มู่อวิ๋นฮว่าไม่รีรอ คว้ากระดาษขาวสำหรับเย็บเล่มหนังสือ เปิดแท่นฝนหมึกข้างๆ บดวนอยู่สองสามครั้ง หยิบพู่กันมาเขียนบทกวี ‘ขึ้นหอนกกระสา’
‘แสงอาทิตย์เหนือภูเขาที่ส่องแสง แม่น้ำเหลืองรินไหลสู่ทะเล
อยากมองเห็นทิวทิศน์ที่ไกลขึ้น ก็ต้องเดินขึ้นสูงอีกชั้น’
นางหยิบกระดาษขึ้นมาเป่าหมึกให้แห้ง ตัวอักษรจีนโบราณที่นางเขียนนั้นไม่สวยเท่าอักขระคาถา แต่ก็อ่านออกอย่างแน่นอน สำนักเทียนซือของพวกเขา บางครั้งก็ต้องตามนักล่าสมบัติลงไปในสุสานโบราณ ตัวอักษรจีนโบราณนี้เป็นสิ่งจำเป็น!
สายตามองไปยังหกคนที่ยืนไม่ไหวติงเรียงแถวอยู่ตรงนั้น จัดหมายเลข 123456 ให้กับพวกเขา ก่อนส่งกระดาษในมือให้หมายเลขหนึ่ง "รู้จักไหม"
ดวงตาเฉื่อยชาของหมายเลขหนึ่งมองกระดาษในมือ จากนั้นก็พยักหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "รู้จัก"
"เช่นนั้นก็ไปที่แผ่นไม้ด้านหลัง หาตัวอักษรในมือ แล้วจัดเรียงตามที่ข้าเขียนไว้" มู่อวิ๋นฮว่าพยักหน้า หยิบกล่องไม้สี่เหลี่ยมสำหรับใส่อักษรตัวเรียงส่งให้หมายเลขหนึ่ง
หมายเลขหนึ่งรับกล่องมา เดินแข็งทื่อไปที่แผงไม้ที่กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งห้องแล้วเริ่มค้นหา
มู่อวิ๋นฮว่าไม่สนใจเขาแล้ว เรียกคนรู้หนังสือมาอีกคน "หมายเลขสองมานี่ นั่งลง" นางลุกขึ้นยืนสละที่นั่งของตนให้หมายเลขสอง
เมื่อหมายเลขสองนั่งลงทั้งตัวแข็ง นางให้เขาจุ่มหมึกและหยิบพู่กัน "ข้าพูดอะไรเจ้าก็เขียนตาม ฟังให้ชัด"
" ‘ความคิดคำนึงยามค่ำคืนเงียบสงบ’ โดยหลี่ไป๋
หน้าเตียงแสงจันทร์กระจ่าง ประดุจว่าน้ำค้างแข็งบนพื้นดิน
เงยหน้ามองดูจันทร์สว่าง ก้มหน้านึกถึงบ้านเกิด"
หมายเลขสองยังเขียนตัวอักษรสุดท้ายไม่เสร็จหลังเอ่ยจบ กระทั่งเขียนเสร็จมู่อวิ๋นฮว่าก็หยิบขึ้นมาดู แม้ลายมือของเขาจะไม่ค่อยงดงามนัก แต่ก็อ่านพอรู้เรื่อง ไม่ได้มีคำผิดอะไร
"หมายเลขสาม มา" มู่อวิ๋นฮว่าส่งบทกวี ‘ความคิดคำนึงยามค่ำคืนเงียบสงบ’ ให้หมายเลขสาม "ดู อ่านออกไหม"
หมายเลขสามรับมาดู ชี้ไปที่ตัวอักษรตัวหนึ่งแล้วส่ายหัวให้นาง
มู่อวิ๋นฮว่ามองดู เป็นคำว่า ‘น้ำค้างแข็ง’ "ไม่รู้จักก็ไม่ต้องหาตัวอักษรนี้ ไปหยิบกล่องไม้มา หาตัวอักษรที่รู้จักในกระดาษเหล่านี้มาให้ข้า จัดเรียงตามลำดับ ตัวอักษรที่ไม่รู้จักก็เว้นที่ไว้ให้ข้า"
หมายเลขสามพยักหน้าราวกับหุ่นเชิด หยิบกระดาษไปที่แผงไม้ด้านหน้าแล้วเริ่มค้นหา ขณะนั้นหมายเลขหนึ่งที่ออกไปหาตัวเรียงพิมพ์หาตัวอักษรครบแล้วพอดีก็ถือกล่องไม้กลับมา
มู่อวิ๋นฮว่าตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่มีข้อผิดพลาดแต่อย่างใด!
นางกวักมือเรียกหมายเลขสี่ "มา ข้าพูด เจ้าเขียน ‘คะนึงหา’ หวังเหวย
ต้นถั่วแดงเติบโต ณ แดนใต้ ใบไม้ผลิมาเยือนแตกก้านกิ่ง
หวังท่านเก็บเม็ดถั่วให้มากยิ่ง เพราะมันคือสิ่งแทนความคิดถึง"
เห็นหมายเลขสี่เริ่มเขียนแล้ว ก็รีบเรียกอีกสองคนที่ไม่รู้หนังสือมา "หมายเลขห้ากับหก มา ดูการกระทำของข้าให้ชัด จากนั้นให้ทำตามซ้ำ"
มู่อวิ๋นฮว่าหยิบกล่องไม้มาวางบนแท่นพิมพ์ แม้นางจะไม่เคยพิมพ์แบบตัวเรียงมาก่อนแต่ก็เข้าใจหลักการ อีกทั้งผู้ใดที่อ่านหนังสือออกก็ควรรู้ว่าการพิมพ์แบบตัวเรียงนั้นเป็นอย่างไร
หยิบพู่กันใหญ่ข้างๆ จุ่มหมึกในโหลหมึกยักษ์ ถือเดินไปยังกล่องไม้แล้วทาทับไปมาลงบนชิ้นอักษรแม่พิมพ์ที่จัดเรียงไว้ในกล่องไม้ แผ่นไม้ที่เดิมก็ดำอยู่แล้วยิ่งดำขึ้นไปอีกเมื่อทาทับด้วยหมึก
จากนั้นค่อยนำกระดาษขาวมาวางปิดทับ...
มู่อวิ๋นฮว่ามองหาแปรงปัดบนแท่นพิมพ์ พบว่ามีแปรงสะอาดอยู่หนึ่งอัน คาดว่าน่าจะเป็นอันนี้ เมื่อแปรงนั้นถูกใช้ปัดบนกระดาษไม่กี่ครั้ง กระดาษที่ว่างเปล่าเมื่อครู่ก็เริ่มเกิดรอยประทับสีดำ ปัดซ้ำอีกสามสี่ครั้ง ตัวอักษรสีดำก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษอย่างชัดเจน
มู่อวิ๋นฮว่าวางแปรงปัดลงแล้วเปิดกระดาษที่วางอยู่บนแม่พิมพ์ตัวเรียง พลิกขึ้นมาใช้แสงด้านนอกส่องดู บนกระดาษสีขาวปรากฏบทกวี ‘ขึ้นหอนกกระสา’! และตัวอักษรก็ชัดเจนมาก
"ไม่เลว ไม่เลว มู่อวี่ซีทำเรื่องดีๆ บ้างแล้ว" นางยิ้มมุมปาก ทว่ามันก็ยังดูประหลาดท่ามกลางความมืดมิดนี้
"หมายเลขห้ากับหก เข้าใจการกระทำเมื่อครู่ของข้าไหม" หญิงสาววางบทกวี ‘ขึ้นหอนกกระสา’ ที่พิมพ์เสร็จแล้วไว้ข้างๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นพวกเขาพยักหน้ารับ
นางลุกขึ้นเดินไปที่แผงไม้ ค้นหาชิ้นไม้ที่ขึ้นต้นด้วย ‘ฝน’ อย่างรวดเร็ว เลือกตัวอักษร ‘น้ำค้างแข็ง’ กวาดตามองกล่องไม้ที่หมายเลขสามส่งมา แล้ววางลงในช่องว่างที่เว้นไว้ให้ตัวอักษร ‘น้ำค้างแข็ง’
บทกวี ‘ความคิดคำนึงยามค่ำคืนเงียบสงบ’ จึงสมบูรณ์แบบเสียที
"หมายเลขห้า เอาไปพิมพ์แบบที่ข้าทำก่อนหน้านี้"
เพิ่งสั่งหมายเลขห้าเสร็จ หมายเลขสี่ก็เขียนบทกวี ‘คะนึงหา’ เสร็จแล้ว
มู่อวิ๋นฮว่ามอบหมายงานของข้ารับใช้ที่รู้หนังสือทั้งสี่คนอีกครั้ง หมายเลขหนึ่งกับสี่ ให้เขียนบทกวี หมายเลขสองกับสาม ให้หาตัวอักษรตัวเรียง นางพูดบทกวีหนึ่ง หมายเลขหนึ่งกับสี่ก็จะเขียนตาม แล้วส่งให้หมายเลขสองกับสามไปหาตัวอักษร สุดท้ายค่อยส่งให้หมายเลขห้ากับหกพิมพ์ออกมา
ปากของมู่อวิ๋นฮว่าขยับไม่หยุดตลอดทั้งคืน ทั้งห้องมีแต่เงาของคนหลายคนที่ง่วนกับการทำงาน
"แค่ก..." นางคอแห้งผาก มือก็เริ่มเมื่อย ทว่าในที่สุดนางและหมายเลขหนึ่งกับสี่ก็เขียนบทกวีสามร้อยบทของราชวงศ์ถังเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้หมายเลขหนึ่งกับสี่ได้เริ่มเข้าร่วมสมทบกับกลุ่มที่หาอักษรตัวเรียงแล้ว
มู่อวิ๋นฮว่าจึงสบโอกาสได้หาเก้าอี้นั่งพักอยู่ครู่ใหญ่พลางมองคนทั้งหกทำงานมือเป็นระวิง นางอดถอนหายใจไม่ได้ โชคดีที่มีคาถาหุ่นเชิดนี้ ไม่เช่นนั้น หากเปลี่ยนเป็นคนจริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องหยุดพักนานเท่าใดถึงจะเสร็จงาน
มีเพียงคาถาหุ่นเชิดนี้ที่ทำให้คนอดหลับอดนอนทำงานได้ตลอดเวลา ส่วนพรุ่งนี้พวกเขาตื่นขึ้นมาแล้วจะปวดเมื่อยหรือไม่นั้น มันก็หาใช่กงการของมู่อวิ๋นฮว่าแต่อย่างใด
ใครใช้ให้เป็นคนของอนุหว่านกันเล่า
จะเกี่ยวข้องกับอนุหว่านในทางใด นางก็ไม่พึงใจทั้งนั้น!
เพราะนางไม่พึงใจ เช่นนั้นก็ทนทรมานหน่อยแล้วกัน ใครใช้ให้ติดตามนายผิดคน
มู่อวิ๋นฮว่ากำลังคิดว่าจะไปหาอะไรดื่ม ทันใดนั้นก็รับรู้ได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง!
"ใครอยู่ตรงนั้น!" นางคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ไม่น้อย ความรู้สึกที่ทำให้ใจสั่นนั้นไม่ต่างจากสายตาที่สัมผัสได้ที่เรือนร้างตอนลอบหนีออกจากจวน!
ภายในห้องขนาดใหญ่ ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งมืด นอกจากข้ารับใช้หุ่นเชิดทั้งหกที่ทำงานเงียบๆ ก็ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้อีกแล้ว!
ทว่ามู่อวิ๋นฮว่ารู้ดีว่ามีคนอยู่ที่นี่... ไม่สิ ต้องบอกว่ามีภูตผีต่างหาก!
หญิงสาวลุกขึ้น ย่องไปยังกลางห้องทีละก้าว สอดส่ายสายตาค้นหาไปทั่ว ท่าทีคล้ายนิ่งเฉย แต่แท้จริงแล้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างนั้นเตรียมพร้อมจะโจมตีได้ทุกเมื่อ!
ยืนอยู่สักพักสายตานั้นก็หายไป มู่อวิ๋นฮว่าขมวดคิ้วพลางพูดกับตัวเอง "หรือข้าจะคิดไปเอง..."
ในจังหวะที่นางจะหันกลับไปยังที่นั่ง แววตาก็พลันเปลี่ยนไป แสงสีเขียวพุ่งออกมาจากดวงตา มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อยิงคาถาไปยังทิศทางหนึ่งในชั่ววินาทีถัดมา
"ปรากฏกาย!!"
หลังแสงสีเขียวพุ่งออกไป มันก็คืนสภาพสู่ความมืดในพริบตา
จุดนั้นไม่มีผีหรอกหรือ!
เป็นไปไม่ได้!
มู่อวิ๋นฮว่าสัมผัสได้มาตลอดว่าบริเวณนั้นน่าจะมีภูตผีอยู่ ต่อให้ถูกสะกดไว้แล้วแต่ก็ยังมีกลิ่นอายเล็ดรอดออกมา ทว่าเหตุใดถึงกลับไม่มีภูตผีอยู่ที่นั่น!