ฉันจึงรินน้ำชาใส่ถ้วยยื่นให้หลี่จวินกับลี่ถังดื่ม แต่หลี่จวินบอกว่าอยากดื่มเหล้า เหยียนเหล่ยจึงตอบว่า ที่นี่คือสำนักศึกษามีเพียงน้ำชาให้เขาดื่มเท่านั้น ซึ่งสักพักฟูหลิวก็ยกน้ำชาร้อนๆกาใหม่เข้ามาให้ แล้วยกเอากาน้ำชาเก่าใกล้เย็นออกไป เหยียนเหล่ยจึงถามหลี่จวินว่ามาหาเขาถึงที่นี่มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่า หลี่จวินจึงยื่นกระดาษใบหนึ่งให้เหยียนเหล่ยอ่าน ซึ่งภายในกระดาษเขียนว่า
"สุขใดไหนเล่า....
เท่านั่งดื่มเหล้าบนหลังคา
พร่ำเพ้อกับจันทรา
ร่ำสุราอยากพบนงคราญ
โฉมงามเจ้าจึงปรากฏ
ยวนยั่วยิ้มเบี่ยงหน้าเอียงอาย
ข้าคือหนึ่งชายมุ่งหมายจูบ
จุมพิตใกล้ชิดแสงดาว"
เหยียนเหล่ยอ่านจบก็ถามหลี่จวินว่า ให้เขาอ่านบทกลอนรักทำไม หลี่จวินจึงบอกให้ฉันอ่านบทกลอนในกระดาษแผ่นนั้นด้วย แล้วถามฉันกับเหยียนเหล่ยว่าอ่านบทกลอนแล้วรู้สึกเช่นไร ฉันกับเหยียนเหล่ยจึงตอบตรงกันว่า เป็นเพียงบทกลอนคนเพ้อรักธรรมดา
แต่หลี่จวินกลับตอบว่านี่ไม่ใช่บทกลอนเพ้อรักธรรมดา แต่เป็นคดีที่น่าสงสัยเพราะคนที่เขียนกลอนบทนี้ฆ่าตัวตายหลังจากเขียนกลอนบทนี้เสร็จ ยิ่งทำให้ฉันกับเหยียนเหล่ย งง หลี่จวินจึงเล่ารายละเอียดให้เราฟังว่า
คนเขียนกลอนบทนี้เป็นเศรษฐีแก่คนหนึ่งคือ เศรษฐีเจ้า ที่อยู่เมืองอานฉวน เขาไม่ใช่คนชอบดื่มเหล้าเมามาย อีกทั้งยังรักภรรยาไม่เคยมีข่าวเสียหายเรื่องชู้สาว จู่ๆเศรษฐีเจ้าก็ฆ่าตัวตาย แต่ก่อนตายได้เขียนกลอนบทนี้ทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ
ฮูหยินเจ้าเสียใจมากเพราะคิดว่า ก่อนตายสามีคงแอบไปมีหญิงอื่นนอกบ้าน หลังจากงานศพจึงปิดบ้านเก็บตัวเงียบไม่ออกมาพบปะกับผู้อื่นเหมือนเคย ซึ่งคดีนี้เพื่อนรุ่นน้องของหลี่จวินชื่อ เหวินเหอ เป็นคนทำคดีอยู่ ส่วนฮูหยินเจ้ามีศักดิ์เป็นป้าของเหวินเหอ ซึ่งเหวินเหอเองก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเศรษฐีเจ้าฆ่าตัวตาย
เหวินเหอสอบสวนทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดีก็ไม่มีใครเข้าข่ายเป็นฆาตกร ตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่พบร่องร่อยการต่อสู้ พบเพียงมีดเล่มเดียวในมือที่เศรษฐีเจ้าใช้ปาดคอตัวเองตาย สุดท้ายเหวินเหอจึงต้องสรุปคดีว่าเป็นการฆ่าตัวตาย
ซึ่งประจวบกับที่หลี่จวินต้องเดินไปคุ้มกันท่านอ๋องหก ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองสำนักไป๋หู่ หลี่จวินจึงส่งจดหมายไปให้เหวินเหอ เพื่อบอกว่าจะแวะไปเยี่ยมเยียนเหวินเหอที่บ้าน เหวินเหอจึงส่งจดหมายตอบกลับมาและขอคำปรึกษาเรื่องบทกลอน
เหวินเหอจึงอยากให้หลี่จวินไปช่วยเขาตรวจสอบคดีนี้ เพราะเหวินเหอไม่เชื่อว่าคนกำลังจะตายจะมีอารมณ์เขียนกลอนรัก อีกทั้งเศรษฐีเจ้าก็ไม่เคยแสดงความสนใจเรื่องผู้หญิงนอกบ้าน
ฉันจึงแย้งขึ้นว่า ผู้ชายที่แอบมีหญิงอื่นนอกบ้านต้องพยายามปกปิดเรื่องนี้อยู่แล้ว บางที...ถ้ารอไปอีกหน่อยอาจมีหญิงงามตามบทกลอนปรากฏตัวออกมาก็ได้ เพราะในบทกลอนเศรษฐีเจ้าดูจะลุ่มหลงหญิงงามคนนั้นอยู่ไม่น้อย ซึ่งลี่ถังเองก็มีความคิดเช่นเดียวกับฉัน
เหยียนเหล่ยจึงสันนิษฐานว่า บางทีเศรษฐีเจ้าอาจจะสื่อถึงอะไรบางอย่างที่เศรษฐีเจ้าอยากบอกให้ฮูหยินรู้ แต่ไม่ต้องการให้ใครบางคนรู้ก็เป็นได้ ซึ่งถ้าไม่มีหญิงงามตามบทกลอนปรากฎตัวออกมาจริงๆค่อยตัดประเด็นนี้ทิ้งไป
ซึ่งหลี่จวินเองก็มีความคิดเช่นเดียวกับเหยียนเหล่ย ว่าประเด็นนี้น่าคิดและน่าสงสัย หลี่จวินจึงอยากไปช่วยเหวินเหอเพื่อนรุ่นน้องตรวจสอบคดีนี้ เขาจึงมาบอกเหยียนเหล่ยว่าให้เราร่วมเดินทางไปสำนักไป๋หู่ด้วยกัน
จากนั้นหลี่จวินก็พูดคุยเรื่องคดีเศรษฐีเจ้า และพยายามแปลความหมายในบทกลอนกันต่อกับเหยียนเหล่ย ส่วนฉันกับลี่ถังแยกตัวออกมานั่งเล่นในศาลาหน้าเรือน พูดคุยตามประหญิงสาวและกินขนมที่ลี่ถังนำมาฝาก เราคุยกันไปได้สักพักก็เห็นกลุ่มเพื่อนที่เพิ่งกลับจากเดินเที่ยวตลาด กำลังเดินมาทางนี้ถือของห่อใหญ่มาด้วย
เมื่อกลุ่มเพื่อนเดินมาถึงเห็นฉันกับลี่ถังนั่งอยู่ในศาลา จิ่นเกอกับหลวนเฉินรีบกล่าวทักทายลี่ถัง แล้วหลวนเฉินก็ยื่นห่อขนมที่เขาซื้อมาฝาก ฉันจึงแนะนำลี่ถังให้รู้จักกับเพื่อนคนอื่นๆที่ลี่ถังยังไม่เคยพบ
ส่วนฉิงซวงสาวหวานผู้มีรสนิยมชอบคนเก่งคนดัง ถามลี่ถังทันทีว่าหลี่จวินมาด้วยกันหรือไม่ ฉิงซวงอยากพบหลี่จวินหัวหน้าหน่วยคนหล่อคนดัง ฉันจึงถามฉิงซวงว่าหลี่หวินโด่งดังขนาดนั้นเลยเหรอ
ฉิงซวงจึงตอบด้วยความตื่นเต้นเหมือนตัวเองเป็น FC ว่าหลี่จวินเป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนทำคดีไหนไม่เคยพลาด และคดีที่โด่งดังสร้างชื่อเสียงให้กับหลี่จวินมาก คือคดีปริศนามังกรเจ้าสำราญ หลี่จวินจึงเป็นผู้ชายที่สาวๆหลายคนอยากใกล้ชิด
จิ่นเกอถึงกับออกอาการหมั่นใส้ บอกฉิงซวงว่าออกอาการให้น้อยๆหน่อย พวกเรายังศึกษาอยู่ในสำนักอย่าเพิ่งคิดอยากใกล้ชิดผู้ชาย ฉิงซวงหันขวับจะไปด่าจิ่นเกอ พวกเราจึงรีบห้ามทัพไม่ให้ฉิงซวงกับจิ่นเกอทะเลาะกัน
หลวนเฉินจึงเอ่ยถามลี่ถังถึงเรื่องที่เขาสงสัยมานานว่า หญิงรับใช้คนสนิทของเหยียนเหล่ย ที่เป็นคนชี้จุดพบไข่มุกเบญมาศคือใครกัน เพราะตั้งแต่เหยียนเหล่ยกลับมาพำนักที่สำนัก พวกเขาไม่เคยเห็นหญิงรับใช้ตามข่าวที่ได้ยินมาเลย ลี่ถังอ้ำอึ้งหันมามองหน้ากับฉันเพื่อให้ช่วยคิดคำตอบว่าจะตอบอะไรดี
หลี่จวินก็เดินมาดหล่อออกมาจากเรือน ทำให้เพื่อนๆเปลี่ยนความสนใจหันไปมองหลี่จวินที่กำลังเดินมาที่ศาลา พวกเขารีบวิ่งเข้าไปรุมล้อมหลี่จวินแล้วแนะนำตัว ชื่นชมหลี่จวินถึงความหล่อและความเก่ง แต่หลี่จวินไม่เคยเขินอาย กลับยิ่งชอบที่ถูกผู้คนชื่นชมรุมล้อม
ลี่ถังจึงรีบชิ่งหนีการตอบคำถาม เดินเข้าไปดึงแขนหลี่จวินออกจากวงล้อม แล้วบอกกับทุกคนว่าพอดีมีคดีค้างต้องขอตัวพาหลี่จวินไปคุยเรื่องคดีต่อในเรือน กลุ่มเพื่อนๆจึงต้องเดินกลับมานั่งในศาลา แล้วถามฉันว่าหลี่จวินกำลังทำคดีอะไร
ฉันจึงตอบว่าคดีฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนรุ่นน้องของหลี่จวินส่งจดหมายมาขอให้หลี่จวินไปช่วยตรวจสอบ เพราะพวกเขาคิดกันว่าคดีนี้ดูผิดปกติ ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าผิดปกติเรื่องอะไร จิ่นเกอจึงพูดขึ้นว่าอยากไปดูหลี่จวินตรวจสอบคดี ช่างอิ่นจึงเสริมขึ้นว่าเขาก็อยากไปดูด้วยเหมือนกัน พวกเขาอยากรู้ว่าหลี่จวินทำคดียังไงทำไมถึงเก่ง
ฉันจึงตอบว่าในวันที่เราเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงสำนักไป๋หู่ เราจะเดินทางร่วมขบวนไปกับท่านอ๋องหกซึ่งมีหลี่จวินทำหน้าที่คุ้มกันท่านอ๋อง และหลี่จวินจะแวะไปตรวจสอบคดีที่เมืองอานฉวนด้วย แต่ฉันไม่แน่ใจว่าหลี่จวินจะพาพวกเราไปด้วยหรือเปล่า
เพื่อนๆถึงกับตื่นเต้นเพราะจะได้เดินทางร่วมขบวนกับท่านอ๋องหก เพราะพวกเขาคิดว่าขบวนเดินทางของท่านอ๋องหกจะต้องใหญ่โตอลังการแน่ๆ และเรายังคงนั่งเล่นพูดคุยกันอยู่ที่ศาลาหน้าเรือนพักของเหยียนเหล่ย ดูสิ่งของที่พวกเขาซื้อมาจากตลาดนำออกมาขิงอวดใส่กัน จนเหยียนเหล่ยเดินออกมาดุว่าให้คุยกันเบาเสียงลงหน่อย
ช่วงบ่ายแก่ๆพวกเราจึงกล่าวลาเหยียนเหล่ยกลับเรือนที่พัก ส่วนเลี่ยงซูนั้นพักอยู่อีกเรือนหนึ่ง แต่เลี่ยงซูเห็นว่ายังไม่เย็นจึงอยู่คุยเล่นกับเราสามสาวต่อที่เรือน โดยมีสามหนุ่มเดินมาส่งที่เรือนพัก ก็พบกับเพ่ยซานและจื่อเถิงนั่งอยู่ที่หน้าเรือน เมื่อเพ่ยซานกับจื่อเถิงเห็นเราเดินเข้าไปก็ลุกขึ้นมาเปิดศึกใส่ฉันทันทีว่า
ให้ฉันเก็บของออกไปจากเรือนนี้ เพราะเพ่ยซานกับจื่อเถิงไม่ต้องการพักร่วมเรือนกับหญิงรับใช้ขี้โกหก เสแสร้งตัวว่าเป็นลูกคนใหญ่คนโตแอบปะปนเข้ามาเรียนร่วมกันกับพวกนาง หลวนเฉิน เฝิ่นลู่ และจิ่นเกอ จึงต่อว่าหญิงสาวทั้งสองว่ากระทำเกินไปแล้ว และบอกให้เพ่ยซานกับจื่อเถิงหยุดเรียกฉันว่าหญิงรับใช้ เพราะพวกเขาจะไม่ทนอีกแล้วที่หญิงสาวทั้งสองกุเรื่องเพื่อมาหาเรื่องฉัน
เพ่ยซานกับจื่อเถิงจึงช่วยกันเถียงว่าไม่ได้กุเรื่อง เพราะศิษย์พี่กันฮวาสืบประวัติของฉันมาแล้ว ว่าเป็นหญิงรับใช้ในจวนฮุ่ยเฉิง แต่เพราะสนิทสนมกับเหยียนเหล่ย จึงได้มาเข้าเรียนที่นี่ มิได้เป็นลูกสาวคนใหญ่คนโตอย่างที่ใครๆคิดกัน พร้อมกับท้าให้ฉันพูดความจริง
ส่วนฉันได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าพูด เพราะกลัวว่าถ้ายอมรับว่าเป็นหญิงรับใช้แล้วเพื่อนๆจะรังเกียจ อีกทั้งยังรู้สึกโกรธเพราะไม่คิดว่ากันฮวาจะตามกัดตามจิก ถึงขนาดไปสืบจนรู้ว่าฉันเป็นหญิงรับใช้
หลวนเฉินจึงถามฉันด้วยสีหน้าและแววตาอยากรู้ความจริง ที่เพ่ยซานกับจื่อเถิงพูดนั้นเป็นความจริงมั้ย และพูดต่ออีกว่าถ้าฉันเป็นหญิงรับใช้จริง เขาก็ไม่เคยคิดรังเกียจและจะยังคงเป็นเพื่อนกับฉันต่อไป ส่วนเฝิ่นลู่และคนอื่นๆก็ยืนยันเช่นกันว่าจะยังเป็นเพื่อน ขอแค่ให้ฉันพูดความจริงกับพวกเขา
แม้ฉันจะรู้สึกทราบซึ้งใจในน้ำใจของเพื่อนๆ แต่ฉันยังคงอ้ำอึ้งไม่กล้าพูด อีกทั้งยังกลัวว่าหลังจากวันนี้ไปความสัมพันธ์ของพวกเราอาจจะไม่เหมือนเดิม จิ่นเกอจึงตวาดฉันจนตกใจว่า “พูดมาสิมี่จื่อ!!!” และด้วยความตกใจฉันจึงตอบทันทีว่า “ชะ ใช่!!!”
แต่แทนที่ทุกคนจะเสียความรู้สึกที่ฉันเป็นหญิงรับใช้ กลับกลายเป็นว่าให้ความสนใจมากขึ้นกว่าเดิม หลวนเฉินกับเฝิ่นลู่ และจิ่นเกอถึงกับทำหน้าดีใจและแปลกใจที่ฉันเป็นหญิงรับใช้ ต่างยิงคำถามเหมือนต้องการให้แน่ใจว่าฉันคือหญิงรับใช้จริงๆ
เฝิ่นลู่ : มี่จื่อ! เจ้าเป็นหญิงรับใช้คนเดียวในจวน และเป็นคนสนิทของอาจารย์ศิษย์พี่สี่ใช่มั้ย?
มี่จือ : ใช่!
หลวนเฉิน : งั้นเจ้าก็เป็นคนชี้จุดที่ซ่อนไข่มุกเบญมาศใช่มั้ย?
มี่จื่อ : นั่นก็…ไช่
หลวนเฉิน : ฮ่าๆๆ เราเจอตัวหญิงรับใช้คนที่ไขปริศนามังกรเจ้าสำราญแล้ว ที่แท้อยู่กับพวกเรามาตลอดเลย ทำไมเจ้าไม่บอกข้าตั้งแต่แรก ปล่อยให้ข้าสงสัยอยู่ได้ตั้งนาน
ฉิงซวง : มิน่าล่ะ! มี่จื่อถึงชอบทำตัวแปลกๆ ที่แท้ก็พยายามปิดบังเรื่องนี้นี่เอง
เพ่ยซานกับจื่อเถิง เมื่อเห็นกลุ่มเพื่อนแสดงอาการชื่นชอบฉันมากกว่ารังเกียจ จึงโวยวายใส่ทุกคนอีกว่า พากันเสียสติหลงเชื่อเรื่องโกหกที่ฉันไขปริศนามังกรเจ้าสำราญ และขู่ว่าจะไปร้องเรียนกับเจ้าสำนักให้ไล่ฉันออกไปสำนัก
เฝิ่นลู่จึงเถียงเพ่ยซานว่า เจ้าสำนักเป็นคนพาฉันมาที่นี่ด้วยตัวเอง ก็ต้องย่อมรู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นหญิงรับใช้ แต่คนที่สมควรถูกไล่ออกคือกันฮวามากกว่า ที่เอาเรื่องของศิษย์น้องมาพูดให้เสื่อมเสีย ส่วนฉันที่พยายามอดทน และพยายามเงียบกับเพ่ยซานและจื่อเถิงมาตลอด แต่วันนี้รู้สึกเหลืออดที่หญิงสาวทั้งสองเอาเรื่องของฉันมาแฉ
มี่จื่อ : เพ่ยซาน จื่อเถิง ข้ารู้ว่าเจ้าสองคนเกลียดชังข้า แต่ข้าไม่ได้เกลียดเจ้า แต่ว่า!! ข้ารำคาญ!!
เพ่ยซาน : ข้าก็รำคาญ ตั้งแต่ที่ข้าพักอยู่ห้องเดียวกับเจ้าสองคนแล้ว เพ่ยซาน จื่อเถิง!
เลี่ยงซู : ข้าก็รู้สึกรำคาญเหมือนกัน ตั้งแต่นั่งเรียนอยู่ในห้องแล้ว
ส่วนเพ่ยซานกับจื่อเถิงเมื่อเห็นกลุ่มเพื่อนไม่เข้าข้าง มิหนำซ้ำต่างรุมพูดกันว่ารำคาญ หญิงสาวทั้งสองจึงโมโหฟึดฟัดเดินออกจากเรือน และเดินมุ่งหน้าไปทางเรือนพักของกันฮวา ฉันจึงถามพวกเขาอีกครั้งว่าไม่รังเกียจฉันจริงหรือ ฉิงซวงรีบตอบทันทีว่า
ฉิงซวง : ไม่เลย ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้าเลยมี่จื่อ
จิ่นเกอ : มี่จื่อ เจ้าอย่าคิดมากเรื่องที่เจ้าเป็นหญิงรับใช้ ชีวิตของข้าก็ไม่ต่างจากเจ้า เพราะเดิมทีข้าเป็นลูกช่างไม้ แต่เศรษฐีเกาเอ็นดูข้าจึงรับข้าเป็นบุตรบุญธรรม
ช่างอิ่น : ส่วนข้าต้นตระกูลเป็นชาวนา ต่อมาทำการค้าขายข้าวจนรุ่งเรือง จนมาถึงรุ่นของพ่อข้าจึงได้กลายเป็นเจ้าของตลาดใหญ่ในเมือง
หลวนเฉิน : เอ่อ...ต้นตระกูลข้าเป็นพ่อค้าทำการค้าขายระหว่างเมือง จนมาถึงรุ่นพ่อของข้าก็ยังคงทำการค้าขายระหว่างเมืองเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีกิจการเพิ่มขึ้นอีกอย่างคือคุ้มกันสินค้าระหว่างแคว้นกิจการเจริญก้าวหน้าดี
เฝิ่นลู่ : หลวนเฉิน! เจ้าเกิดในตระกูลคนรวยตั้งแต่ต้น แล้วจะมาเล่าอวดทำไมมิทราบ?!
หลวนเฉิน : ข้าแค่อยากบอกว่า ข้าไม่ได้รังเกียจเรื่องชาติตระกูลของมี่จื่อ และเพื่อนคนอื่นๆเลย แค่พวกเรายังคงเป็นเพื่อนกันก็พอใจแล้ว
เรายังคงอยู่พูดคุยกันอีกหลายเรื่องจนกระทั่งเย็นฟ้าใกล้มืด จึงแยกย้ายกันกลับเรือน เฝิ่นลู่กับฉิงซวงจึงชักชวนเลี่ยงซูให้ย้ายมาพักเรือนเดียวกันกับเรา เพราะในห้องยังเหลือที่นอนว่างอยู่อีกหนึ่งที่ เลี่ยงซูจึงตอบตกลงแต่นางบอกว่าจะย้ายมาวันพรุ่งนี้
●
●
●
หมายเหตุ
อานฉวน แปลว่า ปลอดภัย
เหวินเหอ แปลว่า ความดีงาม สูงส่ง สันติ