มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 187 ปกป้องหุบเขา

    บทที่187ปกป้องหุบเขา

     

            ฟ้าสีครามแบ่งแยกผืนนภาที่เขาเถาหมิงซาน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สร้างความสนใจให้ผู้คนทั้งปฐพีผู้แสวงหาโชคล้วนหลั่งไหล ผู้ต้องการเห็นความพิสดารล้วนตบเท้าเข้าหา ตัวตนสำคัญแห่งนิกายเทวะวจนะเองก็ไม่รอช้าธรรมบาลคาถา รวมถึงธรรมบาลมุทราต่างก็นำยอดฝีมือติดตัวไปยังที่นั่นทันท่วงที

             

            ธรรมบาลยุทธ์ที่วางแผนหมายสร้างผลงานอย่างเงียบๆดูเหมือนฟ้าเปิดในวันนี้จะทำให้เรื่องของมันมิอาจเงียบอีกต่อไปแล้ว เช่นนั้นนอกจากผู้ฝึกญาณที่กำลังร้อนใจเพราะเหตุการณ์นี้จึงเพิ่มมันมาด้วยอีกผู้หนึ่ง ในขณะที่คนของวิหารยุทธ์กำลังปรีดาต่อฟ้าอวยพร ธรรมบาลยุทธ์นายของพวกมันกลับเดือดดาลเป็นที่สุด

            “บัดซบ หากช้าย่อมไม่ดีแน่ ต้องเอาหัวอวิ๋นเซี่ยวซุนก่อนที่คนอื่นจะแห่กันมาเสียก่อน!”

             

            ธรรมบาลยุทธ์เคลื่อนไหวต่อเหตุการณ์ก่อนผู้ใดเช่นนั้นมันจึงสามารถไปได้ก่อน ความเร็วในการเดินทางของมันมิอาจมีเหล่าศิษยานุศิษย์ในสังกัดเทียบเทียมได้เพียงไม่กี่ชั่วธูปไหม้ ร่างในชุดคลุมดำอันน่าเกรงขามก็ไปถึงทางตอนเหนือของเขาเถาหมิงซานแล้ว

             

            แรกเหยียบย่างบนหินผาที่รกชัฏ ธรรมบาลยุทธ์มันก็ขมวดคิ้วขึ้นมาในทันทีบริเวณพื้นที่ใต้แสงสีครามที่ทอทอดนี้ มิใช่ว่ามันมิเคยผ่าน มันวนเวียนตรวจตราอยู่หลายหนแล้วมันจึงแทบจะจดจำลักษณะของป่าได้ แต่พอกลับมาอีกครั้งในวันนี้ ป่าที่สมควรจะเหมือนเดิมกลับไม่คุ้นตาอีกต่อไปเบื้องหน้าของมันสมควรจะเป็นหน้าผาสูงที่มองไม่เห็นยอด บัดนี้หน้าผาสูงกลับแทนที่ด้วยไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง!

             

            ใต้โคนต้นมีหินจัดเรียงที่เป็นระเบียบและประณีตซ้อนทับกันจนดูราวกับถูกจิตรกรมือดีมาสรรค์สร้าง หลังต้นไม้ใหญ่และหินที่เรียงราย มีพุ่มไม้ที่ดกทึบบดบังตาคล้ายสอดคล้องไปกับธรรมชาติแต่หากพินิจมองการดำรงอยู่ของพุ่มไม้นั่นอย่างถี่ถ้วนจะพบว่ามันเสมือนขัดต่อหลักธรรมชาติอยู่

             

            ภาพอันไม่คุ้นตาเหล่านี้มันไม่เคยเห็นมาก่อนแต่เพราะไม่เคยเห็น และจู่ๆ ได้เห็น มันถึงได้ฉุกใจคิด

            “ที่แท้ดวงตาแห่งค่ายกลพลังญาณของพวกมันก็ซ่อนอยู่ที่นี่…ร้ายกาจจริงๆ ที่สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาจนสามารถหลบสายตาเทวะวจนะได้นานขนาดนี้"

             

            ในใจนึกประหวั่นในความร้ายกาจของผู้สร้างค่ายกลที่กลืนกินพลังธรรมชาติได้อย่างสมดุลค่ายกลนี้ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาได้คงแตกฉานในสรรพวิธีแห่งพลังธรรมชาติอย่างเข้าขั้น

            “แต่เหมือนฟ้าจักไม่เข้าข้างพวกเจ้า"

             

            หากมิใช่ฟ้าเปิด ธรรมบาลยุทธ์มันเองก็ยังไม่มั่นใจว่าตนจะค้นพบองค์ประกอบสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่หรือไม่จากที่เคยเดือดดาลต่อเหตุการณ์อันแปลกประหลาดก่อนหน้า บัดนี้อารมณ์ของมันมีความยินดีเข้ามาแทนที่แล้วหากมันเข้าหุบเขาเร้นลับได้ก่อน มันก็มีโอกาสได้สร้างผลงานก่อน

             

            เพราะพลังความปั่นป่วนของธรรมชาติด้านบน ส่งให้กระทบถึงหินที่เรียงรายให้พังระเนระนาดไปแถบหนึ่งเมื่อค่ายกลมีปัญหา พลังจึงมิอาจสำแดงได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่เคยพรางตาจึงลดลง เช่นเดียวกับผาสูงที่อันตธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่มีสิ่งใดหยุดธรรมบาลยุทธ์มิให้เข้าไปในหุบเขาเร้นลับได้อีกแล้ว!

             

            “ฟ้าเปิดเปรียบดั่งคราวตาย ถึงเวลาเทวะวจนะจะลงทัณฑ์พวกเจ้า"

             

            หนึ่งวาจาที่หลุดจากปากพร้อมกับชุดคลุมที่โบกสะบัดหินที่เรียงรายเสมือนถูกหนึ่งแรงลมซัดสาดจนพวกมันระเบิดกระจุยกระจายไม่หลงเหลือเคล้าเดิมต้นไม้ใหญ่ก็เอนลู่ทั้งที่ไม่มีลมพายุที่โหมกระหน่ำ ต้นไม้ต้นนั้นถูกถอนรากถอนโคนล้มครืนลงแทบเท้าของธรรมบาลยุทธ์

             

            หนึ่งในสี่ธรรมบาลผู้ยิ่งใหญ่ทั่วใต้หล้าเพียงหนึ่งชายตา กอปรกับพ่นลมหายใจ ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าก็มิอาจหยัดยืน!

             

            เสียงโครมใหญ่ดังสะท้อนไปทั่วป่าเขา ไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขามาช้านานต้นนี้มิอาจคงอยู่ทั้งไม้พุ่มที่ขึ้นเรียงรายก็เริ่มเหี่ยวเฉา จากช้าก็กลายเป็นรวดเร็วเหนือกาลเวลา ใบไม้ที่แห้งเหลืองร่วงกราวเป็นหย่อมๆเมื่อไร้พุ่มไม้ ทางเส้นหนึ่งที่ทอดไปยังปากถ้ำก็ค่อยๆ เลือนลางและเริ่มเด่นขึ้นอย่างชัดเจน

             

            เสมอมาป่าบริเวณนี้คือทางตันที่มีแต่ผาสูงชันแท้จริงแล้วนี่กลับเป็นเส้นทางสู่หุบเขาเร้นลับ

             

            “ฮ่าฮ่าฮ่า วันนี้วาสนาตกแก่ข้าแล้ว"

            ธรรมบาลยุทธ์อ้าแขนกว้างหัวเราะดังลั่นพร้อมตะเบ็งเสียงคำรามส่งผ่านไปตามทางที่ทอดสู่ถ้ำมืด

            “หากไม่อยากตายอย่างทรมาน ก็รีบส่งหัวของอวิ๋นเซี่ยนซุนออกมาซะ!”

             

            ทั่วทั้งหุบเขา นอกจากเสียงธรรมบาลยุทธ์แล้วก็ไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นอีกไม่แม้แต่จะมีเสียงแห่งความหวาดกลัวดังมา หุบเขาเร้นลับไม่ปรากฎผู้ยอมจำนน

             

            “เมื่อไม่ออกมาโดยดี เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"

             

            ธรรมบาลยุทธ์จึงไม่รอช้า  ผนึกพลังปาฏิหาริย์มาที่กำปั้น พลังแห่งวจนะยุทธ์ปลดปล่อยอย่างไม่ออมรั้งแสดงให้เห็นถึงความระแวดระวังต่อค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่อยู่ตรงหน้ามากเพียงไหน หมัดคนชกออกพลังยุทธ์ก็แผ่ทะลัก หมัดที่เป็นตัวกลางชักนำพลังยุทธ์มุ่งเข้าใส่ตำแหน่งค่ายกลที่เปิดเผยโดยพลันเสียงกึกก้องกัมปนาทกังวานไปทั่วเขาเถาหมิงซาน แสงแห่งพลังพวยพุ่งขันแข่งกับแสงฟ้าครามที่ทอทอดเมื่อความปั่นป่วนและกระแสพลังอันคลุ้มคลั่งดับลง ภาพดวงตาค่ายกลตรงหน้าก็สิ้นซากกลับกลายเป็นเถ้าธุลีมีเพียงทางเดินที่ทอดยาว ทอดยาวไปสู่จุดมุ่งหมายที่มันคาดหวัง

             

            “อวิ๋นเซี่ยวซุน ข้ามาแล้ว!”

             

            ธรรมบาลยุทธ์ก้าวเดินไปเบื้องหน้าด้วยความมุ่งมาตรในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ผลงานใหญ่รออยู่ตรงหน้า ไม่ต้องนึกถึงหัวของอวิ๋นเซี่ยวซุนแค่ผู้ฝึกญาณนอกรีตที่อยู่ในนั้นก็เพียงพอต่อผลงานครั้งนี้แล้ว วิญญาณของผู้ฝึกญาณคือสิ่งสำคัญด้วยหุบเขาเร้นลับเต็มไปด้วยยอดฝีมือที่เหนือกว่าที่อื่นๆ พลังวิญญาณที่มันจะได้รับครั้งนี้จึงเพียงพอที่จะให้มันได้ผลงานทึ่ก้าวข้ามเหล่าธรรมบาลทั้งหมด

             

            ผู้ฝึกญาณสมัยนี้มิได้น่ากลัวดั่งอดีต พลังธรรมชาติของโลกก็มิได้เพียงพอต่อการหนุนเสริมแก่พวกมันในที่นี้จะมีเพียงก็แต่อวิ๋นเซี่ยวซุนที่เป็นปัญหา หากเป็นก่อนหน้าธรรมบาลยุทธ์มันย่อมมิกล้าบุกเดี่ยวมาท้าทายอวิ๋นเซี่ยวซุนทว่าบัดนี้มันแน่ใจว่าอวิ๋นเซี่ยวซุนไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ที่สู้ตัวต่อตัวกับมหาเทวะของพวกมันในครานั้น

             

            อวิ๋นเซี่ยวซุนในตอนนี้ คือตัวตนที่มันสามารถเอาชีวิตได้

             

            “อวิ๋นเซี่ยวซุน ไสหัวออกมา!”

             

            เสียงตะเบ็งกอปรไปด้วยมหาวิถีวจนะยุทธ์ที่เข้าขั้นถ้ำที่ทอดยาวตรงหน้าจึงสั่นสะเทือน วจนะยุทธ์ของธรรมบาลยุทธ์คือมหาวิถีที่ฝึกฝนมาจากคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะยุทธ์เช่นนั้นความแกร่งกร้าวลึกล้ำจึงมิอาจเปรียบเทียบกับคนของวิหารยุทธ์ทั่วไปได้ หุบเขาเร้นลับจึงสั่นสะเทือนไปทุกแห่งหนเหล่าผู้ฝึกญาณที่หลบซ่อนในที่ลับล้วนหวาดผวา ลูกเด็กเล็กแดงสั่นเทาปรากฏน้ำตานองหน้าพวกมันพึ่งเกิดมาไม่เคยเห็นการเข่นฆ่า ดังนั้นจึงไม่เคยเห็นพลังที่น่าหวาดกลัวนี้เช่นเดียวกัน

             

            การท้าทายของธรรมบาลยุทธ์ส่งไปถึงคนที่อยู่ในหุบเขาอวิ๋นเซี่ยวซุนยืนรอมันอยู่ที่ปากทางเข้าหุบเขาเร้นลับนานแล้ว ทว่าด่านแรกที่ธรรมบาลยุทธ์ได้พบเจอกลับมิใช่อวิ๋นเซี่ยวซุนเป็นเพียงสตรีในชุดคลุมแดงโลหิตผู้หนึ่ง!

             

            “นั่นใคร"

             

            วาจาแรกเมื่อพบเจอเป็นธรรมบาลยุทธ์เอ่ยขึ้นก่อนแต่เมื่อได้เห็นเคล้าโครงใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมแดงปิดครึ่ง กอปรรวมกับรูปทรงองค์เอว ทำให้มันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาทันที

             

            แสงสังหารแห่งวจนะ?

             

            ความคิดแวบแรกคล้ายถูกต้อง แต่แววตาที่สดใสแฝงความลึกล้ำคู่นั้นแววตาที่ไร้ความเย็นชา แววตานี้มิใช่แสงสังหารแห่งวจนะแน่ แม้ไป๋เหิ่นซินจะมิใช่ศิษย์ตนแต่ด้วยพรสวรรค์ของนางที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสามจุด มหาเทวะจึงมีคำสั่งให้มันอบรมสั่งสอนวจนะยุทธ์แห่งคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ร่วมด้วยถึงจะเป็นห้วงเวลาที่จำกัด แต่มันจะลืมเลือนแววตาที่เย็นชาไร้จิตใจได้อย่างไร

             

            สตรีตรงหน้ามิใช่แสงสังหารแห่งวจนะ

             

            บนโลกนี้มีคนที่คล้ายคลึงกันอยู่มาก แต่คนที่ให้ความรู้สึกว่าเหมือนคนๆเดียวกันนั้นยากจะมี เช่นนั้นสตรีตรงหน้าเป็นใคร เกี่ยวอันใดกับแสงสังหารแห่งวจนะหรือไม่?

             

            ไม่รอให้ธรรมบาลยุทธ์ได้ก้าวเดินต่อ หลงผิงในอาภรณ์แดงโลหิตก็กางร่มวันนี้แดดไม่ออก ฝนไม่ตก แต่นางต้องกางร่ม ตัวตนระดับธรรมบาลน่ากลัวยิ่งกว่าแดดล่มลมตกเป็นไหนๆ

             

            “ข้ามิอาจให้เจ้าไปต่อได้”

             

            ร่มกระดาษสีชาเพียงกางออก พลังธรรมชาติรอบบริเวณคล้ายถูกปิดผนึกแสงสีฟ้าครามที่ทอทอดประหนึ่งถูกดึงดูดชักนำจากร่มที่กางนี้ ธรรมบาลยุทธ์ลืมเรื่องของไป๋เหิ่นซินไปโดยพลันในเมื่อนางมิใช่แสงสังหารแห่งวจนะก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองทางธรรมชาติมันจะไม่ใส่ใจเห็นทีจะมิได้ เสมอมามันคิดว่าหุบเขาเร้นลับมีเพียงอวิ๋นเซี่ยวซุนที่น่ากลัวสตรีชุดแดงโลหิตปริศนาตรงหน้ากลับเป็นอีกหนึ่งผู้ที่น่ากลัว

             

            และขณะเดียวกัน พลังวิญญาณของนางก็น่าสนใจมากด้วยวิถีที่เข้าถึงพลังธรรมชาติอย่างแจ่มแจ้งเช่นนี้ บางทีอาศัยเพียงตัวนางก็อาจมากกว่าผู้ฝึกญาณทั้งหุบเขาเร้นลับด้วยซ้ำ

             

            “สวรรค์กลับส่งเสริมข้า นอกจากมอบชีวิตจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนยังมอบเด็กน้อยนางนี้แก่ข้าอีก ข้าจะไม่ปล่อยโอกาสดีๆ ให้หลุดมืออย่างแน่นอน"

             

            ธรรมบาลยุทธ์คว้ามือเปล่าไปในอากาศ พลังแห่งวจนะยุทธ์ผนึกขึ้นเหนือนิ้วทั้งห้าของมันใช้ร่างกายเป็นตัวกลางในการปลดปล่อยพลังปาฏิหาริย์คือวจนะยุทธ์ ใช้พลังธรรมชาติแปรเปลี่ยนเป็นพลังปาฏิหาริย์คือพลังญาณต่างวิถีต่างรูปแบบปะทะต่อต้าน เสียงกึกก้องกัมปนาทจึงบังเกิด ปากถ้ำที่ทอดยาวถล่มทลายปิดช่องทางมิให้เดินหน้าได้ต่อ

             

            เมื่อเสียงสงบลง หลงผิงก็ผุดยิ้ม

             

            “จงใจให้พลังของข้าผสานรวมกับพลังของเจ้าเพื่อทำลายปิดทางเข้าสินะแม่หนูที่ร้ายกาจ"

             

            ไม่รู้ว่าภายในหุบเขาเร้นลับเตรียมการหลบหนีไปยังที่หลบภัยแล้วหรือไม่เช่นนั้นหลงผิงจึงกระทำทุกวิถีทางเพื่อประวิงเวลา วันนี้ฟ้าส่งเสริมเทวะวจนะ อันตรายของเหล่าผู้ฝึกญาณจ่ออยู่ที่เบื้องหลังนางที่รู้ว่ายังมิใช่คู่มือของตัวตนระดับธรรมบาลในเวลานี้ จึงจำเป็นที่ต้องเสี่ยงออกหน้าหากนางไม่ยอมเสี่ยง จะกลายเป็นคนในหุบเขาเร้นลับที่เสี่ยง!

             

            “ต้องขอบคุณพลังของเจ้าจริงๆ หากอาศัยเพียงพลังข้าคงต้องเปลืองแรงเป็นอย่างมาก"

             

            “อย่าพึ่งได้ใจไป ตอนนี้ตัวของเจ้ายังสำคัญกว่ามุสิกที่หลบอยู่ในซอกหรืบนั่นอีกแค่เอาชีวิตเจ้าก็เพียงพอต่อการมาของข้า"

             

            หลงผิงหมุนร่มกระดาษสีชาในมือ ทุ่มเทพลังญาณทั้งหมดที่มีความตั้งใจของนางคือถ่วงเวลาให้คนในหุบเขาเร้นลับได้มากที่สุด นางต้องปกป้องพวกมันปกป้องมารดา รวมถึงยืดเวลาให้อาจารย์ได้ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น ให้อาการได้ทุเลาอีกซักนิดก็ยังดี

             

            นี่คือความตั้งใจของสตรีในชุดคลุมแดงโลหิต

             

            “เช่นนั้นก็ลองดู!”

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน