ครอบครัวนี้ย้ายมาจากอำเภอที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้เมื่อหลายปีก่อน
แน่นอนว่าที่อำเภอย่อมดีกว่าตำบลมาก
แต่เหตุผลที่ย้ายบ้านนั้นเป็เพราะผู้าุโในบ้านป่วยหนักต้องใช้เงินจำนวนมาก ชีวิตความเป็อยู่ยากลำบาก หลังจากผู้าุโเสียชีวิตบุตรชายคนโตจึงขายบ้านที่อำเภอทิ้งแล้วพาน้องชายน้องสาวมาซื้อที่ดินและบ้านที่ตำบลไท่
บุตรชายคนโตของตระกูลเฝิงมีนามว่าเฝิงต้าจู้ปีนี้อายุยี่สิบสองปี เขาเป็บุตรที่กตัญญูยิ่ง หลังจากบิดามารดาจากไปก็ดูแลน้องชายน้องสาวทั้งสี่คนเป็อย่างดีแม้ว่าจะแต่งงานแล้วก็ยังคงเป็เช่นเดิม
ภรรยาของเฝิงต้าจู้ก็คือหลี่หลานหลานพี่หญิงสี่ของหลี่ชิงชิง
ยามนี้เฝิงต้าจู้เป็ผู้นำครอบครัวหลี่หลานหลานเป็คนดูแลจัดการเื่ภายในบ้าน
เมื่อวันก่อนหลี่ชิงชิงน้องสาวจากบ้านเดิมของหลี่หลานหลานพาน้องสาวและน้องชายสามีเข็นรถที่บรรจุเต็มไปด้วยของขวัญมาที่ตำบลไท่ทำให้หลี่หลานหลานมีหน้ามีตาเป็อย่างยิ่ง
ต่อมาหลี่ชิงชิงก็ได้ถ่ายทอดวิธีทำซาลาเปาให้กับหลี่หลานหลานอีกยิ่งทำให้หลี่หลานหลานมีหน้ามีตามากกว่าเดิม
ั้แ่เมื่อคืนก่อนจนถึงวันนี้หลี่หลานหลานหมักแป้งไปแล้วสี่ครั้ง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียงทอดถอนใจดังออกมาจากห้องครัว “น้องหญิง เ้าว่าปกติยามข้าเรียนงานเย็บปักงานเพาะปลูกล้วนออกมาดีมากๆ ไฉนเพียงหมักแป้งให้ขึ้นฟูข้าถึงทำไม่ได้สักทีเหตุใดข้าถึงได้โง่เขลาเช่นนี้?”
ซาลาเปาอร่อยแต่ทำแป้งให้ฟูยาก โดยเฉพาะภายใต้แคว้นต้าถังที่ไม่มีเจี้ยวมู่เฝิ่น [1] เช่นนี้
“พี่หญิงสี่การหมักแป้งมิใช่ว่าเรียนแล้วจะทำได้ในครั้งเดียว ท่านอย่าได้ร้อนใจไปเลยเ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงมองพี่หญิงสี่ที่สูงน้อยกว่านางเล็กน้อย หน้าตาค่อนข้างงดงามพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ท่านอย่ากังวลไป รอท่านหมักแป้งได้ข้าถึงจะกลับเ้าค่ะ”
แป้งที่ไม่ขึ้นฟูสามารถนำมากินได้จะแผ่นแป้งหรือเส้นบะหมี่ ล้วนสามารถทำได้ทั้งนั้น ไม่อาจทิ้งให้สิ้นเปลืองได้
หลี่หลานหลานขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม“พี่หญิงรองหมักแป้งกี่ครั้งถึงขึ้นฟูหรือ?”
หลี่ชิงชิงตอบอย่างตรงไปตรงมา“สองครั้งเ้าค่ะ”
หลี่หลานหลานใแล้วเอ่ยว่า“หา พี่หญิงรองหัวทึบกว่าข้าเสียอีกเหตุใดนางทำเพียงสองครั้งก็สามารถหมักแป้งได้สำเร็จแล้ว!”
หลี่ชิงชิงหัวเราะพลางเอ่ย“พี่หญิงรองบอกว่าท่านหัวทึบกว่านางเ้าค่ะ”
พี่สาวสองคนอายุห่างกันห้าปีแต่กลับไม่ลงรอยกันมาตลอด ล้วนแข่งขันกันทุกอย่าง
ยกเื่ที่พี่สาวทั้งสองคนรวบรวมเงินสินเดิมให้หลี่ชิงชิงหลี่หลานหลานกลับไปบ้านเดิมก่อน มอบเงินให้สี่สิบเหรียญทองแดงหลี่หงหงกลับมาบ้านเดิมทีหลัง เมื่อได้ยินจำนวนเงินที่หลี่หลานหลานมอบให้นางก็ควักเงินทั้งหมดที่มีติดตัวออกมา สี่สิบหกเหรียญทองแดงมากกว่าหลี่หลานหลานหกเหรียญทองแดง
และยังมีอีกเื่หนึ่งพี่สาวทั้งสองคนกลับบ้านเดิมในวันตรุษจีน หากปีนี้หลี่หงหงให้ของขวัญมากปีถัดมาหลี่หลานหลานก็จะนำของขวัญมาให้มากกว่า
หลี่หงหงก็เช่นเดียวกัน
หลายวันก่อนขณะที่หลี่ชิงชิงอยู่ที่บ้านหลี่หงหงหลี่หงหงพูดอยู่หลายครั้งว่า “ข้าฉลาดกว่าพี่หญิงสี่ของเ้า ไม่ว่าสิ่งใดข้าเรียนไม่นานก็ทำเป็แล้วพี่หญิงสี่ของเ้าสมองทึบกว่าข้า”
“พี่หญิงรองกล้าว่าข้าโง่กว่านางไอโยว พี่หญิงรองเป็คนสมองทึบ ถูกผู้อื่นรังแกก็ไม่ปริปากร้องสักเสียง”หลี่หลานหลานเป็คนปากเร็วใจถึง
หลี่หลานหลานมีอุปนิสัยเช่นนี้ั้แ่อยู่บ้านเดิมหลังจากแต่งเข้าบ้านแม่สามี ลำดับาุโสูงสุดในบ้านล้วนไร้บิดามารดาของสามีหรือพี่สะใภ้น้องสาวน้องชายของสามีทั้งสี่คนอายุยังน้อย เฝิงต้าจู้ผู้เป็สามีก็ให้เกียรตินางตำแหน่งในบ้านของนางจึงสูงยิ่ง เื่ทั่วไปภายในบ้านนางสามารถตัดสินใจได้เอง
“นิสัยเช่นนั้นของพี่หญิงรองยังถูกผู้อื่นรังแกอีกหรือเ้าคะ?”หลี่ชิงชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
คราวนี้เป็หลี่ชิงชิงที่นำของขวัญมากมายไปมอบให้บ้านหลี่หงหงมีญาติฝั่งบ้านสามีของหลี่หงหงหลายคนมาขอข้าวขอเนื้อ แต่ก็ถูกหลี่หงหงไล่ตะเพิดกลับไปทั้งหมด
ท่าทางดุร้ายเช่นนี้ของหลี่หงหงทำเอาหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ตะลึงตาค้าง หลี่ชิงชิงเองก็คิดไม่ถึงว่าหลี่หงหงจะดุร้ายเพียงนี้
ทว่าหลี่ชิงชิงรู้สึกชื่นชมอุปนิสัยที่แบ่งแยกถูกผิดดีชั่วอย่างชัดเจนของหลี่หงหงยิ่งหากไม่ไล่ตะเพิดญาติตัวดีเ่าั้กลับไป จะให้เคารพดั่งบรรพบุรุษอย่างนั้นหรือ?
หลี่หลานหลานเอ่ยขึ้นว่า“เมื่อก่อนพี่หญิงรองอ่อนแอยิ่ง ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนกล้ากลั่นแกล้งนาง ตอนนั้นเ้าอายุยังน้อยจำไม่ได้หรอก”
หลี่ชิงชิงเอ่ยแย้ง“ตอนที่พี่หญิงรองออกเรือน ข้าก็อายุพอๆ กับน้องสามีของท่าน ข้าจำความได้แล้ว”
หลี่หลานหลานมีน้องชายสามีสามคนน้องสาวสามีหนึ่งคน น้องสาวของสามีนามเฝิงซื่อสี่ ปีนี้อายุแปดปีเท่าหวังจวี๋
หลี่หลานหลานเอ่ย“ฮึ่ย ก็ฤดูร้อนปีนั้นอย่างไรเล่าที่ชวีต้าหมาจื่อเดินไม่ดูทาง เหยียบลูกไก่ของบ้านเราตายไปหนึ่งตัวพี่หญิงรองเห็นแล้วแต่ไม่กล้าเอ่ยคำใดสักคำ”
หลี่ชิงชิงถามอย่างสงสัย“เมื่อก่อนบ้านเดิมของพวกเราเคยเลี้ยงไก่ด้วยหรือเ้าคะ?”
“แน่นอนว่าเคยเลี้ยงยังเลี้ยงสุนัขอีกด้วย สุนัขสามารถเฝ้าไก่ไม่ให้ถูกพวกอีเห็นกิน ต่อมาสุนัขแก่ตายในบ้านไม่มีอาหารเลี้ยงสุนัขอีก เพียงชั่วข้ามคืนไก่ก็ถูกอีเห็นกัดจนตาย... ใช่แล้วบ้านพวกเราล้วนร่ำไห้กันหมด” หลี่หลานหลานเอ่ย แต่ละคำล้วนเป็คำว่าบ้านพวกเราบ้านพวกเราทั้งหมด นางยังคงถือว่าบ้านเดิมเป็บ้านของตนเอง พลางเอ่ยย้อนถาม“เ้าลืมไปหมดแล้ว?”
“ข้านึกไม่ออกแล้วเ้าค่ะ”หลังจากหลี่ชิงชิงทะลุมิติมาถึงแคว้นต้าถัง ก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมไม่มีเื่ราวเหล่านี้
“เ้าดูเถิดข้าพูดออกไปไกลอีกแล้ว ถึงอย่างไรนิสัยของพี่หญิงรองก็อ่อนแอแล้วยังโง่เขลาด้วย”หลี่หลานหลานเห็นหลี่ชิงชิงไปหยิบแป้งในถุงผ้าอีกครั้ง ในใจพลันรู้สึกละอายใจ เอ่ยขึ้นว่า“ขนาดพี่หญิงรองก็ยังหมักแป้งเก่งกว่าข้าแล้ว”
หลี่ชิงชิงนำแป้งใส่ลงไปในถังไม้คลี่รอยยิ้มพลางเอ่ย “พี่หญิงรองกับท่านล้วนหาพี่เขยที่ดีให้ข้าเ้าค่ะ”
จากการสังเกตของหลี่ชิงชิงนางรู้สึกว่าพี่สาวทั้งสองคนมีชีวิตที่ยากจนยิ่งนัก ทว่าโชคดีที่สามีปฏิบัติต่อพวกนางเป็อย่างดี
หลี่หลานหลานอดหัวเราะไม่ได้นางขมวดคิ้วก่อนกล่าว “อย่าได้เอ่ยเช่นนี้ต่อหน้าพี่เขยเ้าเด็ดขาดอย่าให้เขาลำพองใจเกินไป”
ในขณะที่สองพี่น้องทำอาหารอยู่ในครัวเฝิงซื่อสี่น้องสาวสามีของหลี่หลานหลาน ก็แบกเฝิงจินบุตรสาววัยสองขวบของหลี่หลานหลานและพาหวังจวี๋ไปเดินเล่นรอบๆตำบล
ตำบลไท่ใหญ่กว่าตำบลชิงอวี๋อยู่เล็กน้อยตำบลนี้อยู่ติดกับแม่น้ำเซียงเช่นกัน แต่ว่าพื้นที่ค่อนข้างสูง จึงน้อยนักที่จะประสบอุทกภัยยามน้ำขึ้น
ตำบลไท่อยู่ค่อนข้างใกล้กับอำเภอราคาสินค้าถูกกว่าในอำเภอ มีคนท้องถิ่นบางส่วนในอำเภอเดินทางหลายลี้ เพื่อมาจับจ่ายซื้อของที่ตำบลไท่
“ปลาจากแม่น้ำเซียงเพิ่งจับขึ้นมาวันนี้ตอนเช้า ปลาลิ่นหนึ่งจินห้าเหรียญทองแดง!”
“กุ้งแม่น้ำจากแม่น้ำเซียงสดใหม่ะโไปมา หนึ่งจินแปดเหรียญทองแดง ซื้อหรือไม่?”
“ปลาไหลในนาข้าวกินแล้วเป็ยาบำรุงอย่างดี หนึ่งจินแปดเหรียญทองแดง”
บนถนนหลายสายล้วนมีชาวประมงและชาวบ้านมาขายของและยังมีคนท้องถิ่นจากตัวอำเภอและตัวตำบลออกมาจับจ่ายซื้อของกัน
เฝิงซื่อสี่ชี้ไปที่ปลาไหลตัวหนาราวกับนิ้วมือผู้ใหญ่และยังดูคล้ายงู ก่อนจะเอ่ยกับเฝิงจินที่อยู่ด้านหลังว่า “เสี่ยวจินจื่อนี่คือปลาไหล ตอนฤดูร้อนเ้าเคยกินแล้ว จำได้หรือไม่?”
เฝิงจินทำผมทรงมัดจุกชี้ขึ้นฟ้าสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน แก้มน้อยๆ ของเด็กหญิงถูกสายลมยามสารทฤดูพัดจนผิวแดงก่ำนางเอ่ยอย่างอ้อแอ้ว่า “จำไม่ได้เ้าค่ะ”
“ปลาไหลอร่อยมากเลยละ”เฝิงซื่อสี่หวนนึกถึงกลิ่นหอมของปลาไหล อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายหนึ่งที
หวังจวี๋ถามด้วยความสงสัย“เข้าสารทฤดูแล้ว แต่ยังมีปลาไหลให้ขุดอีกหรือ?”
ปลาไหลและงูล้วนจำศีลในฤดูที่อุณหภูมิลดลง
เฝิงซื่อสี่อธิบายอย่างจริงจัง“อากาศไม่ได้หนาวขนาดนั้น ปลาไหลสามารถออกมาได้”
“ปีนี้อากาศหนาวค่อนข้างช้า”หวังจวี๋พึมพำหนึ่งประโยค พลางคิดในใจว่าตนเองมีเสื้อกันหนาวตัวใหม่ใส่แล้วเหตุใดเหมันตฤดูถึงยังไม่มาอีกเล่า?
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงกรีดร้องของสตรีและเสียงสบถของบุรุษดังขึ้นมาจากถนนที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
“งู!”
“โอ๊ย...เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
“งูพิษกัดคนแล้ว!”
“ช่วยด้วย!”
“แย่แล้วมีคนถูกงูพิษกัด”
ทันใดนั้นในท้องถนนก็พลันโกลาหลขึ้นมาผู้คนทั่วถนนล้วนมีสีหน้าตึงเครียด มองไปรอบๆ พื้นดิน ด้วยกลัวว่างูพิษจะเลื้อยมากัดตนเอง
----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เจี้ยวมู่เฝิ่น(酵母粉) หมายถึง ผงยีสต์