Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 524 ควบแน่นวิถีแห่งชีวิต

ควบแน่นวิถีแห่งชีวิต

 

            กว่ารูบี้กับแซฟไฟร์จะยอมหยุด ก็ปาเข้าไปกว่าครึ่งชั่วโมงและเหตุผลที่พวกเธอยอมหยุดก็ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของพวกเธอ แต่เป็นเพราะพวกเธอเหนื่อยเกินกว่าจะฝึกต่อได้

            ระยะเวลาครึ่งชั่วโมงนี้ไม่นับว่านาน แต่ถ้าคิดถึงความจริงที่ว่าสองสาวใช้พลังเต็มที่เกือบทุกครั้งที่ลงมือแล้วละก็ มันก็นานพอที่จะทำให้กัสทอดถอนใจด้วยความชื่นชม

            การฝึกฝนด้วยพลังเต็มที่นานครึ่งชั่วโมงแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่โดดเด่นของพวกเธอ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงรากฐานที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป

            พรสวรรค์ของสองสาวถูกแสดงออกผ่านพัฒนาการที่ก้าวกระโดดในครึ่งชั่วโมงนี้ จากตอนแรกที่ทำได้เพียงสร้างดอกบัวเพลิงและดอกบัวน้ำแข็ง ก็กลายมาเป็นดอกบัวคู่เพื่อใช้ ‘ระเบิดอัคคีเยือกแข็ง’ หนึ่งในวิชาที่โด่งดังที่สุดสายตระกูลเกรทเฟรมและบลูเฟรม มันเป็นวิชาประสานของสองสายตระกูลที่โด่งดังมาก

            ต่อจากนั้นก็เริ่มสร้างทะเลดอกบัว กงจักรดอกบัว แม่น้ำดอกบัว ไปจนถึงกลีบบัวที่ใช้ออกมาผ่านวิชาที่หลากหลาย ผ่านการประยุกต์และประสาน จนทำให้ความสามารถของพวกเธอพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            จนกระทั่ง 5 นาทีสุดท้ายที่สองสาวของให้กัสลงมือโจมตีใส่พวกเธอเพื่อทดสอบความสามารถในการป้องกันตัว พวกเธอก็สามารถทนรับการโจมตีในระดับเตรียมเทพอสูรขั้นสูงสุดได้อย่างไม่ลำบากกินแรง

            แม้กระทั่งการโจมตีในระดับเทพอสูร สองสาวก็ยังฝืนรับเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

            ผลลัพธ์นี้ทำให้กัสต้องถอนหายใจด้วยความชื่นชมและประเมินอยู่ในใจเงียบๆ ว่าหากสองสาวไม่ขอให้เขาช่วยพวกเธอฝึกด้วยการโจมตีใส่พวกเธอ พวกเธออาจจะฝึกฝนต่อไปได้อีกนานนับชั่วโมง

            สิ่งนี้เผยให้เห็นถึงขีดจำกัดของพลังเวทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตระกูลถึง 3 เท่าของพวกเธอ

            ซึ่งถ้าเทียบกับคนธรรมดาทั่วไป มันอาจจะมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10 เท่า ซึ่งเป็นปริมาณที่มากมหาศาลสำหรับคนที่อยู่ในระดับเตรียมอย่างสองสาว

            รากฐานที่มั่นคงเหนือคนธรรมดานี้ยิ่งทำให้กัสรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างคนธรรมดาอย่างเขา กับอัจฉริยะที่มากพรสวรรค์ของสองสาวได้เป็นอย่างดี

            แต่กัสก็คงไม่ทราบว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพรสวรรค์ที่โดดเด่นของสองสาวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นมาได้เพราะรากฐานที่มั่นคงของพวกเธอ ซึ่งได้มาจากการสนับสนุนจากเรดทาวเวอร์ตั้งแต่เด็ก

            ส่วนความสามารถที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงนั้น ก็เกิดขึ้นมาจากการประยุกต์ใช้วิชาที่พวกเธอฝึกฝนจนชำนาญในอดีตมารวมกับทักษะใหม่ที่พวกเธอได้รับจากการรู้แจ้ง ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูน่าตื่นตาตื่นใจ

            แต่ในความเป็นจริงสองสาวยังขาดสิ่งที่สำคัญมากๆ อยู่ นั่นคือประสบการณ์ต่อสู้ที่การสนับสนุนด้วยทรัพยากรไม่อาจทดแทนได้

            กัสเองก็พอจะมองออกอยู่บ้าง แต่เขาไม่สามารถคาดเดาได้ถึงความมั่งคั่งที่สองสาวได้รับ ทำให้เขาประเมินมันพลาดไปหลายส่วน เขาจึงเข้าใจผิดไปเล็กน้อยและเริ่มรู้สึกกดดันที่ต้องรับสองสาวมาเป็นภรรยาเพราะเขากลัวว่าจะสนับสนุนพวกเธอได้ไม่ดีเท่า

            แต่ทันทีที่คิดถึงเรื่องนี้กัสก็รีบสลัดความรู้สึกของเขาทิ้งไปและแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า

            เมื่อสองสาวหมดแรงจนไม่สามารถฝึกฝนต่อได้ กัสก็ปล่อยให้พวกเธอพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งจนลมหายใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ เขาก็บอกพวกเธอถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พวกเธออยู่ในภวังค์แห่งการรู้แจ้ง

            เริ่มจากเรื่องที่พ่อของพวกเธอมาหา ซึ่งทำให้สองสาวแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ดูจะไม่ตกใจราวกับชินแล้วที่พ่อของพวกเธอจะมาดูพวกเธอด้วยความเป็นห่วง

            แต่เมื่อกัสบอกพวกเธอถึงเรื่องที่เขาคุยกับพ่อของเธอแล้ว ใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะความเหนื่อยอ่อน ก็กลายเป็นสีแดงเข้มขึ้นมา ท่าทางตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น ก็กลายเป็นความขัดเขินจนไม่กล้าสู้หน้า

            น้ำเสียงที่สดใสเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก็เบาลงจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ

            กัสที่ได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของสองสาวก็ยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกชอบใจอย่างบอกไม่ถูก เขาพบว่าสองสาวเวลาเขินอายนั้นน่ารักเป็นพิเศษ จนนึกอยากแกล้งพวกเธอขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            “พวกเจ้าคิดยังไงหากข้าจะขอให้พ่อของข้าไปสู่ขอพวกเจ้า”

            คำถามนี้ทำให้สองสาวหน้าแดงก่ำขึ้นไปอีก พวกเธอไม่กล้าสบตาเขา จะตอบรับก็ไม่กล้าตอบเพราะพวกเธอรู้สึกอายเกินกว่าจะตอบ แต่จะปฏิเสธก็ไม่อยากปฏิเสธเช่นเดียวกัน สภาพของสองสาวจึงกลายเป็นอ้ำๆ อึ้งๆ ด้วยน้ำเสียงที่เบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ

            จนท้ายที่สุดพวกเธอก็ตอบกลับมาด้วยความอับอายประโยคหนึ่ง

            “ก..ก็แล้วแต่เจ้าสิ!! อยากจะขอก็ขอสิ!!”

            คำตอบเช่นนี้บอกไม่ได้ว่าปฏิเสธหรือยอมรับ แต่ก็เข้าใจได้ว่าทั้งสองอายเกินกว่าจะตอบรับได้และก็ไม่อยากปฏิเสธ พวกเธอจึงให้เขาตัดสินใจเอง

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะทำท่าทีเหมือนครุ่นคิดซึ่งทำให้สองสาวที่ออกจะไร้เดียงสาในเรื่องเล่ห์กลถึงกับใจหายเพราะกลัวว่ากัสจะไม่พอใจและเปลี่ยนใจ

            ท่าทางที่น่าแกล้งนี้ทำให้กัสอดยิ้มอยู่ในใจไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ใจแข็งพอจะเอาเรื่องแบบนี้มาแกล้งพวกเธอเหมือนกัน เขาจึงไม่ได้แกล้งพวกเธอมากนัก เขาทำท่าทางลังเลใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มน้อยๆ แล้วร้องขอกำลังใจจากพวกเธอด้วยคำขอที่ทำให้สองสาวหน้าแดงก่ำขึ้นไปอีก

            “ว่าไงละรูบี้ แซฟไฟร์..ให้กำลังใจข้าหน่อยสิ ไม่งั้นข้าคงไม่กล้าไปขอพวกเจ้าแน่ๆ เจ้าก็รู้ว่าพ่อของเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดไหน”

            ยิ่งเล่นกัสก็ยิ่งสนุก ส่วนสองสาวนั้นยิ่งโดนแกล้งก็เริ่มไหวตัวทัน จนท้ายที่สุดพวกเธอก็รู้ว่าเขาตั้งใจแกล้งพวกเธอจนเริ่มไม่พอใจขึ้นมาเล็กๆ

            สุดท้ายก็กลายเป็นกัสเสียเองที่ต้องเป็นฝ่ายง้อกลับด้วยการดึงสองสาวมากอดแล้วหอมพวกเธอคนละฟอดใหญ่จนสองสาวอายม้วนไม่กล้าสบตา

            เห็นแบบนั้นกัสก็หัวเราะออกมาเสียงดังจนสองสาวอายยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของเขาแล้วหนีไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ

            กัสมองภาพนี้แล้วอมยิ้มด้วยความพอใจ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเพื่อนึกถึงสิ่งที่เขาได้รับจากการเฝ้ามองสองสาว

            ความรู้สึกพึงพอใจที่ได้หยอกรูบี้กับแซฟไฟร์ก็กลายเป็นความเร่าร้อนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของคนที่อยากลองวิชา

            “ว่าแล้วก็ไปลองดีกว่า จะตีเหล็กมันต้องตีตอนร้อนๆ จะสร้างวิชาใหม่ก็ต้องทำตอนนี้แหละ!!”

            คิดแล้วกัสก็ตัดสินใจลงมือทันที เขาส่งข้อความไปหาบลูอายแล้วบอกเธอสั้นๆ ว่าเขาได้ความคิดดีๆ มาเลยจะออกไปฝึกฝนสักหน่อย

            พอส่งข้อความเสร็จกัสก็ชักกระบี่ออกมาแล้วเปิดประตูมิติเดินทางกลับไปยังดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องโดยตรง

            นี่นับเป็นครั้งแรกที่กัสเดินทางกลับมาด้วยตัวเอง เขาจึงรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะคิดถึงการสร้างข่ายอาคมเอาไว้ในบ้านของตัวเองเพื่อใช้สนับสนุนการเดินทาง

            “เอาไว้กลับไปแล้วขอให้แองจี้สร้างให้ก็แล้วกัน..เดินทางจากตระกูลมาดันเจี้ยนเนี่ย มันเหนื่อยเกินไปจริงๆ”

            กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะสังเกตเห็นท่านหญิงมิวลีฟที่เหมือนจะสัมผัสถึงการมาถึงของเขาได้จึงออกมาต้อนรับ

            พวกเขาส่งยิ้มให้กันและทักทายกันอย่างสนิทสนม ก่อนที่กัสจะขอตัวไปพักผ่อนในสวนแห่งการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังเวทที่เสียไปจากการเดินทาง

            กัสพักจนพลังฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เขาจึงใช้ผลึกเรียกกองทัพราชาอสูรมา 1 กองทัพ เพื่อใช้ในการฝึกฝนเพราะเขาไม่อยากเข้าไปแย่งมอนเตอร์จากพวกนักรบหรือท่านหญิงมิวลีฟและเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับทุกคน เขาจึงเรียกออกมาทีละกองทัพเท่านั้น

            การทดสอบครั้งแรก กัสจำลองแนวคิดของสองสาวมาใช้ตรงๆ ใช้พลังแห่งชีวิตและพลังแห่งความตาย แบ่งพลังทั้งสองออกเป็นสองขั้ว จากนั้นส่งพวกมันเข้าปะทะกันโดยตรง

            ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะคล้ายกับผลลัพธ์ที่สองสาวใช้ แต่ยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ประสิทธิภาพของมันยังไม่สูงพอหากเทียบกับปริมาณของพลังที่ใช้

            กัสขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ จากนั้นก็ทดลองต่อไปจนกองทัพราชาอสูรกองทัพแรกถูกบดขยี้จนหมดสิ้น เขาก็หยุดนิ่งไปนานหลายนาทีเพื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

            “มีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง..พลังแห่งชีวิต พลังแห่งความตาย มันคือพลังสองขั้วที่แตกต่างไม่ผิดแน่ แต่ทำไมแรงต้านถึงได้ไม่รุนแรงอย่างที่ควรกัน”

            ความคิดของกัสล่องลอยไปไกล ขณะที่เขาสร้างกระบี่ออกมาสองเล่ม เล่มหนึ่งเป็นสีดำที่ปลดปล่อยพลังแห่งความตายออกมาอย่างหนาแน่น ส่วนอีกเล่มเป็นสีแดงเลือดที่ปลดปล่อยพลังชีวิตออกมาอย่างรุนแรง

            กัสมองกระบี่ทั้งสองเล่มที่โคจรอยู่รอบตัวเขาอย่างใจเย็น มองดูลักษณะของพวกมัน ศึกษากลิ่นอายของพลังและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเขาตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่าง

            “ไม่ถูกต้อง! แบบนี้มันไม่ถูกต้อง!! พลังวิญญาณของข้ามาจากดวงวิญญาณของคนตาย เป็นดวงวิญญาณของราชาอันเดธ ดังนั้นมันจึงมีพลังแห่งความตายที่แท้จริง!! แต่พลังชีวิตของข้าไม่ใช่!! พลังชีวิตเป็นรากฐานของชีวิตนั้นไม่ผิด แต่หากเทียบกับพลังแห่งความตายที่มาจากดวงวิญญาณของราชาอันเดธแล้ว..มันยังต่ำกว่า!!”

            ความแตกต่างระหว่าง ‘พลังชีวิต’ และ ‘พลังแห่งชีวิต’ นั้น เปลือกนอกไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก แต่เมื่อกัสมองลึกเข้าไปอย่างตั้งใจ เขาก็ตระหนักว่ามันแตกต่าง

            หากพลังชีวิตคือ ‘รากฐาน’ ของสิ่งมีชีวิต เช่นนั้นพลังแห่งชีวิตก็คือ ‘ต้นกำเนิด’ ของสิ่งมีชีวิต หากเปรียบเทียบแล้วก็คงเหมือนกับ ‘น้ำ’ และ ‘แม่น้ำ’ มนุษย์ตักน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำและใช้มันดื่มกิน ใช้มันหล่อเลี้ยงชีวิตของตนเอง

            แต่ถ้าขาดแม่น้ำ มนุษย์ก็ไม่อาจหาน้ำได้ ดังนั้นหากเทียบระดับความสำคัญ แม่น้ำย่อมสำคัญกว่าน้ำเป็นธรรมดา

            พลังชีวิตเองก็เช่นเดียวกัน มันมีระดับความสำคัญต่ำกว่าพลังแห่งชีวิต เช่นเดียวกับพลังแห่งความตายที่มาจากวิญญาณของกัส ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการที่เขากลายเป็นราชาอันเดธที่อยู่ใกล้ชิดกับต้นกำเนิดของความตายมากที่สุด

            วินาทีที่กัสตระหนักได้ถึงความแตกต่างนี้ เขาก็เหมือนกับได้รู้แจ้งขึ้นมาทันที มันเป็นการรู้แจ้งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา เกิดขึ้นและจบลงในทันที หากแต่ให้ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและสำคัญยิ่งสำหรับกัส

            “แบบนี้เอง..ที่แท้ข้าก็เข้าใจผิดมาตลอด พลังชีวิตนั้นไม่เหมือนกับพลังแห่งความตาย ระดับชั้นมันแตกต่างกันเพราะแบบนี้ข้าถึงได้ควบแน่นวิถีแห่งชีวิตไม่ได้สักที”

            พริบตาที่เข้าใจกัสก็เหมือนกับได้ชิ้นส่วนสุดท้ายที่ขาดไปในการควบแน่นวิถีแห่งชีวิตของเขา เมื่อเขาได้รับมันมาและประกอบเข้ากับความรู้ความเข้าใจที่สะสมมาอย่างยาวนาน ประกายแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้นในแกนพลังของเขา

            วินาทีนั้นวิถีแห่งชีวิตก็ก่อตัวขึ้นในแกนพลังของเขาและเริ่มสร้างวงจรอันยิ่งใหญ่เพื่อขับเคลื่อนแกนพลังของเขาด้วยพลังที่ทรงอำนาจกว่าเดิมหลายสิบเท่า มันทำปฏิกิริยากับวิถีแห่งความตายที่อาบอยู่ในแกนพลังและเปลี่ยนวิถีแห่งชีวิตที่เกิดจากวิถีแห่งความตายให้กลายเป็นวิถีแห่งชีวิตที่แท้จริง

            สีแดงของพลังชีวิตก็กลายเป็นสีขาว เริ่มจากจุดเล็กที่อยู่ใกล้กับกลุ่มก้อนพลังวิญญาณที่สุด จากนั้นก็แพร่ขยายออกไปอย่างช้าๆ

            ในเวลาเดียวกันนั้นกัสก็สัมผัสได้ถึงการหดตัวของพลังชีวิตในแกนพลัง ส่งผลให้สมดุลที่มั่นคงมาตลอดเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

            ทันทีที่สัมผัสได้ใบหน้าของกัสก็ซีดลงในทันทีเพราะความเปลี่ยนแปลงนี้เกือบจะกลายเป็นหายนะสำหรับเขา

            ทันทีที่ตั้งสติได้กัสก็ออกคำสั่งให้เกรย์แรทใช้ผลึกราชาอสูรจำนวนมากทันทีเพราะเขาต้องการพลังชีวิตมาทดแทนพลังชีวิตที่สูญเสียไปจากการหดตัวของพลังชีวิต

            ไม่นานนักรอยแยกมิติจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นที่ริมขอบของดินแดน ตามมาด้วยกองทัพมอนเตอร์จำนวนมหาศาล ก่อนที่กระบี่วิญญาณนับล้านจะปรากฏขึ้นตามมาและแยกออกเป็นชิ้นส่วนกระบี่จำนวนมหาศาลบินว่อนไปทุกทิศทาง

            พริบตาต่อจากนั้นเสียงกรีดร้องของมอนเตอร์ก็ดังสะท้านขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องที่ดังระงมในทิศทางที่พายุกระบี่เคลื่อนผ่าน

            กัสที่อยู่ในจุดศูนย์กลางของพายุกระบี่เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วสูง เขานำพาพายุกระบี่ที่ทรงพลังออกไล่ล่ากองทัพมอนเตอร์อย่างบ้าคลั่งเพื่อดูดกลืนพลังชีวิตมาทดแทนพลังชีวิตที่สูญเสียไปไม่ยอมหยุด

            การหดตัวลงของพลังชีวิตนั้นไม่ได้เร็วมากนัก แต่กัสก็จำต้องใช้ความพยายามทั้งหมดของเขาในการหาพลังชีวิตมาทดแทนพลังที่สูญเสีย เขาล่าอย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ชั่วโมง เขาถึงจะสามารถสะสมพลังชีวิตได้มากพอที่จะหยุดพักช่วงสั้นๆ

            กัสจึงตัดสินใจพักในสวนแห่งการพักผ่อนเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ก่อนจะเริ่มต้นการไล่ล่าอีกครั้ง เขาทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาติดต่อกันนานนับอาทิตย์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแกนพลังของเขาจึงสงบลงและทำให้แกนพลังของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์

            ในตอนนี้ส่วนของพลังชีวิตที่เคยเป็นสีแดงได้กลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์แทน เช่นเดียวกับส่วนที่เป็นสีดำของพลังวิญญาณที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นสีดำที่เข้มขึ้นและบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น

            สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่สองคือ ความมั่นคงของแกนพลังที่มั่นคงกว่าเดิมมากและความสามารถในการดูดซับพลังที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

            ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความเร็วในการดูดซับแก่นจิตวิญญาณของเขาเร็วขึ้นตามไปด้วยและทำให้วิถีแห่งชีวิตที่เพิ่งจะควบแน่นสำเร็จ พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งจากความรู้ความเข้าใจที่สั่งสมมานานจากเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้สัมผัสกับการรู้แจ้งของชีวิตและความตาย

            และจากแก่นสาระสำคัญที่อยู่ในแก่นจิตวิญญาณแห่งธาตุทั้งสองที่เขาได้เป็นของขวัญ

            ความเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งพัฒนาการที่ก้าวกระโดดสำหรับกัส แต่มันก็ทำให้เขาเหนื่อยจนแทบไม่มีแรงจะทำอะไรอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจหยุดพักในดันเจี้ยนต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อฟื้นฟูพลังของตัวเอง

            ในขณะที่กัสหยุดพักอยู่ในดันเจี้ยน ท่านหญิงมิวลีฟก็มาเยี่ยมเขาหลายครั้งและพูดคุยกับเขาในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเขาก่อนหน้านี้ซึ่งท่านหญิงดูเหมือนจะให้ความสนใจมาก

            ซึ่งแน่นอนว่ากัสไม่มีความคิดที่จะปกปิดอะไรอยู่แล้ว เนื่องจากเขาติดหนี้บุญคุณท่านหญิงมิวลีฟเอาไว้มาก เขาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านหญิงฟังอย่างละเอียด ซึ่งทำให้ท่านหญิงมิวลีฟตื่นเต้นเอามากๆ ราวกับเรื่องที่เขาเล่าได้ทำให้เธอเข้าใจอะไรบางอย่าง

            รอยยิ้มที่อ่อนหวานของท่านหญิงจึงหวานยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าแดงก็แดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นยินดีกับสิ่งที่ได้ยิน

            “ขอบใจเจ้ามากเลยนะกัส!! เจ้าช่วยเราได้มากจริงๆ!!”

            พูดจบท่านหญิงก็เดินเข้ามาหอมแก้มเขาฟอดใหญ่เพื่อแสดงความขอบคุณ ทำเอากัสถึงกับหน้าแดงก่ำขึ้นมา ขณะที่ท่านหญิงส่งเสียงหัวเราะสดใสและจากไปพร้อมกับความยินดี ทิ้งให้เขานั่งอึ้งอยู่ตามลำพัง

            กัสลูบแก้มด้วยความขัดเขินเล็กๆ แล้วส่ายหน้าฝืนๆ เพราะเขาไม่รู้สึกถึงความรู้สึกเชิงชู้สาวจากท่านหญิงมิวลีฟเลย จะมีก็เพียงความเป็นพี่สาวที่คิดอยากจะหยอกล้อน้องชายอย่างเขาเสียมากกว่า ซึ่งความรู้สึกแบบนี้เขาค่อนข้างจะคุ้นเคยกับมันมาก

            แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกถึงแรงกระตุ้นและความปรารถนาที่ก่อตัวขึ้นเพราะความรู้สึกนี้ด้วยเช่นกัน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มแบบฝืนๆ เพราะเขารู้ดีว่าความต้องการของเขานั้นยากที่จะเป็นจริงได้

            หลังจากสงบสติอารมณ์และนึกอยากจะไปนอนพักสักงีบหนึ่ง กัสก็ต้องเปลี่ยนความคิดเพราะสาวใช้ที่เกรย์แรทส่งมาดูแลเขาเข้ามาบอกเขาว่าเทียร์น่ามาขอพบ

            กัสหยุดคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบรับคำขอนี้ สาวใช้จึงจากไปและเชิญเทียร์น่าเข้ามาในห้อง

            ไม่ถึงอึดใจเทียร์น่าก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนจ้าง แต่เมื่อเธอเห็นกัส ดวงตาที่แสนงดงามของเธอก็ทอประกายวาววับขึ้นมาทันที บรรยากาศที่มัวหมองดูเหมือนจะสดใสขึ้นมาในพริบตา

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเพราะเขาไม่มีเวลาให้เธออย่างที่ควรจะเป็น

            ในฐานะคู่หมั้น เขามีหน้าที่ที่ต้องดูแลเธอ ต่อให้ไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เขาก็ไม่สมควรทำตัวเหินห่างจากเธออย่างที่เป็นอยู่

            แต่กัสก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาไม่มีเวลาว่างให้กับเธอจริงๆ ต้องบอกว่าเขาไม่อาจแบ่งเวลามาหาเธอบ่อยๆ ได้เพราะเกมชิงอำนาจ

            ต่อให้เขามีเวลามายังดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้อง แต่เขาก็ไม่มีเวลาอยู่ที่นี่นานนักและทุกครั้งที่มา เขาก็มักจะมาเพื่อทำงานอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็มาเพื่อหาภรรยาของเขา เวลาที่เขาแบ่งไว้ให้เทียร์น่าจึงมีน้อยลงไปอีก

            ยังดีที่ภรรยาของเขาเข้าใจความจำเป็นของเขาดี พวกเธอจึงช่วยดูแลเทียร์น่าอีกแรงหนึ่งจึงทำให้เขาสบายใจขึ้นมาก

            แต่สุดท้ายแล้วกัสก็ต้องยอมรับว่าสำหรับเทียร์น่าแล้ว การพบเจอกับเขามีความหมายกับเธอมากกว่าจริงๆ เพราะในดันเจี้ยนแห่งนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่เธอสามารถพึ่งพาเขาได้เพราะเขาคือคู่หมั้นของเธอ

            คิดแล้วกัสก็ลอบหงุดหงิดใจเพราะการหมั้นหมายระหว่างพวกเขายังดำเนินต่อไป แต่กลับไม่มีกำหนดการแต่งงานเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะสถานการณ์ในเมืองแห่งดันเจี้ยนนั้นค่อนข้างจะอ่อนไหวมากในช่วงเวลานี้

            ท่าทีของตระกูลดีไวซ์เนอร์ก็ดูแปลกไปหลังจากเกมชิงอำนาจเริ่มต้นขึ้น แม้อีกฝ่ายจะแสดงท่าทีที่เป็นมิตรออกมาไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลับไม่มีทีท่าที่จะสานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยการแต่งงานอย่างที่ควรจะเป็น

            ด้วยเหตุนี้กัสจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากรักษาระยะห่างและทำตัวให้เหมาะสมกับสถานะของคู่หมั้น เขาต้องให้เกียรติเทียร์น่า ต้องดูแลเธอ แต่ก็ไม่อาจเข้าใกล้เธอมากเกินไปได้เพราะอาจจะทำให้เธอเสื่อมเสีย

            ต่อให้ตอนนี้หูตาของตระกูลดีไวซ์เนอร์เหลือเพียงคนที่ไว้ใจได้ แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าในกลุ่มคนที่ไว้ใจได้นี้มีจุดประสงค์อะไรซ่อนอยู่หรือไม่ กัสจึงไม่สามารถทำตัวสนิทสนมหรือใกล้ชิดกับเทียร์น่ามากเกินไปได้

            ความสัมพันธ์ระหว่างกัสกับเทียร์น่าจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลก ทั้งสองคนอยู่ในสถานการณ์ที่เหมือนจะใกล้ชิด แต่ก็ดูเหินห่าง มันเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาด

            ใจหนึ่งกัสก็อยากใกล้ชิดกับเธออยากโอบกอด อยากดูแลเธอให้เหมือนกับภรรยาของเขาคนหนึ่ง แต่ก็ติดปัญหาอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลที่ทำให้เขาต้องรักษาระยะห่างเอาไว้เพราะถ้าเขาทำอะไรไม่เหมาะสมแล้วถูกรายงานไปถึงตระกูลดีไวซ์เนอร์ มันจะกลายเป็นข้ออ้างให้อีกฝ่ายหยิบยกขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้

            ความสัมพันธ์ระหว่างกัสกับเทียร์น่าในปัจจุบันจึงเป็นอะไรที่แปลกประหลาดและทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกเมื่ออยู่กับเธอ

            ทว่าตอนนี้ความรู้อึดอัดไม่ได้มีอยู่อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นความไม่พอใจที่มีต่อตระกูลดีไวซ์เนอร์แทน พร้อมกันนั้นความคิดที่จะจัดการกับตระกูลนี้ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของกัสทีละน้อย

           

           

 

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน