เทือกเขาต้องห้ามนั้นเป็สถานที่ต้องห้ามสำหรับนิกายบัว์เฉพาะศิษย์หลักและศิษย์สายในเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามายังที่แห่งนี้เพื่อเก็บเกี่ยวด้วยการค้นหาสมุนไพรรวมถึงสัตว์ปีศาจสำหรับการบ่มเพาะอย่างไรก็ตามด้วยระดับความอันตรายของมันจึงทำให้มีศิษย์จำนวนน้อยมากที่กล้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ในแต่ละวัน
ในวันนี้ศิษย์สายในที่นำมาโดยซ่งเจียหลานและฉินจีได้เดินทางมายังเทือกเขาต้องห้ามระดับของกลุ่มนี้จัดได้ว่าดี ศิษย์สายในทุกคนมีระดับสูงถึงขั้นเก้าก่อกำเนิด ซ่งเจียหลานและฉินจีที่เป็ผู้นำกลุ่มนั้นเป็ถึงขั้นหนึ่งเที่ยงแท้ด้วยความแข็งแกร่งและความงดงามของพวกนางจึงทำให้พวกนางได้รับการนับถืออย่างมากฉินจีนั้นนอกจากมีพร์ไม่ธรรมดายังมีคุณสมบัติสามารถใช้ได้ถึงสามธาตุคือไฟลมและดินจึงทำให้ได้รับการประเมินและเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนเป็ศิษย์หลักของนิกายในเวลาอันใกล้
ทั้งกลุ่มมีสมาชิกจำนวนเจ็ดคนและกำลังมุ่งหน้าไปตามเทือกเขาเพื่อเก็บเกี่ยวจากการล่าสัตว์ปีศาจสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งหลายตัวถูกคนในกลุ่มสังหารและเก็บวัตถุดิบจนกระทั่งพวกนางได้พบเจอกับสัตว์ปีศาจระดับสองเข้าจึงทำให้มีปัญหาเล็กน้อย
“หมาป่าเขาเดียว สัตว์ปีศาจระดับสองศิษย์พี่ซ่งเราคงต้องร่วมมือกันแล้ว”ฉินจีเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะน่าฟัง
เปรียบเทียบกับฉินจีที่ดูเป็กุลสตรีอ่อนหวานนุ่มนวลแล้วซ่งเจียหลานกลับเป็สตรีที่ดูห้าวหาญยิ่งกว่าบุรุษนางหัวเราะก่อนจะตอบรับ “แน่นอนศิษย์น้องฉินจัดการเ้านี่และตัดเขาของมันไปแลกกับแต้มคะแนนของนิกาย”
“มั่วเฉินเ้าจงนำคนอื่นๆเข้าจัดการกับพวกสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งอย่าให้พวกมันมาเกะกะการลงมือของข้ากับศิษย์น้องฉิน” ซ่งเจียหลานเอ่ยสั่งการบุรุษที่มีพลังขั้นเก้าก่อกำเนิดด้วยน้ำเสียงเ็า
ชายที่ชื่อมั่วเฉินรีบตอบรับอย่างเชื่อฟังแล้วคุมคนอีกสี่คนไปจัดการกับพวกสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งโดยรอบระหว่างนั้นซ่งเจียหลานได้เริ่มโจมตีหมาป่าเขาเดียวก่อนแล้ว
กระบี่ในมือของซ่งเจียหลานทอประกายวาววับเมื่อร่างบางเคลื่อนถึงตัวของอีกฝ่ายกลับแปรเปลี่ยนท่วงท่าจากเร็วเป็ช้ากรีดกระบี่ด้วยท่วงท่าสง่างามแต่เต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว
เคล็ดวิชากระบี่บัวคลายจันทร์ขั้นที่สาม
หมาป่าเขาเดียวไม่ใช่กระจอกมันอ้าปากหอนพร้อมเคลื่อนร่างหลบวิถีกระบี่ได้สำเร็จ ทว่าทันทีที่มันหลบกระบี่กลับพบว่าตนเองตกอยู่ในกับดักด้วยการโจมตีสอดผสานของฉินจีที่เข้ามาได้ถูกจังหวะและโอกาสยิ่ง
เคล็ดวิชาดัชนีบัวเพลิงขั้นที่สอง
ดัชนีของฉินจีส่งถ่ายพลังลมปราณเจาะทะลุร่างของหมาป่าเขาเดียวอย่างแหลมคมยิ่งนอกจากพลังดัชนีที่เฉียบคมแล้วยังแฝงด้วยความร้อนของพลังธาตุไฟที่ร้อนแรงเพียงการโจมตีครั้งเดียวสามารถสร้างาแสาหัสแก่หมาป่าเขาเดียวได้สำเร็จ
ร่างของหมาป่าเขาเดียวโซซัดโซเซยากจะเคลื่อนไหวสุดท้ายถูกซ่งเจียหลานใช้กระบี่สังหารอย่างไม่อาจตอบโต้หลังจากกำจัดหมาป่าเขาเดียวได้คนอื่นๆก็จัดการกับสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็นนักสุดท้ายซ่งเจียหลานจึงพักสนทนากับฉินจี
“สมแล้วที่ศิษย์น้องฉินเป็ถึงอัจฉริยะที่ใกล้จะได้เข้าเป็ศิษย์หลักสามารถควบคุมพลังธาตุได้ทั้งยังชำนาญวิชาดัชนีบัวเพลิงที่เป็วิชาระดับสูงถึงขั้นสองทอดตาไปยังบรรดาศิษย์สายในทั้งหมดเวลานี้คงมีเพียงบรรดาศิษย์หลักและอดีตศิษย์สายในอันดับหนึ่งโม่หลางเท่านั้นที่สามารถรับมือศิษย์น้องฉินได้”
ฉินจีแย้มยิ้มอ่อนหวานตอบว่า “ศิษย์พี่ซ่งชมเกินไปแล้ว ด้วยพร์ของท่านเองก็ใช่ว่าจะด้อยกว่าข้านักอย่างไรท่านก็จะต้องได้เข้าเป็ศิษย์หลักของนิกายสักวันหนึ่ง”
ซ่งเจียหลานพยักหน้าไม่ตอบอันใดอีกในใจบังเกิดเพลิงริษยาบางประการพร์ของนางอาจนับได้ว่าดีและอาจจะถึงกับดีที่สุดสำหรับตระกูลซ่งแต่เมื่อเทียบกับฉินจีแล้วไม่อาจนับเป็อันใดพลังธาตุสองธาตุย่อมไม่อาจเทียบเคียงพลังสามธาตุได้
ริษยาก็ส่วนริษยาซ่งเจียหลานไม่อาจกระทำการใดๆนอกจากผูกมิตรกับฉินจีเอาไว้ หากอาศัยว่ามีมิตรภาพต่อกันไม่แน่ว่าภายหลังอีกฝ่ายได้ดิบได้ดีนางอาจได้รับผลประโยชน์ในอนาคต
“ศิษย์น้องฉิน ศิษย์น้องซ่ง สัตว์ปีศาจทั้งหมดถูกกำจัดแล้วรอให้พวกเราจัดการเก็บเกี่ยวซากของพวกมันสักครู่หนึ่งแล้วพวกเราจึงจะออกเดินทางกันต่อ” มั่วเฉินเดินเข้ามาเอ่ยด้วยน้ำเสียงประจบประแจงฉินจีพยักหน้าส่วนซ่งเจียหลานเมินเฉยต่อชายหนุ่มในสายตาของเธอแม้มั่วเฉินจะแก่กว่าแต่ฝีมือของเขาไม่อาจนับว่าเป็อันใด
“ขอบคุณศิษย์พี่มั่ว ระหว่างที่พวกท่านกำลังเก็บกวาดซากสัตว์ปีศาจข้าจะออกไปสำรวจบริเวณรอบๆสักหน่อย” ฉินจีเอ่ยจบก็หมุนตัวทะยานร่างจากไป
“ศิษย์น้องซ่งจะตามศิษย์น้องฉินไปหรือ” มั่วเฉินเอ่ยถามซ่งเจียหลานอันที่จริงเขากังวลว่านางจะจากไปเพราะบริเวณนี้อาจมีสัตว์ปีศาจที่อันตรายหลงเหลืออยู่หากไม่มีฝีมือของทั้งฉินจีและซ่งเจียหลานกลุ่มคนที่เหลืออาจไม่สามารถเอาตัวรอดได้
“ไม่ละข้าจะพักอยู่แถบนี้แหละ”ซ่งเจียหลานตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบเ็า
อีกด้านหนึ่งห่างออกไปประมาณสามลี้ร่างของซ่งไป่หลางกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บริเวณใต้น้ำตกขนาดเล็กบริเวณชั้นบนของหินผาทอดสายตาไปด้านล่างยังมีชั้นน้ำตกขนาดใหญ่กว่าเรียงลำดับไปอีกหลายขั้นน้ำตกเหล่านี้ล้วนเป็น้ำตกลมปราณที่มีพลังอัดแน่นภายในมีไว้เพื่อให้ผู้ฝึกยุทธ์มาบ่มเพาะพลัง ยิ่งน้ำตกขนาดใหญ่พลังลมปราณยิ่งรุนแรง หากไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังสูงส่งพอย่อมไม่สามารถทนรับแรงกดดันของน้ำตกได้
อันที่จริงลำพังสายน้ำตกขนาดเล็กที่ซ่งไป่หลางนั่งฝึกฝนอยู่นั้นมีเพียงผู้มีพลังขั้นเก้าก่อกำเนิดขึ้นไปจึงจะสามารถทนรับไหวแต่เพราะร่างกายของซ่งไป่หลางในเวลานี้มีิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ผสมผสานไหลเวียนอยู่จึงทำให้สามารถรองรับพลังของน้ำตกลมปราณได้ดีกว่าคนทั่วไปแม้พลังของซ่งไป่หลางจะอยู่ที่ระดับสามก่อกำเนิดก็ยังสามารถทนรับแรงกดดันได้
ปัง!!ดวงตาของซ่งไป่หลางเปิดขึ้นเมื่อััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายหลังจากฝึกฝนใต้น้ำตกมาสามวันในที่สุดพลังของเขาก็เลื่อนระดับขึ้นเป็ขั้นสี่ก่อกำเนิดทั้งพลังกล้ามเนื้อและลมปราณพัฒนาขึ้นอย่างมาก
“ในที่สุดข้าก็เลื่อนระดับสำเร็จ” ซ่งไป่หลางรู้สึกคล้ายอยากจะร้องไห้ ั้แ่เด็กเขาเพียรพยายามอย่างมากที่จะเลื่อนระดับการฝึกฝนตัวเองในทุกๆขั้นแต่จนถึงตอนนี้ไม่ว่าพยายามเท่าใดก็ไม่สามารถก้าวผ่านระดับสามก่อกำเนิดไปได้จนกระทั่งถูกตราหน้าว่าเป็ขยะของตระกูลในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากคำสาปและก้าวเข้าสู่ระดับสี่สำเร็จ
“ไม่เลวสามวันไม่ถือว่าเร็วหรือช้า อยู่ในระดับปกติทั่วไปเท่านั้น แต่หลังจากนี้ต่างหากจึงจะเป็ของจริง” เซี่ยหยางเอ่ยอย่างพึงพอใจ
“ท่านอาจารย์หรือว่าข้าไม่จำเป็ต้องฝึกอยู่ที่น้ำตกนี้แล้ว”
เซี่ยหยางหัวเราะก่อนจะตอบว่า “เ้ายังคงต้องฝึกที่น้ำตกลมปราณแต่เปลี่ยนเป็น้ำตกที่ใหญ่ขึ้นของชั้นล่าง ไม่ต้องกังวลว่าเ้าจะรับมันไม่ได้จากบรรดาธาตุทั้งหมดในโลกธาตุที่เหมาะสมกับเ้ามากที่สุดในเวลานี้ก็คือธาตุวารี ขอเพียงร่างกายของเ้าไม่อ่อนแอเกินไปพลังของธาตุวารีจะส่งผลดีกับเ้าไม่มีร้าย”
“ข้าเข้าใจแล้ว”ซ่งไป่หลางพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นก้าวเดินออกจากน้ำตก
‘น่าสนใจจริงๆเทคนิคการฝึกตนที่เราชี้แนะเ้าหนูนี่ทำให้มันมีระดับความหนาแน่นของพลังเหนือกว่าขั้นสี่ก่อกำเนิดทั่วไปโดยปกติแล้วจะฝึกสำเร็จจนเลื่อนขั้นต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งเดือน แต่เ้าหนูนี่กลับฝึกสำเร็จในสามวันแม้จะได้พลังของน้ำตกลมปราณช่วยเกื้อหนุนก็ไม่น่าจะเร็วเพียงนี้หรือนี่คือพร์ที่แท้จริงของมัน’
หลังจากตรวจสอบจิติญญาของซ่งไป่หลางอย่างละเอียดเซี่ยหยางจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วซ่งไป่หลางไม่ใช่คนไร้พร์ ตรงกันข้ามกลับเป็เพราะมีพร์มากเกินไปจนทั้งเทคนิคบ่มเพาะและทรัพยากรในการบ่มเพาะที่เขาได้รับไม่ดีพอที่จะทำให้เขาสามารถพัฒนาได้อย่างถูกต้องคงต้องโทษที่เด็กคนนี้เกิดผิดที่ หากเกิดในมิติที่ดีกว่านี้หรือทวีปที่แข็งแกร่งกว่านี้ความสามารถของเขาคงเฉิดฉายขึ้นมาได้ั้แ่ยังเล็ก
‘ตอนนี้เราสามารถช่วยเ้าหนูนี่ได้แค่ในด้านเทคนิคการบ่มเพาะส่วนด้านทรัพยากรยังดีที่ิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ช่วยส่งเสริมให้ฝึกฝนกับน้ำตกลมปราณได้แต่หากพลังของเ้าหนูนี่พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆคงต้องหาทรัพยากรใหม่ที่ดีกว่ามาเตรียมพร้อมเอาไว้’
“ท่านอาจารย์ ท่านได้ยินเสียงการปะทะหรือไม่” ซ่งไป่หลางเอ่ยออกมา
เซี่ยหยางตอบกลับ “แน่นอน ห่างออกไปประมาณสามลี้ มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังปะทะกับสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งและสองในกลุ่มคนนั้นยังมีหญิงสาวที่โตกว่าเ้าเล็กน้อยสองคนที่ฝึกจนถึงขั้นเที่ยงแท้แล้วนับว่ามีพร์พอใช้ได้ โดยเฉพาะคนหนึ่งมีพลังถึงสามธาตุเลยทีเดียว”
“ขั้นเที่ยงแท้” ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เขาย่อมรู้ว่าในสำนักมีศิษย์ที่อยู่ขั้นเที่ยงแท้เพียงแค่ไม่กี่สิบคนหนึ่งในนั้นยังเป็พี่สาวคนโตของตระกูลซ่ง แน่นอนว่าซ่งไป่หลางไม่ได้ผูกพันธ์อะไรกับนางเพราะซ่งเจียหลานผู้นี้ไม่เคยเห็นหัวผู้ใดเว้นแต่บิดาและผู้นำตระกูล
“เื่ของคนพวกนั้นเ้าไม่จำเป็ต้องสนใจฝึกฝนต่อไปเถอะ”เซี่ยหยางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ แม้ว่าระดับขั้นเที่ยงแท้จะถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับทวีปนี้แต่ในสายตาของเซี่ยหยางคนเหล่านี้ไม่อาจนับเป็อันใดได้
ซ่งไป่หลางย่อมเชื่อถือคำพูดของผู้เป็อาจารย์ทะยานร่างลงไปยังน้ำตกชั้นถัดไปเมื่อแรงปะทะของน้ำตกััร่างกายเด็กหนุ่มก็กัดฟันกรอดทนรับความเ็ปที่เกิดขึ้น
ที่ชั้นน้ำตก้าก่อนหน้านี้หากเป็คนทั่วไปต้องมีระดับถึงขั้นเก้าก่อกำเนิดจึงจะทนไหวแต่ในชั้นถัดมาต้องเป็ถึงขั้นหนึ่งเที่ยงแท้ขึ้นไปการที่ซ่งไป่หลางที่มีระดับพลังเพียงขั้นสี่ก่อกำเนิดสามารถทนรับได้ก็นับว่าน่าเหลือเชื่อมากแล้ว
สำหรับซ่งไป่หลางแล้วสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในตัวของเขาก็คือจิตใจลำพังความเ็ปจากน้ำตกลมปราณนี้ไม่นับว่ามากมายอันใดเลยหากเทียบกับความปวดร้าวทั้งจิตใจและอาการาเ็จากการถูกทำร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“หืม” เซี่ยหยางที่อาศัยอยู่ภายในจิติญญาของซ่งไป่หลางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ว่าหนึ่งในกลุ่มคนที่ต่อสู้กับฝูงสัตว์ปีศาจกำลังมุ่งหน้ามาทางน้ำตกลมปราณ
“ช่างเถิด หากมีปัญหาค่อยกำจัด” แม้ว่าเซี่ยหยางจะอาศัยอยู่ในสถานะิญญาแต่หาก้าจะสังหารผู้มีพลังระดับเที่ยงแท้ขั้นหนึ่งนั้นทำได้ง่ายดายราวดีดนิ้วแต่หากไม่จำเป็เซี่ยหยางก็ไม่คิดจะลงมือเพราะตามแผนการของเขาซ่งไป่หลางยังต้องอาศัยอยู่ที่นี่นิกายแห่งนี้อีกสักระยะยังไม่ควรก่อปัญหาขึ้นมาโดยไม่จำเป็
“เช่นนี้แล้วกัน” พลังของเซี่ยหยางควบรวมเข้ากับเศษเสี้ยวชิ้นส่วนของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์จากนั้นจึงแยกตัวออกเป็หนึ่งหยดละอองกลั่นระเหยออกมาจากร่างของซ่งไป่หลางเพียงพริบตาที่มันระเหยออกมาละอองิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ก็แปรสภาพเป็เกราะโปร่งใสบดบังร่างของซ่งไป่หลางเอาไว้
“ด้วยม่านพรางตาของข้าผสานกับพลังของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงไม่ใช่ผู้มีพลังระดับแปดขั้นเหนืุ์ย่อมไม่อาจสังเกตเห็นได้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าระดับแปดขั้นเหนืุ์ในทวีปนี้เป็เพียงตำนานผู้มีพลังระดับสูงสุดยังมีเพียงขั้นห้าเที่ยงแท้เท่านั้น” เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
หลังจากเซี่ยหยางใช้วิชาม่านพรางตาไม่นานร่างของฉินจีได้มาถึงบริเวณน้ำตกลมปราณคิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันดวงตางามเต็มไปด้วยประกายครุ่นคิด
“เมื่อครู่นี้เป็กลิ่นอายของคนไม่ผิดแน่นอนแต่เมื่อเข้าใกล้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย” ประสาทััของฉินจียอดเยี่ยมกว่าคนทั่วไปดังนั้นนางจึงรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของมนุษย์ที่อยู่ห่างออกไปหลังจากสู้กับพวกสัตว์ปีศาจเสร็จ
อย่างไรก็ตามกลิ่นอายนั้นอ่อนแออย่างมากนางประเมินว่ามีระดับเพียงก่อกำเนิดขั้นสามหรือสี่เท่านั้นนั่นทำให้นางสงสัยว่าผู้ใดที่มีพลังเพียงน้อยนิดแต่กลับสามารถเอาชีวิตรอดในเทือกเขาต้องห้ามของนิกายได้
ฉินจีหลับตาลงก่อนจะแผ่ประสาทััไปทั่วบริเวณเซี่ยหยางที่กำลังมองดูฉินจีผ่านิญญาของซ่งไป่หลางเดิมทีมีรอยยิ้มสบายอารมณ์ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งกลับอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
“เป็ไปไม่ได้ นางใช้วิชาขั้น์ที่ไม่สมบูรณ์”
เคล็ดวิชาสดับวายุ
ดวงตาของฉินจีเปิดกว้างนิ้วจี้ออกเป็ท่วงท่าดัชนีบัวเพลิงยิงเข้าใส่บริเวณน้ำตกลมปราณชั้นที่ซ่งไป่หลางฝึกฝนอยู่ทว่าพลังของดัชนีนั้นแ่เบายิ่งนักราวกับว่า้าทำลายเพียงม่านพลังไม่้าทำร้ายผู้คน
เซี่ยหยางเดิมทีคิดลงมือกำจัดแต่เมื่อเห็นว่านางใช้พลังเพียงเล็กน้อยเพื่อทำลายม่านพลังจึงหยุดยั้งแม้จะไม่ไว้ใจหญิงสาวแต่กลับสนใจในตัวนางอยู่หลายส่วน ‘ดูไปแล้วไม่คล้ายมีเจตนาร้ายเพียงแค่อยากรู้อยากเห็นไปบ้าง หากไม่มีทีท่าว่าจะสร้างปัญหาก็ไม่จำเป็ต้องกำจัด’
ซ่งไป่หลางที่รับรู้ได้ถึงอันตรายลืมตาขึ้นจากการฝึกฝนอุทานออกมาด้วยความใเมื่อเห็นดัชนีบัวเพลิงพุ่งเข้าหาตน ทว่าเมื่อมันัักับม่านพลังก็สลายหายไปพร้อมกับที่ภาพของชายหนุ่มปรากฏแก่สายตาของฉินจี
‘พลังเพียงก่อกำเนิดขั้นสี่เท่านั้น’ ฉินจีรู้สึกสนใจในตัวของเด็กหนุ่มเพราะอีกฝ่ายมีวิชาลวงตาที่ไม่ธรรมดา หากไม่ใช่เพราะนางมีวิชาลับที่บังเอิญค้นเจอในหอตำราของนิกายคงไม่มีทางจับััตำแหน่งอีกฝ่ายได้
เมื่อเห็นชุดของซ่งไป่หลางอย่างชัดเจนนางจึงเอ่ยขึ้นมา“เ้าเป็ผู้รับใช้ของนิกายบัว์เหตุใดจึงเข้ามาในพื้นที่ต้องห้าม”น้ำเสียงของนางเยือกเย็นหากแต่ไม่มีเจตนามุ่งร้ายคล้ายกับ้าวางตนข่มขู่ให้อีกฝ่ายตอบตามตรงทว่าการข่มขู่นั้นขัดต่อธรรมชาติพื้นฐานของนางไม่น้อย
ซ่งไป่หลางรับฟังเสียงของเซี่ยหยางที่ดังในหัวแล้วพยักหน้าตอบกลับไปว่า “แม่นางข้าไม่ได้เต็มใจมาอยู่ที่นี่ แต่เพราะหลายวันก่อนถูกรุมทำร้ายกลั่นแกล้งจากศิษย์สายนอกพวกนั้นโยนข้าลงมาในแม่น้ำที่เชื่อมต่อกับหุบเขาแห่งนี้เมื่อฟื้นขึ้นมาข้าก็พบว่าตัวเองอยู่ในหุบเขาแล้วจะกลับออกไปคนเดียวก็อันตรายยิ่งนักข้าจึงตัดสินใจหลบซ่อนอยู่บริเวณนี้”
“อย่าได้โกหกข้า เ้ามีพลังเพียงขั้นสี่ก่อกำเนิดคนธรรมดาไม่มีทางทนรับพลังของน้ำตกลมปราณได้ ตอบข้าเ้าทำได้อย่างไร” ฉินจีถามเสียงเข้ม
ซ่งไป่หลางถอนหายใจ “ตอบแม่นางตามตรงเื่ที่ข้าถูกทำร้ายและโยนลงแม่น้ำจนมาถึงที่นี่เป็ความจริงทุกประการท่านสามารถสืบเื่ราวเหล่านี้ได้จากซ่งชางหยางที่เป็ศิษย์สายนอกและพรรคพวกของมันแต่เื่ที่ข้าสามารถทนรับพลังของน้ำตกลมปราณได้นั้นข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้เหตุผลรู้เพียงว่าเมื่อตื่นขึ้นมาข้าก็อยู่บริเวณน้ำตกพบว่าพลังฝึกฝนของตนก้าวหน้ารวดเร็วทั้งยังทนรับแรงได้จึงคิดจะอยู่ฝึกฝนต่อหวังไปล้างแค้นผู้ที่ทำร้ายข้าภายหลัง”
ฉินจีนิ่งเงียบคล้าย้าครุ่นคิดว่าเด็กหนุ่มพูดจริงหรือไม่“ช่างเถิดในเมื่อเ้าเป็คนของนิกายบัว์ข้าจะไม่จัดการกับเ้า แต่ข้ายังคงต้องพิสูจน์ว่าเ้าพูดความจริงหรือไม่ตามข้ากลับไปที่นิกาย ไปหาคนแซ่ซ่ง หากเ้าพูดความจริงข้าจะช่วยเ้าจัดการลงโทษเขาแต่หากเ้าโกหกชะตาของเ้าจะเป็เช่นไรคงรู้ดี”
เด็กหนุ่มกัดฟันกรอดจำต้องยอมสารภาพ“แม่นางแท้จริงแล้วซ่งชางหยางไม่ได้ทำร้ายข้าโดยไร้สาเหตุเป็เพราะมันจับได้ว่าข้าแอบร่ำเรียนวิชาของนิกาย มันและพรรคพวกจึงลงโทษข้าด้วยการทำร้ายจนาเ็สาหัสแล้วจับโยนลงแม่น้ำ”
ฉินจีขมวดคิ้ว “เ้าเป็คนรับใช้ ย่อมไม่มีสิทธิ์ร่ำเรียนวิชาแต่โทษของเ้าใช่ว่าศิษย์สายนอกธรรมดาจะมีสิทธิ์ตัดสินต่อให้เ้าต้องตายคนแซ่ซ่งก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเ้าด้วยตัวเอง”
“อันที่จริงข้าก็เคยเป็ศิษย์ของนิกายเพียงแต่ภายหลังถูกลดขั้นมาเป็ผู้รับใช้”ซ่งไป่หลางโต้เถียง
“เ้ามีพลังเพียงขั้นสี่ก่อกำเนิดจะเป็ศิษย์นิกายได้อย่างไร”ฉินจีสงสัย
“นั่นเพราะข้าเป็คนตระกูลซ่ง”คำตอบของเด็กหนุ่มทำให้ฉินจีรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
‘จะว่าไปเคยได้ยินศิษย์พี่ซ่งเอ่ยถึง เด็กตระกูลซ่งผู้หนึ่งที่ไร้พร์อย่างสิ้นเชิงถูกเมินเฉยโดยตระกูลแต่ยังพยายามกระเสือกกระสนมายังนิกายเพื่อยกระดับตนเองที่แท้ก็เป็เด็กหนุ่มผู้นี้’ฉินจีรู้สึกสงสารเด็กหนุ่มตรงหน้าจากที่นางเคยได้ยินมาคนผู้นี้ถูกรังเกียจจากตระกูลของตน เมื่อมาถึงนิกายยังโดนรังแกสารพัดถึงขนาดตกไปอยู่ในฐานะผู้รับใช้
“ที่แท้ก็เป็เ้า เอาเถิดในเมื่อชีวิตของเ้าเจอเื่ร้ายๆมามากแล้วเ้าก็ควรจะได้เจอสิ่งที่ดีบ้างเื่ที่แอบฝึกวิชาและเข้ามายังสถานที่หวงห้ามข้าจะไม่แจ้งต่อนิกาย เ้าก็กลับไปยังนิกายพร้อมกับข้าเถอะหากกลับไปเพียงลำพังเ้าย่อมไม่อาจรอดชีวิตจากสัตว์ปีศาจในหุบเขาแน่นอน”
ซ่งไป่หลางชะงักไปเล็กน้อยรู้สึกซาบซึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนั้แ่เข้ามายังนิกายฉินจีเป็คนแรกที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างดี นางไม่เพียงไม่ดูถูกทั้งยังพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจแต่เพราะตนมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จึงต้องปฏิเสธอีกฝ่าย “ขออภัยแม่นางด้วยแม้แม่นางจะไม่แจ้งต่อนิกายแต่ซ่งชางหยางย่อมไม่ปล่อยให้ข้ากลับไปง่ายๆโทษของการขโมยฝึกวิชาหากถูกนิกายตัดสินข้าย่อมต้องพบเจออนาคตที่ยากลำบาก”
ฉินจีประหลาดใจ “โทษนั้นถ้ามีคนแจ้งอย่างไรเ้าก็ต้องได้รับ หรือเ้ามีวิธีอื่นที่จะเอาตัวรอดไปได้”
“แน่นอน”ดวงตาของซ่งไป่หลางทอประกายมุ่งมั่น “ข้ารับใช้ไม่มีสิทธิ์ฝึกฝนแต่หากข้าเป็ศิษย์ละก็นับเป็อีกเื่หนึ่งขอเพียงข้ากลับไปพร้อมกับความแข็งแกร่ง นิกายย่อมไม่คิดจะเอาโทษข้าต่อให้ซ่งชางหยาง้าหาเื่แต่หากข้าแข็งแกร่งกว่ามันมันจะทำอันใดข้าได้”
ฉินจีรู้สึกทึ่งในตัวเด็กหนุ่ม “เ้าย่อมรู้ว่าศิษย์สายในทุกคนมีพลังไม่ต่ำกว่าขั้นห้าก่อกำเนิดตัวเ้ามีพลังเพียงขั้นนี้คิดจะก้าวข้ามศัตรูคิดว่าจะต้องใช้เวลามากมายเพียงใดกัน”
“แม่นางวางใจ ข้าไม่คิดจะใช้เวลาที่นี่นานนักหรอก” ได้ฟังคำตอบของเด็กหนุ่มแล้วนางก็ได้แต่ถอนหายใจ
“เช่นนั้นก็ได้ข้าจะไปบอกให้กลุ่มของข้าล่วงหน้ากลับไปยังนิกายก่อนจากนั้นข้าจะมาฝึกฝนอยู่ที่นี่จนกว่าเ้าจะพร้อมกลับ หากปล่อยให้เ้าอยู่ที่นี่คนเดียวก็คล้ายฆ่าเ้าทางอ้อมเท่านั้น” สำหรับฉินจีแล้วหากไม่พบย่อมไม่นับเป็อันใดแต่พบแล้วจะให้ปล่อยทิ้งก็ออกจะขัดต่อคุณธรรมในใจของนางเกินไป ในนิกายบัว์ผู้อื่นอาจฝึกเพื่อความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่แต่ฉินจีกลับฝึกตนเองเพื่อผู้อื่นเพื่อคนอ่อนแอที่ไร้ที่พึ่งสำหรับนางแล้วคนอย่างซ่งไป่หลางก็นับได้ว่าเป็เป้าหมายที่ต้องปกป้อง
ซ่งไป่หลางตกตะลึงไปกับท่าทีใจกว้างของฉินจีอดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมามันมองโลกใบนี้ว่าโหดร้ายทารุณยิ่งนัก แต่เวลานี้กลับได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโลกพบว่าหญิงสาวคนนี้ปฏิบัติต่อมันดียิ่ง ความซาบซึ้งทำให้มันไม่อาจปฏิเสธหรือขับไล่นางไปได้
“จะให้นางอยู่ก็ได้อยู่หรอกแต่ระวังไว้หน่อยก็ดีนะเ้าหนู นางอาจไม่ธรรมดาอย่างที่เ้าคิด” เซี่ยหยางเอ่ยขึ้นเตือนสติของเด็กหนุ่ม
ดวงตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ของเซี่ยหยางจ้องมองฉินจีอย่างครุ่นคิด‘แม้ว่าเจตนาของนางจะบริสุทธิ์แต่ตัวตนของนางดูไม่คล้ายคนธรรมดาทั่วไปทั้งเื่วิชาขั้น์ที่แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็นับได้ว่ายอดเยี่ยมเกินไปสำหรับทวีปนี้ทั้งเื่พลังธาตุอันแข็งแกร่งที่อยู่ในตัวนาง หากข้าคิดไม่ผิดนางอาจไม่ใช่คนจากทวีปนี้จริงๆ’