เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 29 ฝึกฝน ‘กายามังกรคชสาร’

    มันคือหมาป่าแดงตัวเขื่องสูงเกือบหนึ่งจ้างที่ยืนสบตากับเย่หยางร่างของมันปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีแดงเพลิง ดวงตาทั้งคู่มีใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นมันทะยานเข้ามาหาเย่หยางพร้อมปากอ้ากว้าง ฟันขาวสาดประกายแสงเย็นเยียบ 

            เย่หยางแอบกรีดร้องในใจ ‘นี่มันอะไรกัน!’วัวในชาติก่อนยังตัวไม่ใหญ่เท่านี้เลย

            หลังจากค้นหาในความทรงจำของเจ้าของร่างเก่าพบว่าหมาป่าตรงหน้าเขาก็คือ –หมาป่าเพลิงแดง สัตว์อสูรระดับแรก มันเคลื่อนไหวว่องไวประดุจสายลมกรงเล็บกับฟันแหลมคมมาก สามารถฉีกทะลุเกราะหนังธรรมดาได้อย่างง่ายดาย

            ตอนที่เย่หยางออกมา เขาเองก็อยากจะหาซื้อเกราะเบาทว่าถึงจะเป็นแค่เกราะเบาก็ทำให้เย่หยางรู้สึกว่าความคล่องตัวลดลงมากฉะนั้นแทบไม่ต้องกล่าวถึงเกราะธรรมดาเลย

            เนื่องจากการป้องกันของเกราะเบาไม่ค่อยดี เขาจึงสวมเสื้อคลุมสีดำที่เขามักจะสวมใส่ทับไว้อีกที

            สิ่งที่เย่หยางไม่รู้ก็คือผู้ฝึกยุทธ์มักจะล่ากันเป็นกลุ่มโดยแบ่งหน้าที่แตกต่างกันไปหน้าที่หลักของผู้ที่สวมเกราะหนักคือต้องคอยหยุดยั้งสัตว์อสูรสร้างโอกาสให้กับสหายคนอื่นๆ 

            คนผู้นั้นจะต้องมีความสามารถในการป้องกันและความแข็งแกร่งที่สูงมากไม่เช่นนั้นทั้งกลุ่มจะตกอยู่ในอันตราย

            แม้ว่าเย่หยางจะมีพลังรบที่น่าทึ่งแต่เขาก็ยังเป็นมือใหม่ไร้ประสบการณ์ในการล่าสัตว์อสูร

            เมื่อหมาป่าเพลิงแดงเห็นว่าการโจมตีไร้ผลมันจึงวางอุ้งเท้าหน้าลงบนพื้น ประจันหน้าพุ่งกระโจนเข้าใส่เย่หยางด้วยความเร็วที่สูงขึ้น 

            เย่หยางหรี่ตาลง เขาไม่ได้หลบอีกต่อไปพลันแทงหอกสวนกลับไปที่กรงเล็บของหมาป่าเพลิงแดงน่าแปลกที่เมื่อกรงเล็บกับคมหอกปะทะกัน บังเกิดเป็นประกายไฟระเบิดออกพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นราวกับโลหะกระแทกกัน

            พอกรงเล็บของหมาป่าเพลิงแดงถูกสกัด มันก็ปากอ้ากว้างพุ่งเข้าไปงับเย่หยาง

            ก่อนการโจมตีจะมาถึง เขาก็ได้กลิ่นเหม็นของเนื้อเน่าพุ่งเข้าปะทะใบหน้าเต็มๆ 

            เขาถอยหลังหนึ่งก้าวจากนั้นก็เตะเข้าใส่ตาซ้ายของหมาป่าเพลิงแดง การเตะนี้ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อจนหมาป่าเพลิงแดงที่มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งพันจินกระเด็นไปไกลกว่าสามจ้าง หมุนตีลังกาสองครั้งกลางอากาศและกระแทกลงพื้นอย่างแรง

            ผ่านไปครู่หนึ่งมันลุกขึ้นมาอีกครั้งโลหิตสีแดงสดจำนวนมากไหลออกจากดวงตาของหมาป่าเพลิงแดง แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่มันก็มิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับจะปลุกเร้าสัญชาตญาณอันดุร้ายของสัตว์ป่ามันกู่ร้องคำราม พร้อมกระโจนเข้าใส่เย่หยาง

            เย่หยางใช้สองมือจับหอก แล้วแทงสวนกลับไปทันที

            ‘โพละ!’

            หอกเหล็กสีดำพุ่งเข้าใส่หัวของหมาป่าเพลิงแดงศีรษะของมันก็แตกกระจายราวกับลูกแตงโมระเบิด โลหิตสีแดงสาดกระเซ็นร่วงหล่นพื้น

            เป็นความบังเอิญก็ว่าได้ ขณะที่หัวมันระเบิดเย่หยางก็ได้ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ไม่เช่นนั้นโลหิตคงพุ่งกระจายชโลมร่างของเขาแล้ว

            “โชคร้ายจริงๆสัตว์อสูรตัวแรกที่เจอดันเป็นสุนัขบ้าซะงั้น ไม่ได้ช่วยให้เราฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' แต่อย่างใดทว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แค่ต้องกลับภายในสามเดือน อย่าให้กำหนดเวลาลงทะเบียนของสำนักศึกษาล่าช้าออกไปเด็ดขาด”เย่หยางตรวจสอบร่างกายของหมาป่าเพลิงแดงแต่ก็ไม่พบแกนสัตว์อสูรที่ผู้คนเล่าขานกัน

            เย่หยางนำอาหารแห้งติดตัวมาไม่มากนักคาดว่าอยู่ได้อีกไม่กี่วันคงจะต้องล่าสัตว์เลี้ยงชีพซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดประสงค์ที่เขามาฝึกฝน

            เขาไม่แน่ใจว่าไม่มีแกนสัตว์อสูรตั้งแต่แรกหรือเขาเป็นคนทำลายมันกันแน่ เย่หยางหยิบมีดหั่นกระดูกออกมาจากแหวนมิติตัดขาทั้งสี่ข้างแล้วเก็บใส่ไปในแหวน

            ยามนี้เขายืนอยู่หน้าศพของหมาป่าเพลิงแดง ใช้ ‘เคล็ดสังหารเทพ’อย่างเงียบๆ ขณะเคล็ดสังหารเทพกำลังทำงานอยู่ เย่หยางค้นพบว่ามีหมอกค่อยๆปรากฏออกมาจากศพของหมาป่าเมื่อมองอย่างพินิจจะพบว่าภายในหมอกมีหมาป่าตัวน้อยคำรามอยู่

            เย่หยางรู้ว่านี่คือการดูดซับวิญญาณที่กล่าวไว้ใน'เคล็ดสังหารเทพ'เมื่อใดที่เขาดูดซับจิตวิญญาณของหมาป่าเพลิงแดงเขาจะบรรลุกลายเป็นนักรบทันที 

            เมื่อคิดว่าตนเองจะได้ยกระดับกลายเป็นนักรบเย่หยางก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่พอไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตัดสินใจเลื่อนการยกระดับไปก่อน

            หลังจากบุกเข้าป่านานกว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดเย่หยางก็พบกับเหยื่อที่เหมาะสม เขาพบวัวเกราะคลั่งในทุ่งหญ้าโล่ง

            วัวตัวสูงใหญ่ ทั่วร่างถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดเหมือนอสรพิษเปล่งประกายแสงเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน 

            วัวเกราะคลั่งเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งทว่ามันมีความแข็งแกร่งและการป้องกันอันน่าทึ่งแม้แต่สัตว์อสูรระดับสองก็ยังไม่อยากยั่วยุมันเรียกว่าเป็นราชาของสัตว์อสูรระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ 

            เมื่อเห็นวัวเกราะคลั่งเย่หยางก็ร้องตะโกนด้วยความดีใจเขาเก็บหอกไว้ในแหวนมิติ จากนั้นก็วิ่งเข้าไปหาวัวเกราะคลั่งทันที

            วัวเกราะคลั่งเป็นสัตว์กินพืชแต่อุปนิสัยของมันกลับดุร้ายเสียยิ่งกว่าสัตว์กินเนื้อ มันหวงแหนอาณาเขตช่วงหลายปีที่ผ่านมามีสัตว์อสูรเพียงไม่กี่ตัวที่กล้ามาเหยียบอาณาเขตของมัน

            ยามนี้วัวเกราะคลั่งเห็นเด็กหนุ่มตัวเล็กๆวิ่งเข้ามาหาอย่างไม่เกรงกลัว มันก็โกรธขึ้นมาทันที รีบพุ่งตะบึงเข้าไปหาเย่หยาง

            ขณะวัวเกราะคลั่งกำลังวิ่งอยู่นั้นพื้นดินก็สั่นสะเทือนร่างสองร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กไม่มีฝั่งไหนชะลอช้าลง พุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วราวอุกกาบาต

            ‘ตูม!’

            เกิดเสียงดังสนั่น ทั้งฝุ่นดินและใบหญ้าปลิวว่อนไปทั่ว

            เย่หยางถูกกระแทกออกไปเจ็ดแปดจ้างกว่าจะทรงตัวได้เขายื่นมือออกไปปาดโลหิตออกจากมุมปาก ลูบแขนที่เจ็บชาเล็กน้อยแต่แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

            วัวเกราะคลั่งก็บาดเจ็บเช่นกันมันถูกเย่หยางต่อยเข้าที่ศีรษะทำให้รู้สึกวิงเวียน ใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว

            เย่หยางไม่รอให้วัวเกราะคลั่งโจมตีเขาเลือกที่จะโจมตีวัวเกราะคลั่งก่อนอย่างรุนแรง

            เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใกล้วัวเกราะคลั่งก็ไม่ยอมบาดเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว มันจึงใช้เขาขวิด เท้าถีบสะบัดหางที่เหมือนกับแซ่เหล็กฟาดเข้าใส่เย่หยางอย่างไม่ยั้ง 

            ผ่านไปได้ประมาณครึ่งก้านธูปเย่หยางถูกวัวเกราะคลั่งโจมตีเข้าใส่ร่างนับครั้งไม่ถ้วนทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลเขาคำรามพร้อมใช้เคล็ดก้าววายุวิ่งทะยานไปสุดกำลัง 

            วัวเกราะคลั่งวิ่งไล่ล่าเขาไปไกลกว่าสิบลี้ด้วยความโกรธแค้นก่อนที่จะยอมแพ้ไป ใช่ว่ามันอยากจะยอมแพ้ แต่ความเร็วไม่ใช่จุดแข็งของมันมันจึงต้องกลับมายังอาณาเขตตนเองด้วยความโกรธ

            ส่วนเย่หยางก็วิ่งจนมาพบแอ่งน้ำเขาลงไปล้างเนื้อล้างตัว บาดแผลจำนวนมากยังคงมีโลหิตไหลซึมออกมา เมื่อสัมผัสกับน้ำเย่หยางก็ทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดจากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งออกไป

            เขานั่งขัดสมาธิแล้วโคจร 'กายามังกรคชสาร'ทำให้บาดแผลบนร่างกายของเขาหายอย่างช้าๆ เกิดเป็นสะเก็ดค่อยๆหลุดออกจากร่าง จนในที่สุดก็ไม่มีร่องรอยบาดแผลอีก 

            เย่หยางค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูผิวเรียบเนียนบนร่างกายที่เปล่งปลั่งบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีจนอดยิ้มออกมาไม่ได้

            เมื่อฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' ไม่เพียงจะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นแต่ยังช่วยรักษาบาดแผลที่อยู่บนร่างได้อีกด้วย

            เพียงแต่วิธีฝึกของเคล็ดวิชานี้เหมือนกับการหาเรื่องเจ็บตัวผู้ฝึกฝนต้องได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องจากแรงภายนอกขณะเดียวกันร่างกายของเขาจะดูดซับความเสียหายเพื่อค่อยๆ สร้างความก้าวหน้า

            ปัจจุบันความแข็งแกร่งของเย่หยางอยู่ที่สามพันสองร้อยจินซึ่งเข้าเงื่อนไขในการฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' กว่าจะบรรลุร่างสัมฤทธิ์ไม่รู้ว่าเขาจะต้องทนต่อการโจมตีให้บาดเจ็บอีกสักอีกครั้งกี่หน

            เขาใช้เวลาในการฝึกฝนกว่าสามชั่วยามจนฟ้ามืดเย่หยางรีบหาสถานที่กางกระโจมหลับนอน โปรยอุจจาระสัตว์อสูรระดับสูงไว้รอบๆพร้อมหยดยาไล่มดแมลงไว้บนกระโจม

            หลังจากเสร็จสิ้นเขาก็หยิบหม้อออกมาทำความสะอาดขาหมาป่าเพลิงแดง พอเสร็จก็หย่อนลงใส่หม้อเติมส่วนผสมปรุงรสอย่างระมัดระวังแล้วเริ่มทำอาหาร 

            หลังจากนั้นไม่นาน กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยแตะจมูกเย่หยางหยิบชามตะเกียบออกมากินอย่างมีความสุขไม่นานนักเนื้อส่วนขาเกือบยี่สิบจินของหมาป่าเพลิงแดงก็เข้าไปอยู่ในท้องของเย่หยางเป็นที่เรียบร้อย 

            เมื่อกินอาหารเสร็จสิ้นเขาก็ตรงเข้ากระโจมนั่งขัดสมาธิย่อยอาหารนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดใจกินเนื้อสัตว์อสูรการได้กินเนื้อสัตว์อสูรในโรงเตี๊ยมมันทำให้เขาติดใจจริงๆ

            หลังจากย่อยเนื้อหมาป่าเพลิงแดงเสร็จเรียบร้อยเย่หยางก็พบว่านอกจากรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ยังพบว่าร่างกายของเขาเบาขึ้นมากอีกด้วย

            เขาเหยียดมือชกลมสองสามครั้งแม้จะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนแต่ก็พบว่ามันเร็วกว่าตอนกลางวันเล็กน้อย 

            เย่หยางแอบดีใจ คิดในใจว่าในขณะที่ตนกินเนื้อสัตว์อสูรความสามารถประเภทใดจะพัฒนาขึ้น ซึ่งมันทำให้เขานึกถึงวัวเกราะคลั่งตัวเขื่องจนเผลอน้ำลายไหลย้อยออกมาอย่างไม่รู้ตัว

            ไม่กี่วันต่อมาลึกเข้าไปในหุบเขาการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับวัวเกราะคลั่งยังคงดำเนินต่อไปเสียงวัวคำรามดังอย่างต่อเนื่อง วิหคบินกระเจิงด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งคราวสัตว์ป่าหลบหนีไปทั่วทุกสารทิศ

            ในวันที่เจ็ด เย่หยางจับเขายักษ์คู่ของวัวเกราะคลั่งด้วยมือทั้งสองข้างร้องตะโกนเสียงดัง พร้อมเหวี่ยงร่างของมันกระแทกไปทั่วทุกทิศทาง

            ยามนี้วัวเกราะคลั่งไม่มีทีท่าดุร้ายอีกต่อไปมันเชื่องไม่ต่างจากวัวในฟาร์ม มองเย่หยางด้วยน้ำตาคลอเบ้า

            เมื่อสองวันก่อนวัวเกราะคลั่งยังคงได้เปรียบทว่ายิ่งวันเวลาผ่านไป มนุษย์ตัวเล็กๆ ตรงหน้ากลับทรงพลังขึ้นอย่างน่าประหลาดสุดท้ายมันก็ถูกทำร้ายจนอยู่ในสภาพสะบักสะบอม 

            มันพยายามหนีหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จพยายามจะหนีทีไรก็จะถูกทุบตีอย่างรุนแรง จนวัวเกราะคลั่งอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตาคิดว่าตนเองกำลังยั่วยุผู้ใดอยู่กันแน่

            เย่หยางมองดูมือตนเองด้วยความพึงพอใจยามนี้มือของเขามีสีสัมฤทธิ์อ่อนๆ เต็มไปด้วยพลังที่ระเบิดออกมา

            เขาเอื้อมมือออกไปตบวัวเกราะคลั่งพลางปลอบ "อย่าเศร้าไปเลยยามนี้ 'กายามังกรคชสาร' ของข้าถึงระดับสัมฤทธิ์แล้วเจ้ามีส่วนช่วยได้มาก ถือเป็นการชดเชย ข้าจะไม่กินเนื้อเจ้าแล้วกัน”

            ไม่ว่าวัวเกราะคลั่งจะเข้าใจหรือไม่เย่หยางก็หันหลังกลับออกจากทุ่งหญ้า เดินลึกเข้าไปในป่าต่อไป

            “สมกับเป็นวิชาระดับโลกขั้นสูงแม้ข้าเพิ่งจะบรรลุระดับเริ่มต้น ทว่าความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นนั้นก็ดำเนินแผนสองกันเถอะ”


     

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน