...ห้วงนิทราของไท่เซวียนในค่ำคืนแรก ณ ห้องพักอันอัตคัดของหอช่างเวทย์นั้น ช่างแปลกประหลาดและแตกต่างจากความฝันอันเหลวไหลที่เขาคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง...
เขาพบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลาง ม่านหมอกสลัว ที่ลอยอ้อยอิ่งไปมา แต่หมอกที่นี่กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว มันเป็นม่านหมอกสีขาวนวลที่ดู สะอาด บริสุทธิ์ และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์ ราวกับอยู่ในดินแดนแห่งทวยเทพ
"เซวียน..."
เสียงเรียกใสนุ่มนวลดังมาจากในม่านหมอกนั้น เสียงที่อ่อนหวานราวกับบทเพลงขับกล่อมของเทพธิดา ชวนให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด ไท่เซวียนหันไปตามเสียง เห็นร่างของสตรีงดงามผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางมีเรือนผมสีฟ้าครามยาวสลวย สวมชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสดุจท้องทะเลลึก แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล อ่อนโยน และความเมตตาเอ็นดู ราวกับเป็นพระแม่แห่งท้องทะเล รูปลักษณ์ของนาง... คล้ายคลึงกับหญิงสาวนักบุญที่เขาพบเจอเมื่อวาน (ณิชา) อย่างน่าประหลาด แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ใกล้ๆ กันนั้น มี ชายผู้หนึ่ง กำลังนั่งอยู่บนตั่งไม้เตี้ยๆ ริมสระบัวที่น้ำใสนิ่ง เขาอยู่ในอาภรณ์เรียบง่าย กำลัง นั่งตกปลา อย่างสงบ ดูผ่อนคลายและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบกาย เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชายผู้นั้นก็หันกลับมา... แม้ไท่เซวียนจะมองเห็นใบหน้าเขาไม่ชัดเจนนัก แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ชายผู้นั้นไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่ใช้มือ ผายไปยังเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ข้างๆ
หญิงสาวผมฟ้าเดินไปนั่งลงข้างกายชายผู้นั้นอย่างว่าง่าย ท่าทางดูอบอุ่นและผูกพัน นางมองใบหน้าของชายผู้นั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง
"ถ้าไม่ใช่เพราะข้า...วันนั้น...เจ้าก็คง..."
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ มือของชายผู้นั้นก็เอื้อมมาแตะที่ริมฝีปากของนางอย่างแผ่วเบา หยุดยั้งคำพูดนั้นไว้ เขาส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
หญิงสาวผมฟ้าก้มหน้าลงเล็กน้อย นางยกมือขึ้นสัมผัสสร้อยคอที่สวมอยู่... จี้รูปทรงคล้ายกระจกบานเล็ก ที่ชายผู้นั้นมอบให้ (ไท่เซวียนรู้สึกเหมือนเคยเห็นจี้นี้ แต่ภาพในฝันกลับพร่าเลือน มองไม่ชัดเจน) ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายผู้นั้นอีกครั้ง ดวงตาฉายแววอาลัยอาวรณ์
"เจ้ากระตุ้นมันแล้ว... จี้เริ่มทำงานแล้วสินะ" นางกล่าวเสียงเศร้า "...แต่... ข้ายังอยากอยู่กับเจ้าต่ออีกสักหน่อย... ยังไม่อยากไป..." นางพูดพลางโน้มตัวเข้าไป โอบกอดชายผู้นั้น ไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับแผ่นอกของเขา
"เซวียน... เจ้าจะได้พบ 'นาง' หรือ 'ข้า' ก่อนกันนะ?"
สิ้นคำถามนั้น ภาพตรงหน้าก็พลันเลือนราง... ร่างของหญิงสาวผมฟ้าและชายนักตกปลาค่อยๆ จางหายไป ในม่านหมอก... แต่ก่อนที่ไท่เซวียนจะได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น ภาพใหม่ก็ปรากฏซ้อนทับขึ้นมาแทนที่!
มันเป็นภาพที่น่าหวาดหวั่น! ภาพของท่านพ่อ (ราชาคิมสัน) และท่านแม่ (อิลิยา) นอนจมกองเลือด! ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด! เลือดสีแดงฉานไหลนองพื้น!
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านหลังของเขาในความฝัน! ไท่เซวียนหันขวับไปมองด้วยความหวาดกลัว!
ร่างของ สตรีงดงามผู้หนึ่ง ยืนอยู่ตรงนั้น เรือนผมสีทอง ยาวสลวยเป็นประกาย ดวงตาสีทอง คมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองมาที่เขาอย่างเย็นชา นางสวม ชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ ที่ดู ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง กว่าชุดนักบุญใดๆ ที่เขาเคยเห็น ออร่ารอบตัวนางทั้งน่าเลื่อมใสและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน
"กลัวงั้นรึ?" น้ำเสียงของนางไพเราะราวเสียงสวรรค์ แต่กลับแฝงความเย้ยหยันอย่างเลือดเย็น ".... ทรมานหรือไม่?"
นางค่อยๆ ย่อตัวลง ตรงหน้าเขาที่ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความกลัว มือเรียวขาวของนาง ยกดาบเล่มหนึ่งขึ้น... ดาบศักดิ์สิทธิ์ ที่ส่องประกายสีทองเรืองรอง ปลายดาบแหลมคมจ่อมาที่หน้าอกของเขา!
นางค่อยๆ แทงปลายดาบลงมาอย่างช้าๆ บรรจง... ราวกับกำลังชื่นชมงานศิลปะชิ้นเอก ไม่มีความลังเล ไม่มีความเมตตา มีเพียงแววตาที่ว่างเปล่าและรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"...น่าสงสาร..." นางกระซิบแผ่วเบา
ฉึก!!! ดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกกดลงมาจนสุด! จมหายเข้าไปทั้งเล่มในอกของเขา! ความเจ็บปวดอันมหาศาลแล่นพล่านไปทั่วร่าง!
"ว๊ากกกก!!!!!"
ไท่เซวียนสะดุ้งสุดตัว! เด้งตัวพรวดขึ้นมาจากเตียงนอน! เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั่วร่าง หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เขากวาดตามองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก ก่อนจะตระหนักว่าตนเองอยู่ที่ไหน
"ฝัน...ฝันไปรึ..." เขาพึมพำ หอบหายใจอย่างหนัก ภาพในฝันยังคงติดตา... หญิงสาวผมฟ้าผู้โอบอ้อม... ภาพพ่อแม่จมกองเลือด... และสตรีผมทองผู้สูงศักดิ์กับดาบเล่มนั้น...
"เป็นนาง...หรือนาง... เอ๊ะ?" ไท่เซวียนรู้สึกสับสนอย่างรุนแรง ภาพของหญิงสาวนักบุญ (ณิชา) ที่เขาเจอเมื่อวานซ้อนทับกับภาพหญิงสาวผมฟ้า และสตรีผมทองในฝันอย่างแยกไม่ออก "ใครเป็นใครกันแน่... หรือว่า... หรือข้าจะเป็นบ้าไปแล้ว!?" เขาสะบัดศีรษะแรงๆ พยายามไล่ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวนั้นออกไป
เขาตื่นนอนเต็มตาแล้ว พบว่าตนเองยังคงอยู่ในห้องพักเล็กๆ แคบๆ ของหอช่างเวทย์ สภาพห้องที่ อัตคัด นี้ ช่างเทียบไม่ได้เลยกับห้องนอนโอ่อ่าของเขาที่พระราชวังในเมืองเอเลน เขานึกถึงเรื่องเมื่อวาน หลังจากที่เขาขุดแร่กลับมา เขาก็นำแร่เงินและแร่ทองทั้งหมดไปมอบให้แฮงก์ แฮงก์ดูดีใจมากที่ได้แร่ทองคำมาด้วย ความโกรธเรื่องลูกแก้วแร่เงินดูจะลดลงไปเยอะ (แม้จะยังบ่นอยู่บ้าง) แต่ไท่เซวียนก็รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการเดินทาง การขุดแร่ และเหตุการณ์ประหลาดที่เจอหญิงสาวคนนั้น เขาจึงขอตัวมานอนพักผ่อนทันที
เขาก้มลงมอง แหวนโลหะเรียบๆ ที่นิ้วของตน...แหวนธรรมรงค์สวรรค์ที่ท่านอาจารย์คนใหม่มอบให้ จู่ๆ ความรู้บางอย่างก็พลันไหลเข้ามาในใจ ราวกับถูกจารึกไว้ในแหวนวงนี้ มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่... ความรู้สึกที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้น!
'แปลกจริง...' เขาคิด 'ชีวิตนี้ข้าไม่เคยมีความทะเยอทะยาน ไม่เคยสนใจพลังอำนาจหรือการต่อสู้ แต่ทำไม...ทำไมหลังจากตื่นขึ้นมาครั้งนี้ ข้าถึงได้ อยากมีพลัง อยากมีอำนาจ ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้?' ความรู้สึกนี้มันรุนแรงและชัดเจนอย่างน่าประหลาดใจ
เขามองแหวนในนิ้วอีกครั้ง ความสงสัยและความต้องการบางอย่างผลักดันให้เขาตัดสินใจ เขากำหมัดแน่น รวบรวมพลังเวทย์อันน้อยนิดในร่าง ส่งมันเข้าไปยังแหวนธรรมรงค์สวรรค์!
วูมมม!
แหวนพลันเกิดปฏิกิริยา! มันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พร้อมกับเปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมา ก่อนที่ไท่เซวียนจะทันได้ตั้งตัว เขาก็รู้สึกเหมือนถูกแรงดูดมหาศาล ดูดร่างทั้งร่างหายวับเข้าไปในแหวนวงนั้น!
พรึ่บ!
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ไท่เซวียนพบว่าตนเองมายืนอยู่ใน โถงทางเดินขนาดใหญ่โตมโหฬาร ที่สร้างจากโลหะสีทองอร่าม สองข้างทางเรียงรายไปด้วย รูปปั้นทหารในชุดเกราะสีทองเต็มยศ สูงใหญ่และดูน่าเกรงขามนับร้อยนับพัน ยืนนิ่งราวกับมีชีวิต คอยปกปักรักษาสถานที่แห่งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ และเก่าแก่
เขาเดินไปตามโถงทางเดินอย่างงุนงง ปลายทางมี ประตูบานใหญ่ เพียงบานเดียว เขาตัดสินใจผลักมันเข้าไป
ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องหยุดนิ่งด้วยความตกตะลึง นี่คือห้องโถงทรงกลมขนาดมหึมา ตรงกลางยกพื้นสูงขึ้นเป็นแท่นวงกลม บนนั้นมี บัลลังก์หินแกะสลักอย่างวิจิตรตระการตาตั้งอยู่ 11 ที่นั่ง บนบัลลังก์ 10 ที่นั่ง มี รูปปั้นที่ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม นั่งอยู่ แต่ละองค์มีลักษณะและอาวุธแตกต่างกันไป แต่แผ่พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเหมือนกัน มีเพียง บัลลังก์ที่ 11 ตรงกลาง ที่ยังคงว่างเปล่า...
แต่แล้ว จู่ๆ ไอพลังเวทย์อันคุ้นเคยก็เริ่มรวมตัวกัน บนบัลลังก์ที่ 11 นั้น! ก่อตัวขึ้นเป็น ร่างโปร่งแสงที่ดูคล้ายกับชายชราตาบอด...ท่านอาจารย์ของเขา!
ทันใดนั้น ร่างพลังเวทย์นั้นก็เอ่ยขึ้น เสียงก้องกังวานไปทั่วโถง "เริ่มทำพิธี"
สิ้นคำพูดนั้น ดวงตาของรูปปั้นทั้ง 10 องค์ก็พลันส่องแสงสีทองเจิดจ้า! พร้อมกับเปล่งเสียงทรงอำนาจออกมาพร้อมกัน "เริ่มพิธี!!!"
ตูมมม! รูปปั้นทั้งสิบ เขวี้ยงอาวุธในมือ (ดาบ หอก ทวน ง้าว ค้อน ขวาน ฯลฯ) พุ่งแหวกอากาศมาปักลงบนพื้นรอบตัวไท่เซวียน ก่อเกิดเป็น ลานวงกลม ที่มีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง!
แล้ว รูปปั้นองค์แรกที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือสุด ก็พลันเรืองแสงสว่างจ้า! เปลือกหินที่ห่อหุ้มร่างแตกสลายออก เผยให้เห็น ร่างของราชันย์นักรบผู้เกรียงไกรอหังกา ในชุดเกราะสีทอง! เขากระโดดพุ่งตัวออกจากบัลลังก์ลงมายังลานประลองอย่างรวดเร็ว!
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ราชันย์ผู้นั้น ขว้างดาบใหญ่ในมือพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของไท่เซวียน ด้วยความเร็วสูง!
ไท่เซวียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนมองดาบเล่มนั้นพุ่งทะลุผ่านร่างของเขาไป... แต่มันไม่ได้ทะลุผ่านไปเฉยๆ! เขากลับรู้สึกถึง ความเจ็บปวดอันแท้จริง ราวกับถูกดาบแทงเข้าจริงๆ!
"อ๊ากกกกกก!!!" เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดทรมาน
พร้อมกันนั้น เสียงทุ้มลึกโบราณก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขา:
"คัมภีร์อาญาสวรรค์วิถีฟ้า บทที่ 1 หลอมรวมฟ้าดิน"
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำความเข้าใจ ทันใดนั้น ดาบนับแสนเล่ม ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ลอยอยู่รายล้อมรอบตัวเขาเป็นวงกว้าง ปลายดาบทุกเล่มส่องประกายคมกริบ ชี้มาที่ร่างของเขาเป็นจุดเดียว!
ไท่เซวียนได้แต่มองภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้างอย่างสิ้นหวัง
ฟิ้ววววววววว!!! ดาบทั้งแสนเล่มพุ่งเข้าใส่ร่างเขาจากทุกทิศทางอย่างไม่รอช้า! ฉีกกระชากร่างของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
"อ๊าาาาาาาาาาาาาา!!!" เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสของไท่เซวียนดังขึ้นไม่ขาดสาย
บนบัลลังก์ รูปปั้นทั้งสิบมองดูเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยแววตาที่เรียบเฉย ราวกับพวกมันมีชีวิตจริงๆ รูปปั้นองค์ที่หก หันไปทางร่างพลังเวทย์ของเจี้ยนซินบนบัลลังก์ที่ 11
"เจ้าเอาใครมากัน? บอบบางอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ จะทนการหล่อหลอมได้รึ?" เสียงของรูปปั้นองค์ที่หกดังทุ้มและเก่าแก่
"ท่านรุ่นที่หก มันเป็นโชคชะตา และ วาสนาของเขา" ร่างพลังเวทย์ของเจี้ยนซินตอบกลับอย่างนอบน้อม
"เอาเถอะ คนตายอย่างเรา ไม่ควรตัดสินคนเป็น" รูปปั้นองค์ที่หกกล่าว ก่อนจะหันกลับไปมองการทดสอบต่อ
ร่างพลังเวทย์ของเจี้ยนซินหันไปแสดงความเคารพต่อรูปปั้นองค์ที่หก ก่อนจะเงยหน้ามองไปยัง รูปปั้นลึกลับบนบัลลังก์ที่สิบเอ็ด ที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง "เพียงแต่... 'คนเป็น' ผู้นั้น จะเห็นด้วยหรือไม่..." เขาพึมพำเบาๆ
ทันใดนั้น รูปปั้นองค์ที่สิบเอ็ด ก็เอ่ยขึ้น เสียงของเขาทรงอำนาจและก้องกังวานที่สุด "เจี้ยนซิน เรื่องทายาทสุดแล้วแต่เจ้า แต่เจ้าอย่าลืมหน้าที่ของเจ้า เวลาของข้า...เหลือไม่มากแล้ว"
เจี้ยนซินรีบก้มศีรษะลง "ข้าทราบดี ท่านอาจารย์ ด้วยบารมีของพวกท่าน ข้าใกล้จะสำเร็จกระบวนท่าที่สิบเอ็ดแล้วขอรับ!"
"ประเสริฐ" รูปปั้นองค์ที่สิบเอ็ดตอบรับเพียงสั้นๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังเพดานสีทองของโถง ราวกับกำลังมองทะลุออกไปนอกมิติ ด้วยสีหน้าที่แฝงความกังวลบางอย่าง... แม้จะเป็นเพียงรูปปั้นก็ตาม