ผมเดินขึ้นบันไดสำหรับเปลี่ยนสายรถไฟไปยังชั้นบนตามลำพังทันทีที่ขึ้นไปคนที่รอต้อนรับผมอยู่ก็คือพวกสมาชิก ‘สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน’
“ฮ่า ๆ ใครเนี่ยผู้เช่าเถื่อนไม่ใช่เหรอ”
“...”
“ก่อเรื่องแบบนั้นแล้วยังกล้าขึ้นมาบนนี้อีกได้ยินว่าเมื่อวานนายรอดมาได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มี ‘ห้อง’ เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ ยูจุงฮยอกคงช่วยนายละสิ”
ผมไม่สนใจพวกนั้นแล้วเดินต่อไปพวกสมาชิกสมาพันธ์ยังคงพูดจาเหน็บแนมต่อ พวกเขาคงคิดว่าผมกลัว
“เป็นลิ่วล้อยูจุงฮยอกไม่ลำบากเหรอไงมาเข้าร่วมกับสมาพันธ์ของพวกเราสิคุณพิลดูบอกว่าจะลองคิดดู”
ผมเดินผ่านไป แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ขณะเดียวกันก็นับจำนวน ‘กรีนโซน’ที่เหลืออยู่ในแต่ละชั้นไปด้วย หนึ่งสอง สาม...ถ้าอยากจะให้แผนการนี้สำเร็จละก็ ผมจะพลาดไปไม่ได้แม้แต่โซนเดียว
“แน่นอนว่าเงื่อนไขคือต้องพาพวกผู้หญิงเข้ามาด้วยนะ”
เหลือกรีนโซนอยู่ทั้งหมดสิบเอ็ดโซนดูเหมือนจำนวนจะลดลงไปมากเพราะซีนาริโอเมื่อวานเป็นจำนวนที่เฉียดฉิวกับการดำเนินตามแผนของผม
“เฮ้ย นี่นายเมินพวกเรางั้นเหรอ”
“ฟังอยู่ ฝากบอกด้วยว่าจะลองคิดดู”
พวกสมาพันธ์มองหน้ากันแล้วหัวเราะคิกคักให้กับคำตอบของผมตอนนี้ก็ยังหัวเราะแบบนั้นได้อยู่หรอก
ผมเดินห่างออกมา ปล่อยพวกเขาไว้ด้านหลัง แล้วเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นบนแต่แล้วจู่ ๆ ก็มีดาบปรากฏขึ้นจากด้านหลังทาบอยู่บนบ่าของผมแทบไม่รู้สึกถึงร่องรอยเลย...มีแค่สกิลเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้ลอบเคลื่อนไหวได้อย่างเงียบเชียบขนาดนี้ในช่วงเริ่มต้น
[ย่างก้าววิญญาณ]
“น่าผิดหวังชะมัดเลย ลุง”
อีจีฮเย ถึงแม้จะมีนิสัยหยาบคายไปบ้างแต่เด็กสาวคนนี้ก็มีสกิลที่โดดเด่นเธอไม่ได้ถูกเลือกโดยเทพสงครามแห่งท้องทะเลโดยที่ไม่มีอะไรดี
“ลุงก็ไม่น่าจะไม่รู้นี่ว่าถ้าทำข้อตกลงกับไอ้เวรพวกนั้นแล้วพวกผู้หญิงจะเป็นยังไง”
“แน่นอนฉันรู้”
พวกนั้นคงได้คอขาดกระเด็นด้วยฝีมือจองฮีวอนเสียก่อนแต่อีจีฮเยยังไม่รู้ว่าจองฮีวอนเป็นใคร
“ทั้งที่รู้ก็ยังทำ? ฉันน่าจะฆ่าลุงตั้งแต่เมื่อวาน”
“เก็บดาบลงไปซะ ฉันมาเพื่อคุย”
“คุย? นี่ตั้งใจมาหาฉัน?”
“ใช่”
คำพูดนั้นทำให้อีจีฮเยยอมลดดาบลงอย่างว่าง่ายพอหันไปมอง อีจีฮเยก็ไม่ได้อยู่ด้านหลังผมแล้วไปถึงตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย
อีจีฮเยยืนขวางทางที่ใช้เดินต่อไปยังช่องสแกนบัตรของชั้นใต้ดินบีหนึ่งเมื่อครู่นี้คงจะแอบใช้ย่างก้าววิญญาณเดินห่างไปจนถึงตรงนั้นสินะ
“มีเรื่องอะไรจะคุย”
“แล้วไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไม”
“อาจารย์สั่งให้เฝ้าที่นี่เพราะฉะนั้นลุงเองก็ผ่านไปไม่ได้เหมือนกัน”
อีจีฮเยใช้ดาบเคาะช่องสแกนบัตรรถไฟเสียงดังตุบ ๆขณะเดียวกันก็ทำท่าปาดคอ ผมมองทางเดินหลังช่องสแกนบัตรนั่น มันเชื่อมกับทางออกต่างๆ ของสถานี แต่ไม่ใช่ว่าทุกทางออกจะพาขึ้นไปสู่ด้านบนเสมอไป รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย
หรือว่ายูจุงฮยอก ไอ้เวรนั่นคงไม่ได้คิดจะเข้า ‘รูท’ นั่นหรอกใช่มั้ยแต่การที่ยูจุงฮยอกสั่งให้เฝ้าที่นี่แสดงว่าเป้าหมายของหมอนั่นมีแค่อย่างเดียวเท่านั้น
เขาตั้งใจฉวยจังหวะที่ซีนาริโอกำลังดำเนินอยู่แอบบุกเข้าไปใน ‘ดันเจี้ยน[1]ลับ’ ที่ถูกซ่อนไว้ในชุงมูโรแห่งนี้ บุกดันเจี้ยนลับฟังดูดีอันที่จริงถ้าตัวเอกแข็งแกร่งขึ้นได้มันก็ไม่ส่งผลอะไรเลวร้ายต่อผมอยู่แล้ว
ปัญหาคือดันเจี้ยนนั่นเป็นสถานที่ที่ยูจุงฮยอกในรอบที่3 ไม่สามารถเอาชนะได้จนจบเนี่ยแหละดูเหมือนว่าผมจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบโดยเร็วเสียแล้ว
“ฉันมาขอความช่วยเหลือ”
“ความช่วยเหลือจากฉัน?”
“วันนี้ฉันจะกวาดล้างกลุ่มกงพิลดู”
“...เอาจริงดิ?”
นัยน์ตาของอีจีฮเยทอประกายคล้ายกับกำลังประเมินความจริงใจของผม
[ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละคร‘อีจีฮเย’ ของคุณเพิ่มสูงขึ้น]
“กำลังของลุงไม่พอหรอกต่อให้กลุ่มกาก ๆ ของลุงรุมพวกมันยังไม่รอดเลยมั้ง”
“ต่อให้เธอช่วย?”
ราวกับไปกระทบศักดิ์ศรีของเธอเข้าอีจีฮเยหันหน้าขวับทันที
ก็สมควรอยู่อีจีฮเยท้าทายกงพิลดูตั้งแต่วันแรกที่เธอเดินทางมาถึงสถานีนี้แล้วและเธอก็ได้แต่หนี ถ้าหากตอนนั้นยูจุงฮยอกไม่ได้โผล่มาช่วยไว้ละก็ อีจีฮเยคงจะตายไปแล้ว
“ฉันมีวิธีที่จะเป็นไปได้ถ้าเธอยอมช่วย”
“...อาจารย์สั่งให้เฝ้าที่นี่”
“ถ้าเธอไม่ช่วยคนที่นี่เกือบทั้งหมดจะตาย”
“ยังไงพวกเขาก็ต้องตายอยู่แล้ว”
“ยูจุงฮยอกบอกแบบนั้นเหรอไง”
แววตาของอีจีฮเยวูบไหวอย่างรุนแรง
“เด็กหนุ่มที่คุยกับพวกเราเมื่อวานตายแล้วรู้ใช่มั้ย”
“...รู้”
“บางทีเขาอาจจะรอดมาได้วันนี้เขาควรจะวิ่งเข้ามาหาพวกเรา เล่าตำนานวีรบุรุษของยูจุงฮยอกไม่หยุดปาก”
“เรื่องนั้น...”
“ยูจุงฮยอกเป็นคนฆ่าเด็กคนนั้นทั้ง ๆ ที่ช่วยได้ แต่ก็ยังปล่อยให้ตาย”
ผมเองก็รู้สึกซับซ้อนในใจเหมือนกัน ทำเป็นพูดดีแต่ที่จริงแล้วผมเองก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากยูจุงฮยอกเลย ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟใต้ดินหรือกระทั่งที่สถานีกึมโฮก็ด้วย...ผมเมินเฉยผู้คนที่ผมสามารถช่วยชีวิตไว้ได้แค่เพราะเหตุผลว่าพวกเขาอาจจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผมแต่คนเรายิ่งเสแสร้งเก่งแค่ไหนก็ยิ่งพูดจาลื่นไหลได้มากเท่านั้น
“บนรถไฟใต้ดินฉันเห็นคลิปซีนาริโอของเธอ”
ไหล่เล็กของอีจีฮเยสั่นเทา
“คลิปที่เธอรอดชีวิตมาได้จากการฆ่าเพื่อนร่วมชั้น”
“...พอ”
“ความจริงแล้วเธอเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนั้นหรอก”
[ตัวละคร ‘อีจีฮเย’ หวั่นไหวอย่างรุนแรง]
“ลุงจะไปรู้อะไร”
“ฉันจะไปรู้อะไรได้แน่นอนว่าฉันไม่รู้หรอก ฉันก็แค่พูดพล่ามไปเรื่อย”
“...”
“แต่ไหน ๆ ก็พูดพล่ามแล้วฉันอยากจะบอกเธออย่างหนึ่งว่า ถ้าหากเธอเมินเฉยวันนี้ไปเธอจะต้องเสียใจไปตลอดทั้งชีวิตแน่”
[ตัวละคร ‘อีจีฮเย’ ตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน]
ผมอาจจะไม่รู้จัก ‘มนุษย์’ ที่ชื่ออีจีฮเยเท่าไหร่ แต่ผมรู้จัก ‘ตัวละคร’ อีจีฮเยเป็นอย่างดีเด็กสาวคนนี้ถ้าผมปล่อยไปแบบนี้เธอจะกลายเป็นลูกน้องผู้จงรักภักดีต่อยูจุงฮยอกแต่นั่นเป็นเรื่องในอนาคต ไม่ใช่ตอนนี้ถึงแม้ว่าเธอจะชื่นชมในความแข็งแกร่งของยูจุงฮยอกมากแค่ไหน แต่พื้นฐานจิตใจของเธอกับยูจุงฮยอกแตกต่างกัน
กว่าอีจีฮเยจะยอมเปิดปากพูดก็ผ่านไปหลายนาที
“ถ้าฉันช่วย คนอื่น ๆ จะรอด?”
“อาจจะไม่ใช่ทุกคนแต่คนมากมายจะรอด”
“...ฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“พวกเราจะเริ่มกันตอนหนึ่งทุ่มตรงวันนี้”
ผมบอกแผนการให้เธอฟังเลือกเฉพาะงานที่อีจีฮเยต้องทำเพื่อให้แผนการนี้ลุล่วง
อีจีฮเยฟังคำพูดของผมอยู่เงียบ ๆก่อนจะอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“สติยังดีอยู่หรือเปล่าจะให้ทำแบบนั้นจริงดิ?”
“ใช่”
“...เอาตามตรงเลยนะฉันว่ามันไม่น่าจะได้ผลหรอก ต่อให้บอกแบบนี้แต่ฉันก็ยังไม่ได้รับปากว่าจะช่วยนะ”
“เธอมีสิทธิ์เลือก”
ปากอาจจะพูดออกมาแบบนั้นแต่อีจีฮเยจะต้องลงมือแน่เพราะเธอไม่ใช่คนที่ถูกเลือกจากเทพสงครามโดยไม่มีอะไรดีในตัว
[กลุ่มดาว ‘จอมวางแผนลับ’ ชื่นชอบความหน้าด้านของคุณ]
[คุณได้รับเงินสนับสนุน 100เหรียญ]
[กลุ่มดาวผู้สนับสนุนของอีจีฮเยให้ความสนใจในตัวคุณ]
[คุณได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม 100เหรียญ]
ตอนนี้ทุกอย่างก็เตรียมการพร้อมหมดแล้ว
[1] ดันเจี้ยน (Dungeon) คำศัพท์ในเกมหมายถึงพื้นที่พิเศษสำหรับให้ผู้เล่นเกมเข้าไปทำภารกิจหากทำสำเร็จก็จะได้รางวัลตอบแทนเป็นไอเท็มต่างๆหรือไม่มอนสเตอร์ที่ประจำอยู่ในดันเจี้ยนก็จะให้ไอเท็มที่จัดว่าพิเศษกว่าข้างนอกหลังจากผู้เล่นฆ่ามันได้