บนกำแพงเมืองสูงตระหง่านบุรุษสองคนกำลังทอดสายตามองลงมายังขบวนผู้คนที่ทยอยต่อแถวกันเข้าเมือง
หวงเผยหมิงยืนอยู่ข้างกายบุรุษหนุ่มรูปงามร่างสูงโปร่งเครื่องหน้าของบุรุษผู้นี้คมเข้มแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบศิษย์สายตรงของสถานศึกษาชิงหลงเยี่ยน คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำเงินปักดิ้นลายเมฆาแลดูหรูหราทว่าเรียบง่าย
“จากการติดตามเส้นทางค้าโลหะผิดปกติไปถึงแถบเมืองเส้ากับเมืองน่านจิง(อำเภอตงอวิ๋นตั้งอยู่ที่เมืองน่านจิง)พบว่าทั้งกลุ่มข้าราชบริพารและกลุ่มพ่อค้าที่ลักลอบค้าขายโลหะซึ่งเป็นสินค้าควบคุมล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปถึงค่ายโจรหลงจั้นทั้งสิ้นกระหม่อมยังได้ข่าวสำคัญเพิ่มมาว่าเหล่ยอ้าวฉีเริ่มมีความเคลื่อนไหวแปลกๆพวกมันทยอยแบ่งกลุ่มกำลังกว่าพันคนเดินทางออกจากค่ายโจรหลงจั้นอย่างลับๆเป้าหมายคือเมืองต้าจงพะยะค่ะ”
“อืมข้าจะช่วยจับตามองให้อีกแรงและแจ้งเสด็จพ่อให้ทรงทราบความคืบหน้าเองท่านผู้ตรวจการหวงโปรดวางใจ”บุรุษหนุ่มกล่าวพลางชำเลืองสายตาไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็วคำรบหนึ่งพลันบังเกิดสายลมเคลื่อนไหววูบองครักษ์เงาผู้หนึ่งผละจากไปดำเนินเรื่องตามสัญญาณที่ได้รับอย่างเงียบกริบ
“พะยะค่ะงั้นกระหม่อมขอฝากหลักฐานที่ตรวจสอบและรวบรวมมาได้ไปถวายฝ่าบาทด้วยพร้อมกันเลยนะพะยะค่ะ”หวงเผยหมิงกล่าวจบพลันวาดมือออกมาเบื้องหน้าแหวนมิติระดับสูงวงหนึ่งปรากฏอยู่บนฝ่ามือเขายื่นส่งให้บุรุษหนุ่มข้างกายด้วยท่าทางนอบน้อม
“คดีนี้มีบุคคลผู้ทรงอำนาจเกี่ยวข้องอยู่ด้วยดังนั้นพวกเราคงต้องลงมือให้รอบคอบที่สุด มิให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”บุรุษหนุ่มเอ่ยเปรยขึ้น
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะเช่นนั้นกระหม่อมขอตัวกลับไปที่อำเภอตงอวิ๋นก่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบุกปราบค่ายโจรชั่วร้ายแห่งนั้นหากคำสั่งลงมาถึงจะได้ไม่มีข้อผิดพลาด” หวงเผยหมิงกล่าวพลางเตรียมตัวอำลาชั่วขณะที่ตวัดสายตากวาดผ่านเบื้องล่างกำแพงเมืองอีกครั้งพลันสะดุดตาเข้ากับเงาร่างเล็กๆ ร่างหนึ่ง
“เอ๊ะ”
“มีอะไรรึท่านหวง”
“หึนั่น ว่าที่ศิษย์น้องของพระองค์พะยะค่ะ” กล่าวจบก็ไม่พูดมากอันใดอีกทะยานร่างจากไปอย่างรวดเร็วปานลมกรด
องค์รัชทายาทตวัดสายตามองเบื้องล่างกำแพงเมืองตามหวงเผยหมิงด้วยความสนใจ
เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราดวงหน้ารูปไข่ตากลมโตเป็นประกายราวดวงดาวพราวระยิบ พวงแก้มสีชมพูระเรื่อผิวพรรณขาวผ่องอมชมพูอิ่มน้ำราวหยกเนื้อดี แต่งกายด้วยชุดรัดกุมสีดำบนไหล่มีสัตว์อสูรตัวน้อยเกาะอยู่ข้างละตน อีกทั้งยังเดินทางเพียงลำพังคนเดียวเป็นที่สะดุดสายตาของผู้คนโดยรอบไม่น้อย
จะเป็นใครไปได้หากมิใช่หยางเถาอวี้
นางดึงดูดสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนโดยเฉพาะเหล่าบุรุษไม่ว่าหนุ่มหรือแก่
หยางเถาอวี้เพิ่งผ่านงานฉลองวันเกิดอายุครบสิบสองปีบริบูรณ์ไปเมื่อสองวันก่อนอันที่จริงยังถือว่าเด็กนักหากแต่รูปโฉมที่ฉายแววว่าโตขึ้นคงเป็นสาวงามล่มเมืองกลับแผ่รัศมีออกมาอย่างมิอาจปิดกั้นได้แม้แต่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดงดงามเกินนาง
ด้านหน้าของเด็กสาวเป็นสามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่ง
ด้านหลังของนางเป็นครอบครัวตายายที่พาหลานสองคนเดินทางมาด้วยกันเด็กชายหนึ่งหญิงหนึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน อายุราวสามสี่ขวบปีเห็นจะได้กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตามประสาเด็ก
ถัดออกไปคงเป็นกลุ่มพ่อค้าต่างเมืองเพราะมีขบวนเกวียนเทียมม้าเข้าแถวเรียงกันอยู่สี่ห้าคัน บนเกวียนบรรทุกสินค้ามาจนเต็มคันรถทุกคันเสียงผู้คุมขบวนพูดคุยกันจ้อกแจ้กจอแจ
“นี่แม่หนู เจ้าเดินทางคนเดียวหรือ”สองตายายที่เข้าแถวอยู่ด้านหลังของหยางเถาอวี้ชวนคุยขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้เมื่อเห็นข้างกายของนางไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยสักคน
“เจ้าค่ะท่านตาท่านยาย”หยางเถาอวี้ส่งยิ้มเป็นมิตรให้คนทั้งสองอย่างน่ารัก
“เก่งจริงๆตัวเท่านี้” หญิงชราเอ่ยชม
“นั่นเป็นหลานของท่านตาท่านยายหรือเจ้าคะ”เด็กสาวชี้ไปทางเด็กชายหญิงสองคนที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนานไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก
“อ้อฮ่าๆ เอ่อ นั่นบุตรฝาแฝดของพวกเราเอง” หญิงชราเอ่ยตอบด้วยท่วงท่าเขินอายอย่างยิ่ง
“คือเป็นลูกหลงน่ะ” ฝ่ายชายชราก็ยกนิ้วขึ้นเกาข้างแก้มด้วยท่าทางเก้อเขินไม่แพ้กัน
“โอ้วพวกท่านทั้งสองเก่งยิ่งนัก” เด็กสาวได้ยินจึงรีบยกนิ้วโป้งชูให้“น่ารักทั้งคู่เลยเจ้าค่ะ”
“อือพวกข้าอายุปูนนี้เพิ่งจะมีลูกกันอาคุนกับเข่อเอ๋อจึงเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเราเลยเชียว” ชายชรากล่าว
“อ้อข้าลืมแนะนำตัวไป ข้าชื่อโจวซื่อ ส่วนภรรยาข้าชื่อไช่เสี่ยนะ แล้วเจ้าล่ะนังหนู”
“ข้าชื่อหยางเถาอวี้เรียกข้าว่าอวี้เอ๋อเถอะเจ้าค่ะท่านตาโจวซื่อ ท่านยายไช่เสี่ย”
“อวี้เอ๋อชื่อก็เพราะ หน้าตาก็งดงามน่ารักจริงเชียว”
“ท่านตาท่านยายก็ยังดูอ่อนเยาว์แข็งแรงมากเลยนะเจ้าคะเด็กๆ ก็น่ารักราวตุ๊กตาเลยเจ้าค่ะ”
คำชมของเด็กสาวเล่นเอาสองตายายยิ้มแก้มแทบปริลำพังที่ชมพวกตนนั้นไม่เท่าไหร่ แต่พอได้ยินคำชมลูกๆ ทั้งสองต่างยิ้มจนตาหยีปลาบปลื้มใจยิ่ง ‘ว่าแต่ ชมว่าพวกตนดูอ่อนเยาว์ แต่เรียกท่านตาท่านยายออกจะขัดแย้งกันมากไปหน่อยหรือไม่ แต่ก็ช่างเถอะๆ’สองตายายแอบคิดตรงกันอย่างไม่รู้ตัว
ระหว่างที่ทุกคนกำลังสนทนาแก้เบื่อรอเข้าเมืองห่างออกไปมีรถเทียมม้าอสูรคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาด้วยความเร็วที่ไม่ถือว่ามากหรือน้อยขบวนรถพร้อมผู้คุ้มกันแล่นตีโค้งเพื่อเข้าไปต่อแถวท้ายขบวนคนรอเข้าเมือง
“ฮี๊....”ทันใดนั้นเอง เสียงม้าอสูรตัวหนึ่งร้องคำรามขึ้นอย่างกะทันหันมันยกสองเท้าหน้าขึ้นตะกุยไปมากลางอากาศอยู่ชั่วอึดใจจากนั้นจึงตั้งท่าออกวิ่งตะบึงไปอย่างที่สารถีไม่อาจควบคุมได้ด้วยอาการตื่นตระหนกทำให้รูปขบวนสูญเสียการควบคุมม้าอสูรอีกตัวหนึ่งถูกลากจูงให้ออกวิ่งตามไปด้วยเพราะถูกผูกติดกันกับส่วนหัวของเกวียนอย่างช่วยไม่ได้
เหล่าผู้คุ้มกันสีหน้าตื่นตระหนกพยายามเข้าควบคุมม้าอสูรทั้งสองตัวอย่างสุดความสามารถ แต่ก็มิอาจแก้ไขสิ่งใดได้ในระยะเวลากระชั้นชิดเช่นนี้
โชคร้ายทิศทางที่ม้าอสูรนั้นวิ่งตะบึงมากลับเป็นทิศทางของพวกหยางเถาอวี้และเบื้องหน้ามีเด็กแฝดอาคุนกับเข่อเอ๋อกำลังวิ่งเล่นกันอยู่
กลุ่มองครักษ์เงาบนกำแพงเมืองได้รับสัญญาณเข้าช่วยเหลือทันทีทว่ากลับช้าไปก้าวหนึ่ง
ที่เบื้องล่างใต้กำแพงเมืองท่ามกลางหมู่ผู้คนที่กำลังตื่นตระหนก
‘โอ๊ยเจ็บๆๆ ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย’ หยางเถาอวี้ได้ยินเสียงร้องของม้าอสูรตนนั้นนางเหลือบไปมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเห็นขบวนรถเทียมม้าอสูรกำลังวิ่งตะบึงเข้ามาด้วยความเร็วสูง เด็กสาวไม่รอช้าพุ่งร่างเข้าดึงรั้งเด็กทั้งสองส่งไปให้สองตายายอย่างว่องไวชนิดที่คนทั่วไปมองตามแทบไม่ทันก่อนจะส่งเสียงประหลาดร้องออกมา
‘หยุดก่อนเจ้าหยุดฝีเท้าก่อน’ เด็กสาวตะโกนบอกม้าอสูรทั้งสองตัวและไม่รอช้าทะยานร่างเข้าไปหาขบวนรถเทียมม้าทันที เงาร่างแบบบางร่อนลงขี่เจ้าม้าอสูรที่ส่งเสียงร้อยโหยหวนนางคว้าบังเหียนของม้าอสูรทั้งสองตัวไว้พร้อมกับดึงรั้งขึ้นสุดแรงกระทั่งพวกมันทั้งสองชลอฝีเท้าลงจึงปล่อยบังเหียนของม้าอสูรตัวที่ถูกลากจูงมาปากก็พูดพึมพำเบาๆข้างหูม้าอสูรตัวที่ส่งเสียงร้องโหยหวนเพื่อปลอบประโลมมิให้มันหวาดกลัวพลางลูบแผงคอของมันด้วยความอ่อนโยน
จนกระทั่งพวกมันทั้งสองตัวหยุดฝีเท้าลงได้ที่ระยะห่างจากกลุ่มผู้คนราวสามหมี่เป็นที่หวาดเสียวของผู้คนที่กำลังมองมาด้วยท่าทีลุ้นระทึกยิ่งนัก
‘เจ้าเจ็บที่ตรงไหนบอกข้ามา’
‘ข้าข้าเจ็บที่ก้นมากๆ เลยขอรับ’
‘เด็กดีไม่ต้องกลัว อยู่นิ่งๆ นะ ข้าจะดูให้’หยางเถาอวี้ลงจากหลังม้าอสูรและเดินไปดูที่บั้นท้ายของมันภายใต้สายตาสงสัยสังเกตุของพวกผู้คุ้มกันบริเวณนั้นมีเข็มเงินเล่มเล็กๆ ปักอยู่สองเล่มจริงๆ นางดึงเข็มทั้งสองเล่มออกปลายเข็มทั้งสองเป็นสีดำ ที่แท้ยังมียาพิษเคลือบอยู่อีกด้วย
ผู้คุ้มกันขบวนคนหนึ่งชักม้าตามเข้ามาดูหยางเถาอวี้จึงส่งเข็มเล่มหนึ่งให้ผู้คุ้มกันที่ดูท่าจะเป็นหัวหน้าขบวนผู้นั้น
“มีคนร้ายจัดขบวนคุ้มกันคุณหนูเร็วเข้า!”หัวหน้าผู้คุ้มกันรับเข็มมาดูพร้อมกับร้องบอกออกมาเสียงดังฟังชัดเหล่าผู้คุ้มกันที่เหลือจึงชักม้าเคลื่อนเข้ามาล้อมรถเทียมม้าคันนั้นเอาไว้อย่างรวดเร็วเวลานี้รอบด้านรายล้อมไปด้วยองครักษ์เงาซึ่งแฝงตัวอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หยางเถาอวี้ตรวจสอบเข็มพิษอีกเล่มที่ตนเก็บไว้นางยกมันขึ้นมาดมดู เพียงไม่นานก็ส่งเสียงกระซิบคุยกับม้าอสูรตนนั้นอีกครั้งเบาๆ
‘เจ้ามีอาการปวดอย่างแรงที่ก้นหัวใจเต้นแรง เวลานี้เริ่มมึนงงและหายใจไม่ค่อยออกใช่หรือไม่’ เด็กสาวดมๆ ดูได้กลิ่นพิษงูผสมอยู่ในตัวยาที่เคลือบเข็มพิษไว้
‘ใช่ขอรับข้าเวียนหัวไปหมดแล้ว รู้สึกราวกับใกล้จะขาดใจ’
เด็กสาวได้ยินดังนั้นจึงล้วงยาแก้พิษครอบจักรวาลที่ปรุงเก็บไว้ออกมาเม็ดหนึ่งและป้อนเข้าปากของมันเวลานี้อยู่ท่ามกลางผู้คน จะให้ปรุงยาสำหรับแก้พิษตัวนี้โดยเฉพาะเห็นจะไม่สะดวกจำต้องลงทุนเกินความจำเป็นไปสักหน่อย ทว่าเมื่อเทียบกับชีวิตๆหนึ่งแล้วจะนับเป็นอะไรไปได้
ยาแก้พิษครอบจักรวาลเม็ดนี้ปรุงขึ้นจากสมุนไพรล้ำค่าที่เก็บมาได้จากสวนสมุนไพรของซือคงจ่วนอี๋และเป็นสูตรยาที่จุ้ยเหม่ยถ่ายทอดให้แก่นางโดยเฉพาะหากนำออกขาย รับรองว่าคงมีมูลค่าไม่น้อยกว่าหมื่นตำลึงทองมันสามารถแก้พิษร้ายได้เป็นพันๆ ชนิด อีกทั้งสรรพคุณของมันยังล้ำเลิศควรเมืองหลังจากกินเข้าไป พิษร้ายเกือบทั่วทั้งแผ่นดินย่อมไม่อาจทำอันตรายได้อีก
‘ถือว่าเจ้าโชคดีถูกรางวัลที่หนึ่งก็แล้วกันนะเพื่อนยากต่อไปก็แทบไม่ต้องกลัวว่าจะถูกพิษอีกแล้ว’หยางเถาอวี้ตบแผงคอของม้าอสูรผู้ประสบโชคดีในคราวเคราะห์เบาๆ เฮ่อ ว่าก็ว่าเถอะรู้อย่างนี้ปรุงยาแก้พิษงูอสูรเก็บไว้บ้างก็ดี เสียดายนิดหน่อยหากไม่นับว่าได้ช่วยเหลือชีวิตๆ หนึ่งเอาไว้เรื่องราวเช่นนี้ใช่เข้าทำนองขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือไม่
เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายผ่านพ้นไปไม่มีวี่แววว่าผู้หวังร้ายจะโผล่หน้าออกมาสร้างความปั่นป่วนอีก แน่นอนว่าพวกมันคงแค่หวังผลสร้างความปั่นป่วนและรู้อยู่เต็มอกว่าหลังก่อเหตุจะต้องมีองครักษ์เงาติดตามเข้ามาอารักขาบุคคลสำคัญบนรถม้าเต็มไปหมดแล้ว
บนกำแพงสูงบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มเฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเบื้องล่าง
“หึพวกมันคงต้องการสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับราชวงศ์ล่ะสินะหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับพวกชาวบ้านคงต้องมีคนออกมาโวยวายและเปิดโปงฐานะของนางแน่นอน” บุรุษหนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆกับเงาที่รายล้อมอยู่พร้อมกำชับสั่งความ “ไปสืบมาให้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของใคร”จากนั้นจึงชำเลืองมองไปยังเด็กสาวในชุดรัดกุมสีดำเบื้องล่างอีกครั้ง
“ว่าที่ศิษย์น้องหรือน่าสนใจไม่เบาจริงๆ” เขากล่าวจบจึงหมุนตัวเดินจากไป
เวลานี้ที่รถม้า
เด็กสาวใบหน้างดงามหมดจดอายุราวสิบห้าสิบหกปีผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า“เกิดอะไรขึ้นหรือท่านซวี”
“ไม่มีอะไรแล้วขอรับคุณหนูโปรดหลบเข้าไปก่อนเถอะขอรับ”หัวหน้าผู้คุ้มกันที่ถูกเรียกว่าท่านซวีกล่าวตอบพร้อมกำชับทว่าดูเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะเด็กสาวผู้ถูกเรียกว่าคุณหนูผู้นั้นกำลังเดินลงมาจากรถม้าพร้อมสาวใช้คนหนึ่งทันทีที่ได้รับคำยืนยันว่าสถานการณ์อันตรายผ่านพ้นไปแล้ว
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่มีอะไรแล้วเช่นนั้นก็ไม่เป็นไรแล้วหละ” ท่าทีของนางยังคงหลงเหลือความตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อยเมื่อครู่ที่อยู่ในรถม้าขณะเกิดเหตุตัวนางแทบร่วงหล่นลงจากเบาะนั่งภายในรถอยู่รอมร่อหากมิได้ไช่อี๋มือไวช่วยฉุดรั้งนางไว้ ก้นของนางคงระบมไปหมดแน่
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ท่านซวี”คุณหนูผู้นั้นเอ่ยถาม ท่านซวีจึงอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าวๆ
เมื่อได้ฟังความทั้งหมดจนครบถ้วนคุณหนูผู้นั้นจึงหันมาทางหยางเถาอวี้นางจ้องมองเด็กสาวที่ตัวเล็กกว่าด้วยสีหน้าออกทึ่ง ดูๆไปอายุอานามของเด็กหญิงตรงหน้าคงน้อยกว่านางหลายปี น่าอัศจรรย์จริงๆว่าเด็กหญิงตัวเล็กแค่นี้กลับมีฝีมือถึงเพียงนี้
“คุณหนูน้อยขอบคุณที่เจ้าช่วยพวกเราเอาไว้ ไม่ทราบว่าคุณหนูน้อยมีนามว่าอะไรหรือ”คุณหนูเอ่ยถามด้วยมารยาทงดงามอ่อนช้อย
“ข้าชื่อหยางเถาอวี้เจ้าค่ะ”เด็กสาวกล่าวตอบพร้อมรำพึงในใจเมื่อได้เห็นรูปโฉมเด็กสาวที่จัดได้ว่าเป็นผู้มีความงดงามเป็นอันดับต้นๆในหมู่หญิงสาวเท่าที่นางเคยเห็นมาทั้งจากโลกนี้และโลกก่อนอย่างเต็มตา‘อันที่จริงฉากช่วยหญิงงามแบบนี้มันสมควรจะต้องมีบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดคลุมสีขาวสะอาดหมดจดเหาะเหินลงมาโอบรับหญิงงามเอาไว้ในอ้อมอกมิใช่หรือเหตุใดกลายเป็นเด็กช่วยเด็กหนอ’
“อ้อเป็นชื่อที่ไพเราะนัก เจ้าเรียกข้าว่าชิงเยวี่ยนะ”ชิงเยวี่ยเอ่ยแนะนำตนเองด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรยิ่ง
ขณะที่กำลังจะสนทนากันต่อไปพลันมีเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่หน้าประตูเมืองกลุ่มหนึ่งรีบรุดวิ่งเข้ามาเพื่อควบคุมเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งสงบลง(เหตุใดเจ้าหน้าที่ในนิยายโลกไหนๆ จึงเหมือนกันไปหมดชอบปรากฏตัวขึ้นหลังเหตุการณ์คลี่คลาย)
“หลีกทางหน่อยๆ”หัวหน้านายทหารรักษาการณ์ประจำประตูเมืองต้าจงเร่งรุดเดินเข้ามาพร้อมทหารอีกราวสิบนาย
“เจ้าเป็นหัวหน้าทหารรักษาการณ์ที่นี่หรือ”ท่านซวีสาวเท้าเดินเข้ามากางกั้นระหว่างเด็กสาวทั้งสองกับเหล่าทหารรักษาเมืองอย่างรวดเร็วพร้อมยื่นป้ายๆหนึ่งออกไปแสดงต่อหัวหน้านายทหารรักษาการณ์และชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
หัวหน้านายทหารรักษาการณ์ผู้นั้นนับว่าตาไวยิ่งเพียงมองเห็นป้ายประจำตัวของท่านซวีปราดเดียวก็มีสีหน้าซีดเผือดเขารีบประสานสองมือพร้อมโค้งตัวลง ทว่าก่อนที่จะได้พูดอะไรออกมาท่านซวีพลันเอ่ยขัดขึ้นทันที
“คุณหนูของเรากำลังจะเร่งเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปยังสถานศึกษาชิงหลงเยี่ยนโปรดอำนวยความสะดวกด้วย”...