จินลี่หยางเรียกทหารมาประชุมกันอีกครั้งและบอกกล่าวข้อสันนิษฐานของเขาให้ทุกคนฟังเพื่อให้ทุกคนช่วยกันระมัดระวังและคอยจับตาดูคนที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย
“แล้วเราจะสังเกตลักษณะคนร้ายอย่างไรขอรับหัวหน้า” ทหารคนหนึ่งเอ่ยถาม
“จากการที่คนร้ายต้องทำร้ายเหยื่อให้หมดทางสู้ก่อนแสดงว่าคนร้ายน่าจะมิใช่คนรูปร่างใหญ่หรือแข็งแรง บุคลิกหน้าตาน่าจะดูเป็นมิตรทำให้เหยื่อตายใจและสามารถเข้าประชิดตัวได้” จินลี่หยางเงียบไปครู่หนึ่งทหารทุกคนมองเขาอย่างรอคอย
“ข้ามั่นใจว่าคนผู้นี้ต้องเป็นคนต่างถิ่น โดยอาศัยความเป็นคนต่างถิ่นมาหลอกให้เหยื่อตายใจและลงมือทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม” จินลี่หยางเดินมาหยุดยืนที่หัวโต๊ะ
“ขอให้ทุกคนช่วยกันเตือนชาวบ้าน เมื่อมีคนแปลกหน้าให้ระวังตัวไว้ก่อนอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว งดออกจากบ้านยามวิกาล ผู้ที่อยู่เวรยามให้อยู่เป็นคู่คอยระมัดระวังกันตลอดเวลา”
“หัวหน้าขอรับ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเหยื่อรายต่อไปอาจจะเป็นผู้ชาย”ทหารคนหนึ่งถามขึ้น ทุกคนมีสีหน้างงงัน จินลี่หยางขมวดคิ้ว
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”
ทหารคนนั้นมีสีหน้าไม่แน่ใจนัก“ก็ข้าเห็นว่ารายแรกเป็นหญิง แล้วก็เป็นผู้ชาย เมื่อเช้าก็เป็นผู้หญิงอีก”ทหารคนอื่นๆ นิ่งคิดตาม "ถ้าไอ้คนร้ายคนนี้มันเป็นโรคจิตจริงๆมันอาจจะสลับชายหญิงไปเรื่อยๆ หรือไม่ขอรับ”
จินลี่หยางมีสีหน้าคล้อยตาม“ก็อาจเป็นไปได้”
“เช่นนั้นคราวนี้อาจจะต้องระวังผู้ชายหน้าตาดีที่อยู่ตัวคนเดียวหรือไม่ขอรับ”ทหารอีกคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น ทหารคนอื่นๆ เห็นด้วย
วันถัดมาในยามอู่(11.00-13.00น.)เด็กร้านบะหมี่นำบะหมี่มาส่งให้จินลี่หยางและทหารทุกคนในกองทหารรักษาเมืองเป็นอาหารกลางวัน
หลายวันมานี้ตั้งแต่เกิดคดีขึ้นร้านอาหารต่างผลัดกันนำอาหารมาส่งให้ทหารครบทุกมื้อมิได้ขาดโดยบอกว่าเป็นน้ำใจจากชาวบ้านที่เห็นทหารต้องลำบากกันตั้งแต่เช้ายันมืด
จินลี่หยางเรียกเด็กที่มาส่งบะหมี่ให้เข้ามาในห้องเพื่อพูดคุยสอบถาม
“อาหารพวกนี้ เถ้าแก่ร้านเจ้าเป็นผู้ออกเงินหรือ”
“เปล่าขอรับ เป็นคุณชายคนหนึ่ง”
จินลี่หยางประหลาดใจเขานึกว่าเถ้าแก่แต่ละร้านเป็นผู้ออกค่าอาหารให้ทหารในกอง “ผู้ใดหรือ”
เด็กส่งบะหมี่ยิ้มเจื่อนๆ“ข้าบอกมิได้ขอรับใต้เท้า”
จินลี่หยางยิ่งเกิดความสงสัย“ทำไมหรือ”
“เขาบอกว่า ถ้าหากพวกท่านรู้ว่าเขาเป็นใคร เขาจะไม่มาที่ร้านอีกขอรับ”
จินลี่หยางใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว“เขามาทำอันใดที่ร้านของเถ้าแก่เจ้าหรือ”
“คุณชายมาดูดวงชะตาให้คนที่มาที่ร้านขอรับและคุณชายยังบอกให้ชาวบ้านให้ความช่วยเหลือพวกท่านในทุกๆอย่างเพื่อให้คดีคืบหน้าขอรับ”
จินลี่หยางเริ่มคลายคิ้วที่ขมวดลงและมีรอยยิ้มที่มุมปากแทน“คุณชายคนนี้ใส่หมวกปิดบังใบหน้าและเรียกตนเองว่าผู้หยั่งรู้ใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ” เด็กส่งบะหมี่พยักหน้า
จินลี่หยางยิ้มกว้างอย่างห้ามตนเองไม่อยู่“เจ้าไปเถิด ขอบใจมากนะ”
เมื่อเด็กส่งบะหมี่กลับออกไปแล้วจินลี่หยางก็ยังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับชามบะหมี่ตรงหน้าอยู่อีกพักใหญ่
เฉินอี้นั่งไออยู่ที่โต๊ะในบ้านจนหน้าแดงมือกุมหน้าอก อาหลิ่งยืนหน้างออยู่ข้างๆ เขาเฉินอี้เหลือบไปเห็นหน้าอาหลิ่งก็ทั้งไอทั้งขำไปด้วยพร้อมๆ กัน
“เฉินอี้ ท่านนี่หาเรื่องนัก ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก”
เฉินอี้โบกมือเป็นเชิงว่าเขาจะไม่เถียงด้วยและรินน้ำชาให้ตนเองดื่มจึงค่อยดีขึ้น
เมื่ออาการไอหยุดแล้วเฉินอี้จึงฟุบหน้าลงบนโต๊ะหนุนแขนตนเองพลางถอนใจ “อืม…..เหนื่อยจังเลย”
อาหลิ่งมองค้อนเขาเหตุใดจะไม่เหนื่อย หลายวันมานี้เฉินอี้ออกจากบ้านแต่เช้ากว่าจะกลับเข้าบ้านก็พระอาทิตย์เกือบตกดินทุกวันกลางคืนก็แทบจะไม่ได้นอนเพราะฝึกท่องคาถาเพื่อใช้ยันต์ปัญจธาตุและวันนี้เขาก็สื่อสารกับดวงวิญญาณทั้งวันแทบมิได้พักจนอาการกำเริบ
ขณะที่เฉินอี้ตั้งท่าจะเคลิ้มหลับคาโต๊ะก็มีเสียงเคาะประตูปลุกเขาจากภวังค์เสียก่อน เฉินอี้กระดกหัวขึ้นและหันไปทางประตูพูดเสียงแผ่วกับอาหลิ่ง “พี่ลี่หยางเหรอ”
อาหลิ่งหายตัวไปครู่หนึ่งและกลับเข้ามาหาเขาพูดด้วยสีหน้าไม่สบายใจ “เฉินอี้ เขามาแล้ว”
เฉินอี้มองอาหลิ่งและพยักหน้าให้นางลุกเดินไปเปิดประตู
“เฉินอี้! ข้าเอง!” ชายหนุ่มยืนยิ้มหน้าบานร้องทักเฉินอี้
“ชิงจี” เฉินอี้แสร้งทำหน้าประหลาดใจ
เมื่อมีคนนำอาหารมาส่งให้อีกครั้งจินลี่หยางจึงรู้ว่าถึงยามโหย่วแล้วเขาจึงเก็บของเตรียมตัวกลับและนึกขึ้นได้ว่าควรจะไปหาเฉินอี้เพื่อขอบคุณเขาเสียหน่อยจึงแวะซื้อน้ำตาลปั้นไปฝากเขาด้วย
เมื่อไปถึงประตูบ้านของเฉินอี้เปิดอยู่จินลี่หยางมองอย่างสงสัยแล้วจึงเอ่ยเรียกเฉินอี้อยู่หน้าบ้านแต่ก็ไม่มีเสียงตอบจึงผลักประตูและเดินเข้าไปด้านใน
จินลี่หยางเห็นเงาตะคุ่มๆอยู่บนพื้นก็เดินเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นชัดก็ตกใจมาก
“ชิงจี!”
ชิงจีนอนหมดสติอยู่บนพื้นมีเลือดจำนวนมากอยู่ที่อกเสื้อ จินลี่หยางรีบย่อตัวลงและพยายามเรียกให้เขาฟื้นขึ้นมาชิงจีค่อยๆ ลืมตาอย่างยากลำบากและเอ่ยเรียกเสียงแหบแห้ง “ใต้เท้าจิน....”
“ชิงจี! เกิดอันใดขึ้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แล้วเฉินอี้ล่ะ เฉินอี้อยู่ที่ไหน!” จินลี่หยางละล่ำละลักถาม
“มีคน...พาเฉินอี้ไป....เขาไปแล้ว....”
“ไปที่ใด!”
ชิงจีส่ายหน้า“ไม่รู้ เขาทำร้ายข้า แล้วพาเฉินอี้ไป...”
จินลี่หยางพะว้าพะวงชิงจีบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ต้องรีบไปช่วยเฉินอี้ “เจ้ารอก่อนนะข้าจะไปตามคนมาช่วย”
“ใต้เท้าจิน....”ชิงจีเรียกเขาเสียงอ่อนแรง
“ว่าอย่างไร!” จินลี่หยางถามด้วยความร้อนใจแต่ชิงจีที่ใกล้หมดเรี่ยวแรงพูดเบามากเขาจึงต้องก้มหน้าลงไปหาใกล้ๆ แต่แล้วก็รู้สึกเสียวปลาบที่สีข้างด้านขวา
ชิงจีมองหน้าจินลี่หยางและยิ้มมือถือเหล็กแหลมแทงเข้าไปที่สีข้างของจินลี่หยางจนสุด
จินลี่หยางดีดตัวลุกขึ้นชิงจีชักแท่งเหล็กออกมา เลือดค่อยๆ ไหลออกมาจากแผล จินลี่หยางถอยไปตั้งหลักและชักกระบี่ความเจ็บปวดค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาชิงจียืนขึ้น ดูไม่เหมือนคนที่บาดเจ็บสาหัสเลยสักนิด
“เฮ้อคนอย่างพวกเจ้าเนี่ย หลอกง่ายชะมัดเลย” ชิงจีพูดพลางยิ้ม
จินลี่หยางมองเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเลือดของชิงจีแล้วก็ใจหายวาบ
“นั่นมิใช่เลือดของเจ้า”
“อืมก็ไม่ใช่น่ะสิ” ชิงจียกมือเปื้อนเลือดขึ้นเกาแก้มตัวเอง “ข้านอนรอเจ้าอยู่ตั้งนานมาช้าชะมัดเลย”
“เฉินอี้อยู่ที่ไหน! เจ้าทำอันใดเขา!” จินลี่หยางเอ่ยถามทั้งที่เจ็บแทบขาดใจ แต่ตอนนี้เขาเป็นห่วงเฉินอี้มากกว่า
ชิงจียิ้มและกระดิกนิ้วให้จินลี่หยางวางกระบี่ลง“ขืนเจ้าชักช้า ข้าก็ไม่รับประกันชีวิตของเฉินอี้นะ”
จินลี่หยางมองข้าวของในบ้านที่กระจัดกระจายมือที่กุมแผลอยู่รู้สึกถึงเลือดอุ่นๆ ที่ไหลลงมาไม่ขาดสายเลือดบนเสื้อผ้าของชิงจีมากขนาดนี้ เฉินอี้จะเป็นอย่างไรบ้าง
จินลี่หยางยินยอมวางกระบี่ลงบนพื้นแต่โดยดี
ชิงจีใช้เท้าเตะกระบี่ของจินลี่หยางจนกระเด็นไปไกลและเดินไปอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องนอนของเฉินอี้ จินลี่หยางรีบเดินตามและกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อหาคนที่เขาห่วงใยแล้วจึงพบเฉินอี้นอนตะแคงคุดคู้อยู่มุมห้อง มีเลือดไหลออกจากศีรษะ
“เฉินอี้!” จินลี่หยางพยายามจะไปหาเฉินอี้ แต่ชิงจีถึงตัวเฉินอี้ก่อนและจ่อเหล็กแหลมไปที่คอของเขา
“ตอนแรกก็ว่าจะถนอมเฉินอี้ไว้หน่อย แต่เขาทำข้าโมโหก็เลยรุนแรงกับเขาไปนิด” ชิงจีพูดพลางก้มหน้ามองคนบนพื้นด้วยสายตาเสียใจ
“ข้าเกลียดที่คนรักของข้าต้องถูกคนอย่างเจ้าทำให้แปดเปื้อนทั้งที่เขาควรจะเป็นของข้าคนเดียว!”
ชิงจีดึงเฉินอี้ขึ้นมาจากพื้นและนั่งกอดเขาเอาไว้จากด้านหลังให้ศีรษะของเฉินอี้ซบอยู่บนไหล่ตนเอง เลือดมากมายไหลจากขมับลงไปถึงคอสีเลือดกับสีผิวตัดกันจนดูน่ากลัว ชิงจีซบหน้าไปบนเส้นผมของเฉินอี้และทำหน้าบึ้งใส่จินลี่หยาง
“ดูสิ เฉินอี้ต้องเจ็บตัวเพราะท่านเลย ใต้เท้าจิน”
“เฉินอี้มิได้ทำอันใดผิด เจ้าปล่อยเขาไปเถิด”จินลี่หยางพูดเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน
“เหตุใดจะไม่ผิด! ข้าเห็นนะ!” ชิงจีตวาดเสียงดังชี้เหล็กแหลมไปที่หน้าอกของเฉินอี้ “วันก่อนเขาให้ท่านมานอนค้างด้วย!ข้านั่งเฝ้าหน้าบ้านอยู่ทั้งคืน! เฉินอี้หักหลังข้า!”
จินลี่หยางส่ายหน้าชิงจีมองจินลี่หยางดวงตาแดงก่ำ “เฉินอี้เขารักข้ามากตัวเองบาดเจ็บแต่ก็ยังทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือข้า รักษาข้า”ชิงจียิ้มตาลอยนึกถึงเรื่องราวที่เฉินอี้ช่วยพาตนเองลงจากเขา “ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าข้าทำตัวเองก็ตามแต่เขาก็พยายามช่วยชีวิตข้าโดยมิสนใจตัวของเขาเองเลยด้วยซ้ำ เขารักข้ามากท่านรู้ไหมใต้เท้าจิน”
ชิงจีตวัดสายตากลับมาที่จินลี่หยาง“แต่เป็นเพราะท่าน! ท่านพาเขาไปจากข้า! ท่านแย่งเขาไป ท่านทำให้เฉินอี้หักหลังข้า!ข้าเกลียดคนที่ทำให้ข้าเหมือนเป็นคนโง่!”ชิงจีใช้สองมือจ่อปลายเหล็กแหลมลงไปที่หน้าอกของเฉินอี้ จินลี่หยางรีบเอ่ยเสียงดัง
“ไม่! ไม่ใช่! ชิงจี! วันนั้นข้าบังคับเฉินอี้เองเขามิได้เต็มใจให้ข้าอยู่ด้วยเลย!” จินลี่หยางยกมือห้ามชิงจีใจเต้นไม่เป็นส่ำมองเหล็กแหลมในมือของเขา เพียงแค่ชิงจีออกแรงอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเฉินอี้ก็จะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว