในชุดเกราะตั้งแต่แรกก็รีบบิดหลบด้วยความรวดเร็ว ชายในชุดเกราะหันไปมองก็พบว่าตอนนี้ริคได้ลอยอยู่กลางอากศที่ทางทิศหนึ่งก่อนจะมีห่าฝนพุ่งลงมาใส่เขา ชายที่สวมเกราะไม่สนใจเขาตวัดใส่ริคอีกครั้งจากระยะไกล ผลคือชุดเกราะของเขากลับมาถูกปักจนกลายเป็นเม่นอีกครั้ง แต่ริคกลับมีรอยแผลที่เหมือนกับการถูกฟันไล่ตั้งแต่ไหล่ซ้ายเฉียงลากลงมาทั้งที่ดาบของอีกฝ่ายยังอยู่ห่างจากเขามาก

            “อั๊ก!!!” ริคร้องออกมาก่อนจะมองไปที่ดาบเล่มนั้นตอนนี้เขารู้แล้วว่าไม่เพียงแค่ชุดเกราะของอีกฝ่ายที่เป็นปัญหา เพราะดาบที่อีกฝ่ายใช้ก็เป็นปัญหาไม่ต่างกัน

            ส่วนคนในชุดเกราะที่เห็นว่าตนสามารถสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายได้ก็ไม่สนใจสิ่งปักอยู่บนร่างของเขาแต่ตวัดดาบใส่อีกฝ่ายจากระยะไกลอีกครั้ง ทว่ารอบนี้ริคกลับบนหลบไปอีกทางแล้วกระพือปีกใส่อีกฝ่ายจนปลิวไปได้แค่ไม่กี่เมตรก็ตั้งหลักได้ ทว่าเมื่อเขากำลังจะตวัดดาบจากระยะไกลใส่อีกฝ่ายกลับต้องเผชิญห่าฝนอีกระลอกจนตอนนี้ทั้งจนชุดเกราะของเขาแทบจะไม่เหลือที่ว่าง

            ริคมั่นใจว่าต่อให้ชุดเกราะของอีกฝ่ายจะมีคุณสมบัติในการฟื้นสภาพตัวเองยังไงก็ต้องมีขีดจำกัดอยู่ หากอีกฝ่ายยังคงเมินเฉยบุกเข้ามาโดยไม่สนใจสิ่งที่ปักอยู่บนชุดเกราะเขาก็จะประเคนให้อีกชุดหนึ่ง เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่แน่ว่าเกราะนั้นจะรับไหว

            ขณะที่ริคกำลังคิดในหัวแกเร็ทก็กระโดดขึ้นมาตรงหน้าเขาแล้วต่อยเข้าใส่ริคเต็มแรง แต่ริคกลับหุบปีกกันการโจมตีของเขาได้อย่างทันท่วงที แม้จะเป็นอย่างนั้นริคก็ถูกชุดจนปลิวกระเด็นไปแต่ก่อนที่เขาจะตกลงที่พื้นก็รีบกลางปีกแล้วปีนขึ้นฟ้าก่อนจะหันกลับมามองแกเร็ทที่ตอนนี้ยืนอยู่บนพื้น แกเร็ทยิ้มให้เขาพลางพูดว่า

            “ดูเหมือนว่าจะมีแค่ปีกนั้นสินะที่ยุ่งยาก”

            วงแหวนเวทย์มนต์ปรากฏขึ้นไม่ไกลจากริคก่อนจะมีกระสุนนำแข็งพุ่งออกมาจากวงแหวนเวทย์มนต์พุ่งใส่เขา ทว่าริคกลับแค่นหัวเราะออกมาก่อนจะบินหลบกระสุนน้ำแข็งอย่างรวดเร็วจนมองเห็นเพียงแค่เงาเท่านั้น ริคโผล่ออกมาจากจุดที่ไม่ไกลจากตรงนั้นก่อนจะปล่อยห่าฝนใส่บาเรียที่ลูกน้องของแกเร็ท ซึ่งบาเรียยังคงกันไว้ได้ทว่าแกเร็ทก็กระโดดเข้าใส่ริค แต่ริคก็บินหลบไปอีกทางพร้อมทั้งบอกว่า

            “คนที่บินบนฟ้าไม่ได้อย่างเจ้าไม่ใช่คู่มือข้า” ก่อนจะกระพือปีกใส่แกเร็ทที่อยู่กลางอากาศจนเขาตกลงไปที่พื้น

            สตรีที่ถือไม้คทาตอนนี้ก็กำลังปักไม้คทาลงบนพื้นทั้งยังร่ายคาถาไม่หยุด แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นเอ็นวี่ก็เริ่มที่จะหลุดออกจากพันธนาการของโซ่ได้ทีละนิด ยิ่งได้เห็นเช่นนั้นเธอกลับยิ่งสงสัยระคนพรั่นพรึง เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าเวทย์จำแลงอสูรสามารถทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย คล้ายกับว่ากระดูกของเขานั้นหลุดพ้นจากกระดูกของมนุษย์จนดูคล้ายกระดูกของงู เธอเป็นผู้ชำนาญในการใช้เวทย์กับดักที่ต้องคอยพึ่งพาวงแหวนเวทย์มนต์ ซึ่งจากการที่เธอได้ลองเล่นงานเอ็นวี่เพียงแค่ไม่กี่ทีเธอก็พบปัญหาทันทีนั่นก็คือนอกจากกับดักสายฟ้าที่เพียงแค่ทำให้อีกฝ่ายหมดสติชั่วครู่ นอกนั้นเธอก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้คนๆ นี้ได้เลย

            ดังนั้นสิ่งที่เธอเลือกจะทำตอนนี้คือยื้อเอ็นวี่เอาไว้ให้นานที่สุดแล้วให้คนอื่นไปจัดการเจ้านกนั่นแล้วค่อนมาจัดการเจ้างูตัวนี้ แน่นอนว่าเธอไม่คิดจะช่วยพวกเขาเปล่าๆ เพราะต่อให้เวทย์กับดักของเธอจะใช้กับเจ้างูนี่ไม่ได้ผลแต่ถ้าเป็นแกเร็ทกับคนในชุดเกราะเธอมั่นใจว่ารับมือได้แน่ ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นคนจัดการเป้าหมายได้เธอก็สามารถเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อขอส่วนแบ่งได้อย่างไม่ยากเย็น

            เสียงโคลม! ดังขึ้นตรงหน้าบาเรียของเธอเมื่อมองดูกลับพบว่าเป็นร่ายมนุษย์ที่คล้ายหลอมจากเหล็กกล้า ในใจเธออยากตะโกนด่าอีกฝ่ายที่ทำให้เธอเสียสมาธิจนเกือบจะหยุดร่ายคาถา

            แกเร็ทลุกขึ้นมามองไปที่สตรีที่ตอนนี้หลบอยู่หลังบาเรียก่อนจะมองไปที่เอ็นวี่ที่ตอนนี้กำลังกระเสือกกระสนดิ้นให้หลุดจากโซ่ แกเร็ทยิ้มออกมาในทันทีเขาเข้าใช้มือที่เหมือนจะหลอมจากโลหะไปจับหัวของเอ็นวี่เอาไว้แล้วขู่ทันที

            “อย่าขยับถ้าไม้อยากให้หัวเจ้านี่เล...”

            คำว่าเละไม่ทันออกจากปากแกเร็ทก็โดนริคพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงถีบเข้าใส่จนกระเด็นไป โชคดีที่พื้นที่บริเวณนี้สตรีที่ถือไม้คทาได้ปลดกับดักจนหมดแล้วไม่อย่างนั้นแกเร็ทอาจได้เจ็บสองต่อ ไม่สิแค่ต่อเดียวเท่านั้นเพราะเหมือนว่าลูกถีบของริคจะสร้างความเสียหายให้แกเร็ทไม่ได้แม้แต่น้อย

            แกเร็มยิ้มให้ให้ริค

            “ในที่สุดแกก็ลงมาแล้วสินะไอ้นก”

            พูดจบเขาก็พุ่งเข้าใส่ริคอีกครั้งซึ่งริคก็เอาปีกมาบังตัวเขาไว้แล้วแกเร็ทก็ต่อยลงบนปีกของริค ซึ่งริคก็เลือกจะให้ตัวเขากระเด็นไปตามแรงต่อยแกเร็ทที่ล่อให้ศัตรูลงมาสู้กับเขาบนพื้นได้ก็ไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดมือ เขาตามไปต่อยใส่ปีกของริคไม่ยั้ง

            “เป็นยังไงล่ะพอไม่ได้อยู่บนฟ้าก็หงอยไปเลยใช่มั้ยล่ะวะไอ้นก” แกเร็ทพูดไปพลางต่อยไปพลางจนริคหลังชนต้นไม้ก่อนจะถูกแกเร็ทกระโดดถีบสองตีนใส่ปีกของริคอัดกับต้นไม้จนต้นไม้แหลกเป็นผุยผงพร้อมกับริคที่กระเด็นออกไป แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่แกเร็ทก็รู้สึกว่าปีกของริคมันแข็งผิดปกติ ทั้งที่เข้าซัดเข้าไปตั้งขนาดนี้แล้วแต่ปีกคู่นั้นก็ยังมีสภาพอยู่ดี แต่แกเร็ทไม่มีเวลาให้เขาได้คิดเยอะเพราะในเมื่ออุตส่าล่อให้อีกฝ่ายลงมาจากบนฟ้าทั้งทีก็ต้องรีบเผด็จศึกให้ได้ ต่อให้ต่อยไปสิบหมัดไม่ได้ผลก็ต้องต่อยไปร้อยหมัด ร้อยหมัดไม่ได้ผลก็ต้องต่อยไปพันหมัด

            ริคที่กระเด็นจนไปชนกับต้นไม้ใหญ่ก่อนจะร่วงลงกับพื้นปีกของเขาคลายออกก่อนจะสบถออกมา

            “ไอ้วัวบ้าพลังเอ๊ย”

            ก่อนที่จะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่พุ่งเข้ามาเขารีบหุบปีกอีกครั้งก่อนที่หมัดเหล็กกล้าของแกเร็ทจะซัดเข้าที่ปีกของเขาเต็มแรงจนหลังของเขากระแทกเข้ากับต้นไม้ จากนั้นแกเร็ทก็ต่อยใส่ปีกของริคไปอีกไม่ยั้ง

            “อ้าวเฮ้ยดีแต่หลบเป็นหรือไงฟะแกเป็นเต่าหรือไงน่ะเฮ้ย”

            แกเร็ทพูดออกมาในขณะที่ยังต่อยไม่หยุดส่วนริคนั้นก็รู้สึกว่าหมัดที่อีกฝ่ายต่อยรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกสะเทือนไปทั้งปีกทุกครั้งที่หมัดเหล็กของอีกฝ่ายซัดมายังปีกของเขา

            เอ็นวี่ที่ในที่สุดก็ดิ้นรนหลุดมาจากการพันธนาการของโซ่ได้แล้วก็กำลังลุกขึ้นในขณะที่สายตาของเขาเอาแต่จ้องมองไปยังสตรีที่ถือไม้คทาที่กำลังยืนอยู่หลังบาเรียพร้อมกับยิ้มออกมา ในขณะที่สตรีนางนั้นที่พอเห็นว่าอีกฝ่านหลุดออกมาได้เธอก็หยุดร่ายคาถาทันที แต่สีหน้าเธอกลับไม่มีความตีงเครียดแต่อย่างใด ทันใดนั้นใต้ฝ่าเท้าของเอ็นวี่ก็มีวงแหวนเวทย์มนต์ปรากฎขึ้นโว่มากมายโผล่ออกมาหมายจะจับตังเอ็ยวี่ไว้อีกครั้ง แต่เอ็นวี่กลับชิงกระโดดถอยหลังทำให้โซ่เหล่านั้นคว้าได้แต่ลม

            เอ็นวี่เตรียมฟาดงูใหญ่ใส่บาเรียแต่กลับมีอะไรบางอย่างฟันมาแต่เอ็นวี่กลับเลือกที่จะรับมันตรงซึ่งก็ไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปมองทิศทางที่การโจมตีพุ่งมาพบว่าเป็นคนที่สวมชุดเกราะในมือถือดาบในมือที่ตอนนี้เคลือบไว้ด้วยสีฟ้าระยะห่างของเขานับว่าไกลเกินระยะของดาบแต่กลับสามารถฟันเขาจากระยะน้ะนได้

            “ไม่เข้าเลยงั้นรึ? ดูท่าคงเน้นหรอยจากระยะไกลไม่ได้สินะ” พุดจบเขาก็เอานิ้วไล่ดาบเปลี่ยนสีบนดาบให้กลายเป็นสีแดงอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าไปแทงเอ็นวี่ซึ่งเอ็นวี่ก็ให้งูพิษพ่นพิษใส่แต่ชายที่สวมเกราะไม่สนใจพิษ เขาพุ่งเข้าใส่เอ็นวี่แต่ก่อนที่ปลายจะแทงถูก เอ็นวี่ก้เหวี่ยงงูใหญ่ที่เป็นมือซ้ายเข้าใส่จนเขาเซไปหนึ่งที ก่อนจะถูกเอ็นวี่ฟาดงูใหญ่ใส่เขาอีกครั้งแต่คนที่สวมเกราะเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียดก่อนที่ใต้เท้าของเอ็นวี่จะปรากฏวงแหวนเวทย์มนต์ขึ้นแล้วมีโซ่ยื่นออกมา เอ็นวี่จะกระโดษหลบก่อนที่จะโดนจับได้แต่คนที่สวมเกราะกลับยื่นดาบแทงใส่ทำให้เขาต้องกลับมาอยู่ในวงแหวนอีกครั้งแล้วก็โดนโว่ที่ยื่นออกมามัดเอาไว้

            ‘เสร็จกัน’

            เอ็นวี่ร้องออกมาในใจพร้อมกับมีวงแหวนเวทย์ปรากฏที่เหนือหัวเขา เอ็นวี่มองวงแหวนเวทย์เหนือหัวด้วยสายตาที่พรั่นพรึงเพราะเขาก็พึ่งสิ้นท่าด้วยสิ่งนี้ แต่เสี้ยววินาทีนั้นเอ็นวี่กลับคิดอะไรบางอย่างได้ งูใหญ่แขนซ้ายเข้าไปงับขาชายที่สวมเกราะซึ่งกำลังจะถอยหนีเพื่อให้พ้นรัศมีการโจมตีจากวงแหวนเวทย์มนต์

            “อ๊ะ!” เขาร้องออกมาก่อนจะถุกเหวี่ยงขึ้นไปขวางระหว่างตัวเอ็นวี่กับวงแหวนเวทย์มนต์

            ‘เสร็จกัน’ คราวนี้เป็นคนที่สวมเกราะร้องออกมา ส่วนสตรีที่ถือไม้คทาก็ตกใจเพราะไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวแบบนี้ แต่ครั้นจะคลายวงแหวนเวทย์มนต์กลับไม่ทันการ สายฟ้าอันรุนแรงพุ่งออกจากวงแหวนเวทย์มนต์ซัดเข้าที่ร่างของคนในชุดเกราะทันที พร้อมกับสายฟ้าที่รุนแรงปรากฏขึ้นในป่าอีกที่

            “เปรี้ยง!!!”

            “เปรี้ยง!!!”

            “ลูกพี่!!!”

            เหล่าลูกน้องของแกเร็ทต่างพากันมองเข้าไปในป่าด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว เพราะพวกเขารู้ดีว่าลูกพี่ของพวกตนไม่ได้ใช้เวทย์สายฟ้า ทั้งยังไม่มีอาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์เวทย์มนต์ที่เกี่ยวกับสายฟ้า ดังนั้นที่มาของสายฟ้าในป่าที่พวกเขาเห็นนั้นจึงต้องเป็นของคนที่มีปีกนั่นเท่านั้น

            เมื่อสายฟ้าถูกผ่าออกมาจนหมดวงแหวนเวทย์ก็สลายไปในทันทีเหลือเพียงเอ็นวี่ที่ตอนนี้ถูกโซ่พันธนาการไว้กับชุดเกราะที่มีควันโชยออกมา เอ็นวี่เหวี่ยงร่างของคนที่สวมเกราะไปอีกทางเหมือนเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มให้กับสตรีที่อยู่หลังม่านบาเรีย

            สตรีที่ถือไม้คทารู้สึกตึงเครียดจนเหงื่อไหล แม้เธอจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในป่าแต่จากสีหน้าของพวกลุกน้องก็พอบอกได้ว่าสายฟ้าในป่านั้นไม่ใช่ฟีมือของแกเร็ทแน่ ขณะที่เธอกำลังคิดว่าจะทำยังไงอยู่นั้น ริคก็บินกลับมาพร้อมกับเหวี่ยงอะไรบางอย่างลงมาตรงหน้าของเธอ เมื่อเธอก้มลงมองกลับต้องพูดไม่ออกเพราะนั่นคือแกเร็ทที่หมดสติแถมดำเมี่ยมไปทั้งตัว ริคหันมามองเธอแต่ไม่ได้พูดอะไร ในขณะที่บรรดาลูกน้องของแกเร็ทต่างพอกันร้องออกมาว่า

            “ลูกพี่!!!”

            พวกเขาต่างพากันวิ่งออกจากม่านบาเรียเพื่อมาดูอาการของแกเร็ทโดยไม่สนใจริคที่ยืนอยู่ แต่ทันทีที่บาเรียถูกปิดลงปีกด้านขวาของริคก็กลางออกพร้อมกับมาห่าฝนพุ่งมาจากปีก เข้าใส่พวกเขาทั้งสามจนพากันร้องโอดโอยกับพื้น

            เหล่าสตรีทั้งสามที่ยังคงอยู่หลังม่านบาเรียต่างมีท่าทีตึงเครียด หญิงสาวนักทำนายที่อยู่ด้านหลังทางขวามือจึงถามขึ้น

            “นายหญิงเอาไงดีคะ”

            หญิงสาวที่ถือไม้คทาใช้ความคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะล้วงลงที่ร่องอกของเธอแล้วหยิบม้วนกระดาษออกมาตัวม้วนกระดาษมีตราประทับสีน้ำเงินอยู่ปิดผนึกอยู่ หญิงสาวทั้งสองเมื่อได้เห็นม้วนกระดาษนั้นต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก ส่วนริคหรี่ตาเมื่อได้เห็นม้วนกระดาษนั้นก่อนจะพูดว่า

            “จารึกมนตรา?”

            จารึกมนตราเป็นสิ่งที่คล้ายกับอาร์ติแฟกต์เพียงแต่ว่ามันเป็นม้วนกระดาษที่ถูกบันทึกด้วยอักขระมนตราที่จะแสดงผลเป็นเวทย์มนต์ที่มันถูกบันทึกเอาไว้ และที่สำคัญคือใช้ได้เพียงครั้งเดียว หรือก็คือมันจะเหมือนกับอาร์ติแฟกต์แบบใช้แล้วทิ้งนั่นเอง เพียงแต่ราคาย่อมเยาว์กว่าและหาซื้อได้ง่ายกว่า

            ริคมองจารึกมนตราในมือของสตรีผู้นั้นด้วยความหวาดระแวงเพราะเขาไม่รู้ว่าเป็นเวทย์มนต์อะไรที่ถูกบันทึกอยู่ในนั้น ในขณะที่เธอผู้ถือจารึกมนตรามองม้วนกระดาษในมือด้วยความรู้สึกเสียดาย จริงอยู่ที่จารึกมนตราราคาถูกกว่าอาร์ติแฟกต์แต่ถึงยังไงมันก็แพงอยู่ดีและสำหรับเมืองแถบชายแดนนั้นการจะได้มันมาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในยามที่ชีวิตของเธอแขวนอยู่บนเส้นด้ายนี้กลับไม่มีเวลาให้เธอมามัวเสียดาย

            สายตาของเธอจ้องมองไปที่ตราประทับสีน้ำเงินนั้นก่อนจะพูดในในใจว่า

            ‘เปิดออก’

            ตราประทับสีน้ำเงินเริ่มสลายหายไปก่อนที่ม้วนกระดาษจะลอยขึ้นจากมือของเธอช้าๆ แล้วเริ่มคลี่ตัวออกเผยให้เห็นอักขระเวทย์มนต์มากมายเรืองแสง ริครีบกางปีกยืนบังเอ็นวี่ไว้ในใจเขาต้องการจะหนีจากเวทย์มนต์ที่ไม่รู้ว่าคืออะไรนี้ แต่เพราะเขาไมสามารถทิ้งเอ็นวี่ที่ถูกโซ่พันธนาการไว้จนไม่สามารถไปไหนได้ทำให้เขาต้องอยู่ต่อ

            ขณะที่อักระเวทย์มนต์บนจารึกมาตรากำลังเรืองแสงเปลวเพลิงสีขาวก็ลุกไหม้ม้วนกระดาษ สักพักพื้นที่บริเวณนั้นก็มีวงแหวนเวทย์มนต์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น ตัววงแหวนเวทย์มนต์กินพื้นที่รอบๆ ทำให้ทุกคนในตอนนี้ต่างก็อยู่ในวงแหวนเวทย์มนต์ทั้งสิ้น

            ขณะที่ริคกำลังมองวงแหวนเวทย์มนต์ด้วยความตึงเครียดวงแหวนเวทย์มนต์ก็เปล่งแสงออกมาจนทำให้ริครีบเอามือบังตาของตนไว้ แสงนั้นสว่างไปทั่วบริเวณพักหนึ่งจนกระทั่งแสงสว่างนั้นเริ่มจางหายไป เมื่อริคเอามือลงก็พบว่าพื้นที่ในบริเวณนี่เหลือเพียงแค่เขากับเอ็นวี่เท่านั้น ไม่จะเป็นผู้หญิงสามคนนั้น คนที่ใช้ขวานระเบิดซึ่งตอนหลีงใช้เวทย์เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นเหมินกับเหล็กทั้งตัว คนที่ใส่ชุดเกราะหรือแม้แต่ลูกน้องของคนที่ใช้ขวาน ริคพบว่าตอนนี้ทุกคนต่างไม่อยู่ที่นี่เขาหันไปมองทางหนึ่งพบว่าแม้แต่ขวานยักษ์เล่มนั้นก็ไม่อยู่เช่นกัน


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน