มันคือหมาป่าแดงตัวเขื่องสูงเกือบหนึ่งจ้างที่ยืนสบตากับเย่หยางร่างของมันปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีแดงเพลิง ดวงตาทั้งคู่มีใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นมันทะยานเข้ามาหาเย่หยางพร้อมปากอ้ากว้าง ฟันขาวสาดประกายแสงเย็นเยียบ
เย่หยางแอบกรีดร้องในใจ ‘นี่มันอะไรกัน!’วัวในชาติก่อนยังตัวไม่ใหญ่เท่านี้เลย
หลังจากค้นหาในความทรงจำของเจ้าของร่างเก่าพบว่าหมาป่าตรงหน้าเขาก็คือ –หมาป่าเพลิงแดง สัตว์อสูรระดับแรก มันเคลื่อนไหวว่องไวประดุจสายลมกรงเล็บกับฟันแหลมคมมาก สามารถฉีกทะลุเกราะหนังธรรมดาได้อย่างง่ายดาย
ตอนที่เย่หยางออกมา เขาเองก็อยากจะหาซื้อเกราะเบาทว่าถึงจะเป็นแค่เกราะเบาก็ทำให้เย่หยางรู้สึกว่าความคล่องตัวลดลงมากฉะนั้นแทบไม่ต้องกล่าวถึงเกราะธรรมดาเลย
เนื่องจากการป้องกันของเกราะเบาไม่ค่อยดี เขาจึงสวมเสื้อคลุมสีดำที่เขามักจะสวมใส่ทับไว้อีกที
สิ่งที่เย่หยางไม่รู้ก็คือผู้ฝึกยุทธ์มักจะล่ากันเป็นกลุ่มโดยแบ่งหน้าที่แตกต่างกันไปหน้าที่หลักของผู้ที่สวมเกราะหนักคือต้องคอยหยุดยั้งสัตว์อสูรสร้างโอกาสให้กับสหายคนอื่นๆ
คนผู้นั้นจะต้องมีความสามารถในการป้องกันและความแข็งแกร่งที่สูงมากไม่เช่นนั้นทั้งกลุ่มจะตกอยู่ในอันตราย
แม้ว่าเย่หยางจะมีพลังรบที่น่าทึ่งแต่เขาก็ยังเป็นมือใหม่ไร้ประสบการณ์ในการล่าสัตว์อสูร
เมื่อหมาป่าเพลิงแดงเห็นว่าการโจมตีไร้ผลมันจึงวางอุ้งเท้าหน้าลงบนพื้น ประจันหน้าพุ่งกระโจนเข้าใส่เย่หยางด้วยความเร็วที่สูงขึ้น
เย่หยางหรี่ตาลง เขาไม่ได้หลบอีกต่อไปพลันแทงหอกสวนกลับไปที่กรงเล็บของหมาป่าเพลิงแดงน่าแปลกที่เมื่อกรงเล็บกับคมหอกปะทะกัน บังเกิดเป็นประกายไฟระเบิดออกพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นราวกับโลหะกระแทกกัน
พอกรงเล็บของหมาป่าเพลิงแดงถูกสกัด มันก็ปากอ้ากว้างพุ่งเข้าไปงับเย่หยาง
ก่อนการโจมตีจะมาถึง เขาก็ได้กลิ่นเหม็นของเนื้อเน่าพุ่งเข้าปะทะใบหน้าเต็มๆ
เขาถอยหลังหนึ่งก้าวจากนั้นก็เตะเข้าใส่ตาซ้ายของหมาป่าเพลิงแดง การเตะนี้ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อจนหมาป่าเพลิงแดงที่มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งพันจินกระเด็นไปไกลกว่าสามจ้าง หมุนตีลังกาสองครั้งกลางอากาศและกระแทกลงพื้นอย่างแรง
ผ่านไปครู่หนึ่งมันลุกขึ้นมาอีกครั้งโลหิตสีแดงสดจำนวนมากไหลออกจากดวงตาของหมาป่าเพลิงแดง แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่มันก็มิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับจะปลุกเร้าสัญชาตญาณอันดุร้ายของสัตว์ป่ามันกู่ร้องคำราม พร้อมกระโจนเข้าใส่เย่หยาง
เย่หยางใช้สองมือจับหอก แล้วแทงสวนกลับไปทันที
‘โพละ!’
หอกเหล็กสีดำพุ่งเข้าใส่หัวของหมาป่าเพลิงแดงศีรษะของมันก็แตกกระจายราวกับลูกแตงโมระเบิด โลหิตสีแดงสาดกระเซ็นร่วงหล่นพื้น
เป็นความบังเอิญก็ว่าได้ ขณะที่หัวมันระเบิดเย่หยางก็ได้ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ไม่เช่นนั้นโลหิตคงพุ่งกระจายชโลมร่างของเขาแล้ว
“โชคร้ายจริงๆสัตว์อสูรตัวแรกที่เจอดันเป็นสุนัขบ้าซะงั้น ไม่ได้ช่วยให้เราฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' แต่อย่างใดทว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แค่ต้องกลับภายในสามเดือน อย่าให้กำหนดเวลาลงทะเบียนของสำนักศึกษาล่าช้าออกไปเด็ดขาด”เย่หยางตรวจสอบร่างกายของหมาป่าเพลิงแดงแต่ก็ไม่พบแกนสัตว์อสูรที่ผู้คนเล่าขานกัน
เย่หยางนำอาหารแห้งติดตัวมาไม่มากนักคาดว่าอยู่ได้อีกไม่กี่วันคงจะต้องล่าสัตว์เลี้ยงชีพซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดประสงค์ที่เขามาฝึกฝน
เขาไม่แน่ใจว่าไม่มีแกนสัตว์อสูรตั้งแต่แรกหรือเขาเป็นคนทำลายมันกันแน่ เย่หยางหยิบมีดหั่นกระดูกออกมาจากแหวนมิติตัดขาทั้งสี่ข้างแล้วเก็บใส่ไปในแหวน
ยามนี้เขายืนอยู่หน้าศพของหมาป่าเพลิงแดง ใช้ ‘เคล็ดสังหารเทพ’อย่างเงียบๆ ขณะเคล็ดสังหารเทพกำลังทำงานอยู่ เย่หยางค้นพบว่ามีหมอกค่อยๆปรากฏออกมาจากศพของหมาป่าเมื่อมองอย่างพินิจจะพบว่าภายในหมอกมีหมาป่าตัวน้อยคำรามอยู่
เย่หยางรู้ว่านี่คือการดูดซับวิญญาณที่กล่าวไว้ใน'เคล็ดสังหารเทพ'เมื่อใดที่เขาดูดซับจิตวิญญาณของหมาป่าเพลิงแดงเขาจะบรรลุกลายเป็นนักรบทันที
เมื่อคิดว่าตนเองจะได้ยกระดับกลายเป็นนักรบเย่หยางก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่พอไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตัดสินใจเลื่อนการยกระดับไปก่อน
หลังจากบุกเข้าป่านานกว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดเย่หยางก็พบกับเหยื่อที่เหมาะสม เขาพบวัวเกราะคลั่งในทุ่งหญ้าโล่ง
วัวตัวสูงใหญ่ ทั่วร่างถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดเหมือนอสรพิษเปล่งประกายแสงเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน
วัวเกราะคลั่งเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งทว่ามันมีความแข็งแกร่งและการป้องกันอันน่าทึ่งแม้แต่สัตว์อสูรระดับสองก็ยังไม่อยากยั่วยุมันเรียกว่าเป็นราชาของสัตว์อสูรระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้
เมื่อเห็นวัวเกราะคลั่งเย่หยางก็ร้องตะโกนด้วยความดีใจเขาเก็บหอกไว้ในแหวนมิติ จากนั้นก็วิ่งเข้าไปหาวัวเกราะคลั่งทันที
วัวเกราะคลั่งเป็นสัตว์กินพืชแต่อุปนิสัยของมันกลับดุร้ายเสียยิ่งกว่าสัตว์กินเนื้อ มันหวงแหนอาณาเขตช่วงหลายปีที่ผ่านมามีสัตว์อสูรเพียงไม่กี่ตัวที่กล้ามาเหยียบอาณาเขตของมัน
ยามนี้วัวเกราะคลั่งเห็นเด็กหนุ่มตัวเล็กๆวิ่งเข้ามาหาอย่างไม่เกรงกลัว มันก็โกรธขึ้นมาทันที รีบพุ่งตะบึงเข้าไปหาเย่หยาง
ขณะวัวเกราะคลั่งกำลังวิ่งอยู่นั้นพื้นดินก็สั่นสะเทือนร่างสองร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กไม่มีฝั่งไหนชะลอช้าลง พุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วราวอุกกาบาต
‘ตูม!’
เกิดเสียงดังสนั่น ทั้งฝุ่นดินและใบหญ้าปลิวว่อนไปทั่ว
เย่หยางถูกกระแทกออกไปเจ็ดแปดจ้างกว่าจะทรงตัวได้เขายื่นมือออกไปปาดโลหิตออกจากมุมปาก ลูบแขนที่เจ็บชาเล็กน้อยแต่แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
วัวเกราะคลั่งก็บาดเจ็บเช่นกันมันถูกเย่หยางต่อยเข้าที่ศีรษะทำให้รู้สึกวิงเวียน ใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว
เย่หยางไม่รอให้วัวเกราะคลั่งโจมตีเขาเลือกที่จะโจมตีวัวเกราะคลั่งก่อนอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใกล้วัวเกราะคลั่งก็ไม่ยอมบาดเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว มันจึงใช้เขาขวิด เท้าถีบสะบัดหางที่เหมือนกับแซ่เหล็กฟาดเข้าใส่เย่หยางอย่างไม่ยั้ง
ผ่านไปได้ประมาณครึ่งก้านธูปเย่หยางถูกวัวเกราะคลั่งโจมตีเข้าใส่ร่างนับครั้งไม่ถ้วนทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลเขาคำรามพร้อมใช้เคล็ดก้าววายุวิ่งทะยานไปสุดกำลัง
วัวเกราะคลั่งวิ่งไล่ล่าเขาไปไกลกว่าสิบลี้ด้วยความโกรธแค้นก่อนที่จะยอมแพ้ไป ใช่ว่ามันอยากจะยอมแพ้ แต่ความเร็วไม่ใช่จุดแข็งของมันมันจึงต้องกลับมายังอาณาเขตตนเองด้วยความโกรธ
ส่วนเย่หยางก็วิ่งจนมาพบแอ่งน้ำเขาลงไปล้างเนื้อล้างตัว บาดแผลจำนวนมากยังคงมีโลหิตไหลซึมออกมา เมื่อสัมผัสกับน้ำเย่หยางก็ทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดจากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งออกไป
เขานั่งขัดสมาธิแล้วโคจร 'กายามังกรคชสาร'ทำให้บาดแผลบนร่างกายของเขาหายอย่างช้าๆ เกิดเป็นสะเก็ดค่อยๆหลุดออกจากร่าง จนในที่สุดก็ไม่มีร่องรอยบาดแผลอีก
เย่หยางค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูผิวเรียบเนียนบนร่างกายที่เปล่งปลั่งบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีจนอดยิ้มออกมาไม่ได้
เมื่อฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' ไม่เพียงจะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นแต่ยังช่วยรักษาบาดแผลที่อยู่บนร่างได้อีกด้วย
เพียงแต่วิธีฝึกของเคล็ดวิชานี้เหมือนกับการหาเรื่องเจ็บตัวผู้ฝึกฝนต้องได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องจากแรงภายนอกขณะเดียวกันร่างกายของเขาจะดูดซับความเสียหายเพื่อค่อยๆ สร้างความก้าวหน้า
ปัจจุบันความแข็งแกร่งของเย่หยางอยู่ที่สามพันสองร้อยจินซึ่งเข้าเงื่อนไขในการฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' กว่าจะบรรลุร่างสัมฤทธิ์ไม่รู้ว่าเขาจะต้องทนต่อการโจมตีให้บาดเจ็บอีกสักอีกครั้งกี่หน
เขาใช้เวลาในการฝึกฝนกว่าสามชั่วยามจนฟ้ามืดเย่หยางรีบหาสถานที่กางกระโจมหลับนอน โปรยอุจจาระสัตว์อสูรระดับสูงไว้รอบๆพร้อมหยดยาไล่มดแมลงไว้บนกระโจม
หลังจากเสร็จสิ้นเขาก็หยิบหม้อออกมาทำความสะอาดขาหมาป่าเพลิงแดง พอเสร็จก็หย่อนลงใส่หม้อเติมส่วนผสมปรุงรสอย่างระมัดระวังแล้วเริ่มทำอาหาร
หลังจากนั้นไม่นาน กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยแตะจมูกเย่หยางหยิบชามตะเกียบออกมากินอย่างมีความสุขไม่นานนักเนื้อส่วนขาเกือบยี่สิบจินของหมาป่าเพลิงแดงก็เข้าไปอยู่ในท้องของเย่หยางเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อกินอาหารเสร็จสิ้นเขาก็ตรงเข้ากระโจมนั่งขัดสมาธิย่อยอาหารนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดใจกินเนื้อสัตว์อสูรการได้กินเนื้อสัตว์อสูรในโรงเตี๊ยมมันทำให้เขาติดใจจริงๆ
หลังจากย่อยเนื้อหมาป่าเพลิงแดงเสร็จเรียบร้อยเย่หยางก็พบว่านอกจากรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ยังพบว่าร่างกายของเขาเบาขึ้นมากอีกด้วย
เขาเหยียดมือชกลมสองสามครั้งแม้จะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนแต่ก็พบว่ามันเร็วกว่าตอนกลางวันเล็กน้อย
เย่หยางแอบดีใจ คิดในใจว่าในขณะที่ตนกินเนื้อสัตว์อสูรความสามารถประเภทใดจะพัฒนาขึ้น ซึ่งมันทำให้เขานึกถึงวัวเกราะคลั่งตัวเขื่องจนเผลอน้ำลายไหลย้อยออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ไม่กี่วันต่อมาลึกเข้าไปในหุบเขาการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับวัวเกราะคลั่งยังคงดำเนินต่อไปเสียงวัวคำรามดังอย่างต่อเนื่อง วิหคบินกระเจิงด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งคราวสัตว์ป่าหลบหนีไปทั่วทุกสารทิศ
ในวันที่เจ็ด เย่หยางจับเขายักษ์คู่ของวัวเกราะคลั่งด้วยมือทั้งสองข้างร้องตะโกนเสียงดัง พร้อมเหวี่ยงร่างของมันกระแทกไปทั่วทุกทิศทาง
ยามนี้วัวเกราะคลั่งไม่มีทีท่าดุร้ายอีกต่อไปมันเชื่องไม่ต่างจากวัวในฟาร์ม มองเย่หยางด้วยน้ำตาคลอเบ้า
เมื่อสองวันก่อนวัวเกราะคลั่งยังคงได้เปรียบทว่ายิ่งวันเวลาผ่านไป มนุษย์ตัวเล็กๆ ตรงหน้ากลับทรงพลังขึ้นอย่างน่าประหลาดสุดท้ายมันก็ถูกทำร้ายจนอยู่ในสภาพสะบักสะบอม
มันพยายามหนีหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จพยายามจะหนีทีไรก็จะถูกทุบตีอย่างรุนแรง จนวัวเกราะคลั่งอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตาคิดว่าตนเองกำลังยั่วยุผู้ใดอยู่กันแน่
เย่หยางมองดูมือตนเองด้วยความพึงพอใจยามนี้มือของเขามีสีสัมฤทธิ์อ่อนๆ เต็มไปด้วยพลังที่ระเบิดออกมา
เขาเอื้อมมือออกไปตบวัวเกราะคลั่งพลางปลอบ "อย่าเศร้าไปเลยยามนี้ 'กายามังกรคชสาร' ของข้าถึงระดับสัมฤทธิ์แล้วเจ้ามีส่วนช่วยได้มาก ถือเป็นการชดเชย ข้าจะไม่กินเนื้อเจ้าแล้วกัน”
ไม่ว่าวัวเกราะคลั่งจะเข้าใจหรือไม่เย่หยางก็หันหลังกลับออกจากทุ่งหญ้า เดินลึกเข้าไปในป่าต่อไป
“สมกับเป็นวิชาระดับโลกขั้นสูงแม้ข้าเพิ่งจะบรรลุระดับเริ่มต้น ทว่าความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นนั้นก็ดำเนินแผนสองกันเถอะ”