หอประชุมใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจวันนี้คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาและคณาจารย์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตึงเครียดของเหล่านักศึกษาเฟรชชี่ที่สวมสูทเต็มยศ เดินถือแฟ้มสคริปต์ท่องจำเนื้อหากันปากขมุบขมิบ
นี่คือ ‘เวทีนำเสนอผลงานเด่นนักศึกษาปีหนึ่ง’ ประจำภาคเรียน ซึ่งเป็ธรรมเนียมปฏิบัติของคณะที่จะคัดเลือกรายงานวิชาการที่โดดเด่นที่สุดมานำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ
บนเก้าอี้แถวหลังสุดของหอประชุม อิ๋งเย่ในชุดนักศึกษาธรรมดาๆ ที่ไม่ได้ผูกเนกไท กำลังนั่งเอนหลังมองแผ่นพับกำหนดการในมือด้วยสายตาปลาตาย
‘ลำดับที่ 7: การเคลื่อนย้ายของทุนมหภาคในยุคเปลี่ยนผ่านนโยบาย – โดย อิ๋งเย่’
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียดในใจ
เขาเพิ่งรู้ตัวว่าถูกยัดชื่อลงในงานนี้เมื่อสองวันก่อนตอนที่เห็นป้ายประกาศหน้าคณะ ตัวการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อาจารย์หลี่จอมเฮี้ยบที่เคยเอ่ยปากชมรายงานวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคของเขาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนนั่นเอง
ถ้าเป็คำเชิญเข้าร่วมชมรมหรือการแข่งขันเคสธุรกิจ อิ๋งเย่คงปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใยแล้ว แต่เวทีนี้เป็ธรรมเนียมบังคับของคณะสำหรับคนที่ถูกเสนอชื่อโดยอาจารย์ประจำวิชา การปฏิเสธคือการหักหน้าอาจารย์โดยตรง และอาจนำมาซึ่ง ‘การถูกเพ่งเล็ง’ ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย
‘ช่างเถอะ ก็แค่ออกไปพูดรายงานที่เขียนส่งไปแล้วให้จบๆ ไป ถือเสียว่าทำเวรทำกรรมก็แล้วกัน’
อิ๋งเย่คิดอย่างปลงตก พลางพับแผ่นกำหนดการเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ
ในขณะเดียวกัน ที่โต๊ะแถวหน้าสุดสำหรับคณะกรรมการและผู้จัดงาน
หลินอวี้เยา ในชุดสูทกระโปรงเข้ารูปสีเข้มที่ขับเน้นบุคลิกสง่างามและเป็มืออาชีพ กำลังตรวจทานรายชื่อผู้นำเสนอในฐานะประธานชมรมวิเคราะห์ธุรกิจ ซึ่งรับหน้าที่เป็ผู้ดำเนินงานและกรรมการร่วมฝ่ายนักศึกษา
ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอชะงักกึกเมื่อไล่มาถึงลำดับที่ 7
‘อิ๋งเย่?’
ดวงตากลมโตของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ภาพของเด็กหนุ่มท่าทางเกียจคร้านที่เคยปฏิเสธคำเชิญเข้าชมรมของเธอ พร้อมเหตุผลสุดโต่งว่า ‘อยากนอน’ แวบเข้ามาในหัว
‘คนคนนั้นน่ะหรือ? ถูกอาจารย์หลี่เสนอชื่อให้ขึ้นเวทีวิชาการที่ตึงเครียดที่สุดของคณะ?’
หลินอวี้เยาขมวดคิ้วบางๆ เธอรู้ดีว่าอาจารย์หลี่ไม่เคยไว้หน้าใครและไม่เคยเลือกใครชุ่ยๆ การที่อิ๋งเย่มาอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่ารายงานของเขาต้องมีของจริง... หรือไม่ก็ถูกอาจารย์บังคับเข็นขึ้นเวทีมาเชือดให้เด็กคนอื่นดูเป็ตัวอย่าง
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า นักศึกษาคนแล้วคนเล่าขึ้นไปนำเสนอบนเวทีด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สไลด์นำเสนอเต็มไปด้วยกราฟฟิกสวยหรูและทฤษฎีตามหน้าหนังสือเรียนที่ถูกยกมาอ้างอิงอย่างยืดยาว
จนกระทั่งถึงลำดับที่ 7
“ลำดับต่อไป การเคลื่อนย้ายของทุนมหภาคในยุคเปลี่ยนผ่านนโยบาย โดยนักศึกษาอิ๋งเย่ค่ะ” เสียงประกาศดังขึ้น
อิ๋งเย่ลุกจากเก้าอี้แถวหลังสุด เขาเดินขึ้นเวทีด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอ ไม่ช้าและไม่เร็ว ท่ามกลางนักศึกษาคนอื่นที่ใส่สูทผูกไทกันเต็มยศ เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ปลดกระดุมเม็ดบนของเขาดูแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่มีแฟลชไดรฟ์สำหรับเปิดสไลด์ ไม่มีเลเซอร์พอยเตอร์ ชายหนุ่มเดินไปหยุดที่หน้าไมโครโฟน ปรับระดับความสูงเล็กน้อย แล้วกวาดสายตามองลงไปเบื้องล่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
“สวัสดีครับ” อิ๋งเย่เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นเต้น ราวกับกำลังอ่านรายการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต
“ในรายงานที่ผมเขียน ผมไม่ได้ใช้โมเดลคณิตศาสตร์ซับซ้อนอะไร เพราะในความเป็จริง ทุนไม่ได้เคลื่อนที่ตามสมการ แต่เคลื่อนที่ตาม ‘นโยบาย’ และ ‘สัญชาตญาณเอาตัวรอด’...”
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ให้ผู้ฟังได้ปรับตัวกับวิธีกระชับความของเขา
“เมื่ออัตรากำไรจากภาคการผลิตลดลงจนถึงจุดอิ่มตัว นักลงทุนย่อมต้องมองหาสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่กลายเป็หลุมหลบภัยทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินมหาศาลจะถูกบีบให้ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อหนีจากผลตอบแทนที่กำลังตกต่ำในระบบการผลิตจริง”
ทุกคำพูดของเขาสั้น กระชับ ไร้ศัพท์แสงหรูหรา แต่มันพุ่งตรงเข้าสู่แก่นกลางของกลไกตลาดอย่างโหดร้ายและแม่นยำ
เสียงกระซิบกระซาบในหอประชุมค่อยๆ จางลง นักศึกษาหลายคนที่เคยก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถือ เริ่มเงยหน้าขึ้นมามองบนเวที ขณะที่คณาจารย์ในแถวหน้าสุดบางคนหันมาสบตากันอย่างมีนัยยะ
หลินอวี้เยาที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดจ้องมองเด็กหนุ่มบนเวทีตาไม่กะพริบ เธอพบว่าความสงบนิ่งของอิ๋งเย่นั้นไม่ได้เสแสร้ง เขาไม่ได้กำลัง ‘นำเสนอ’ แต่เขากำลัง ‘บอกเล่าความจริง’ ที่เขาเห็น ราวกับว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็ประสบการณ์ที่ผ่านการตกผลึกมาแล้ว
เมื่อการพูดจบลงภายในเวลาไม่ถึงห้านาที (เร็วกว่ากำหนดการไปมาก) ก็เข้าสู่่ตอบคำถาม
รองคณบดีาุโท่านหนึ่งที่นั่งเป็ประธานกรรมการ ขยับไมค์และเอ่ยถามด้วยแววตาสนใจ
“นักศึกษาอิ๋ง มุมมองของคุณเฉียบขาดมาก แต่มันดู... เ็าไปสักหน่อย คุณมองข้ามเื่ของ ‘ความเชื่อมั่นของตลาด’ ไปหรือเปล่า? ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมบอกเราว่า อารมณ์ของนักลงทุนก็เป็ตัวขับเคลื่อนตลาดที่สำคัญนะ”
คำถามนี้ถือว่าหินมากสำหรับเด็กปีหนึ่ง มันคือการเอาทฤษฎีจิตวิทยามางัดกับตรรกะตัวเลข
อิ๋งเย่เงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังจัดลำดับคำพูด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตารองคณบดีด้วยแววตาที่สงบนิ่ง
“ความเชื่อมั่นของตลาด เป็เพียง ‘เสียงรบกวน’ ก่อนที่ค้อนของนโยบายรัฐจะทุบลงมาครับ” อิ๋งเย่ตอบเรียบๆ น้ำเสียงนิ่งสนิท
“เมื่อทิศทางของลมเปลี่ยน อารมณ์ของนักลงทุนอาจทำให้ฝุ่นตลบอยู่ได้สักพัก แต่สุดท้าย... ทุนไม่เคยมีอารมณ์ มันมีแค่ความโลภและความกลัวตาย”
รองคณบดียังไม่ยอมแพ้ ท่านถามต่อเพื่อหยั่งความลึกของเด็กหนุ่ม
“แล้วถ้าหากรัฐบาลออกมาตรการแทรกแซงหรือเปลี่ยนนโยบายกะทันหันล่ะ? ทุนจะไม่ไหลกลับเข้าสู่ภาคการผลิตหรือ?”
“มาตรการแทรกแซงคือ ‘การชะลอ’ ไม่ใช่ ‘การเปลี่ยนทิศทางน้ำ’ ครับ” อิ๋งเย่ตอบสวนกลับแทบจะในทันที
“ตราบใดที่ผลตอบแทนของภาคการผลิตที่แท้จริงยังไม่ฟื้นตัว ทุนก็จะแค่รอเวลาเขื่อนเปิด แล้วทะลักกลับเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ด้วยแรงที่มากกว่าเดิม”
สิ้นคำตอบนั้น เสียงปลายปากกาขีดเขียนลงบนสมุดจดและเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดก็ดังขึ้นเบาๆ จากหลายมุมของหอประชุม ก่อนที่รองคณบดีาุโท่านนั้นจะพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าวัยชรา
“ตอบได้เห็นภาพมาก... ขอบคุณ”
ไม่มีการฉีกหน้า ไม่มีการไล่ต้อน ทุกอย่างจบลงอย่างเรียบง่ายด้วยความเคารพในมุมมอง
อิ๋งเย่ค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเดินลงจากเวที ทิ้งให้เหล่านักศึกษาและกรรมการมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกทึ่ง
‘หมอนี่ไปอ่านหนังสือพวกนี้มาจากไหนวะ?’
‘เด็กปีหนึ่งแท้ๆ... ทำไมมีมุมมองเหมือนคนที่ทำงานในวงการมาเป็สิบปีเลย?’
‘ท่ามกลางสายตาและความสงสัยเ่าั้ อิ๋งเย่คิดเพียงแค่ว่า... จบสักที กลับหอไปนอนดีกว่า’
เมื่องานเลิก อิ๋งเย่คว้ากระเป๋าเป้ใบเก่ง สะพายขึ้นบ่าแล้วเดินเลี่ยงฝูงชนออกทางประตูข้างอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากโดนใครเรียกไปชมเชยหรือซักไซ้ให้เสียเวลา
ทว่า เมื่อเดินพ้นหัวมุมตึกคณะมาได้เพียงนิดเดียว เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบตามมาทางด้านหลัง
“อิ๋งเย่ เดี๋ยวก่อน”
ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง
หลินอวี้เยาเดินตามเขามา หญิงสาวยังคงอยู่ในชุดสูทสีกรมท่า ผมยาวถูกรวบเป็หางม้าเรียบร้อย ใบหน้าสวยจัดนั้นไม่ได้มีรอยยิ้มประดิษฐ์แบบรุ่นพี่ที่มาเชิญชวนเข้าชมรมเหมือนครั้งก่อนๆ แต่มันเป็แววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดและจริงจัง เธอดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปาก
อิ๋งเย่ลอบถอนหายใจในใจ
“รุ่นพี่หลิน” อิ๋งเย่ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถ้าจะมาชวนเข้าชมรม ผมขอตอบเหมือนเดิมครับว่า...”
“ฉันไม่ได้มาเื่ชมรมค่ะ” หลินอวี้เยาพูดสวนขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเธอใสกระจ่างและตรงไปตรงมา
อิ๋งเย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เป็ครั้งแรกที่เธอไม่ได้มาตื๊อเื่นั้น
หลินอวี้เยาก้าวเข้ามาใกล้ครึ่งก้าว สายตาของเธอประสานกับเขาตรงๆ “ฉันนั่งทบทวนสิ่งที่คุณพูดบนเวทีตลอดทั้งงาน... เื่ที่ว่าทุนจะไหลไปที่ที่มีโครงสร้างรองรับเสมอ จากตรรกะของนาย นั่นแปลว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังกว้านซื้อที่ดินเปล่าอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีกระแสเงินสดรองรับ... กำลังจะกลายเป็ฟองสบู่ใช่ไหม?”
อิ๋งเย่มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
‘รุ่นพี่คนนี้จับประเด็นได้เร็วกว่าที่คิด'
ชายหนุ่มลอบประเมินในใจ เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครนำตรรกะของเขาไป วิเคราะห์ต่อยอดจนเห็นภาพรวมของตลาดได้เร็วขนาดนี้ บนเวที เขาไม่ได้เอ่ยคำว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เลยแม้แต่คำเดียว แต่เธอสามารถเชื่อมโยงมันเข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างเฉียบคม'
ชายหนุ่มเพ่งมองหลินอวี้เยาอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
ตลอดสามครั้งที่ผ่านมา เขามองเธอเป็เพียง NPC เควสต์น่ารำคาญที่พยายามจะลากเขาไปทำงานฟรี แต่ตอนนี้ สายตาของเขาเริ่มสะท้อนภาพของเธอในฐานะ ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ ที่มีสมองและความคิดอ่านลึกซึ้งพอตัว
ความเงียบทอดตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองครู่หนึ่ง ก่อนที่อิ๋งเย่จะพยักหน้าเบาๆ
“ใช่ครับ” อิ๋งเย่ตอบสั้นๆ แต่น้ำเสียงไม่ได้เ็าเหมือนตอนปฏิเสธการเข้าชมรม
“ใครที่ถือครองที่ดินเปล่าโดยไม่มีเงินสดหมุนเวียน... หากทิศทางนโยบายเปลี่ยน คนกลุ่มนี้จะเป็กลุ่มแรกที่รับแรงกระแทก และส่วนใหญ่คงอยู่ไม่รอดในระยะยาว”
นี่คือสัจธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็ความรู้ที่เขามีติดตัวมาจากชาติก่อน
ดวงตาของหลินอวี้เยาทอประกายวาบขึ้นมา เธอเม้มริมฝีปากเบาๆ ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือเทิดทูน แต่แววตาของเธอบ่งบอกว่ากำลังประเมินน้ำหนักของคำพูดนั้นอย่างจริงจัง
“ฉันจะลองเอาสมมติฐานนี้ไปคิดดูให้ละเอียดอีกที” เธอกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเป็ธรรมชาติที่สุดั้แ่เคยคุยกันมา
“หวังว่านายจะคาดการณ์ถูกนะ อิ๋งเย่”
พูดจบ หญิงสาวก็หมุนตัวเดินจากไป ไม่มีการตื๊อ ไม่มีการขอเบอร์ติดต่อ ไม่มีการพยายามยัดเยียดใบสมัครชมรมให้
อิ๋งเย่มองตามแผ่นหลังของเธอไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เบาๆ
ชายหนุ่มส่ายหน้า สลัดความคิดเื่ฟองสบู่อสังหาฯ และดาวคณะทิ้งไปจากสมองอย่างรวดเร็ว สำหรับเขาสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การวิเคราะห์ตลาดโลก แต่เป็กระเพาะที่กำลังร้องประท้วงต่างหาก
‘ในที่สุดก็เจอคนที่ถามเื่มีสาระแทนการตื๊อเข้าชมรมสักที... เอาล่ะ มื้อเย็นวันนี้กินบะหมี่เนื้อตุ๋นก็แล้วกัน’