“พลังของกระบี่ของนาง...ไม่ด้อยไม่กว่าข้าเลย!!"แม้ว่าเฟิงหยาง จะเป็นอันดับที่สองของลูกศิษย์ภายในสถาบันเทพราชัน แต่ว่าเขาคือมือกระบี่อันดับที่หนึ่งของลูกศิษย์ภายในสถาบันเทพราชันแห่งนี้ และยังเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งด้านกระบี่ของทวีปกิเลนทองคำหรือทวีปกลางแห่งนี้ แม้เขาจะรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอัจฉริยะ ด้านกระบี่อันดับหนึ่งของทวีปปราณฟ้าที่สามารถบรรลุแก่นแท้แห่งกระบี่ตั้งแต่ระดับห้าขั้นสูง แต่ว่าเขาก็สามารถบรรลุแก่นแท้แห่งกระบี่ตั้งแต่ระดับห้าขั้นสูงได้เช่น แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายกลับสามารถผลักเขาได้เพียงอาศัยแก่นแท้แห่งกระบี่และพลังลมปราณเท่านั้น
“เว่ยเว่ย เจ้าห้ามมายุ่งเด็ดขาด ข้าจะจัดการนางเอง” เมื่อเฟิงหยางโดนดูถูกกลับมา จึงเกิดความรู้สึกที่ยอมไม่ได้ เขาต้องการจะปะทะกับนางเพียงคนเดียว ด้วยศักดิ์ศรีแห่งอัจฉริยะด้านกระบี่ของสถาบันเทพราชันจึงไม่อาจยอมได้ ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นมือกระบี่เช่นเดียวกัน เขาก็จะใช้กระบี่ในมือเอาชนะอีกฝ่าย
“ได้!” เว่ยเว่ยแม้จะรู้สึกไม่พอใจที่อีกฝ่ายกล่าวว่าจะชนะนางและเฟิงหยางพร้อมกัน แต่ก็ยอมสหายจัดการตามความต้องการของตนเอง
เฟิงหยางโคจรลมปราณเพลิงผนึกลงไปยังกระบี่พุ่งตัวเข้าหาเซี่ยชิงเอ๋อร์
เพลงกระบี่เถ้าธุลี กระบวนท่าที่หนึ่ง ผนึกกระบี่ธุลีเพลิงผลาญ
ลมปราณเพลิงของเฟิงหยางไม่ได้เป็นเปลวเพลิงที่พวยพุ่งออกมาเหมือนกับเปลวเพลิงทั่วไป แต่ว่าเมื่อเขาโคจรลมปราณผนึกลงไปในกระบี่ ที่ตัวของกระบี่จะกลายเป็นสีส้มราวกับว่าตัวกระบี่ได้รับความร้อนอย่างมหาศาล เมื่อไหร่ก็ตามที่กระบี่ของเขาฟาดฟันถูกสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลีจากความร้อนมหาศาล นั่นก็เพราะว่าลมปราณของเขาก็คือปราณธุลีเพลิง หนึ่งในปราณโบราณอันเป็นลมปราณประจำตระกูล เฟิง ตระกูลระดับมหาตระกูลของทวีปใต้หรือทวีปไร้พิรุณ
ด้วยของเซี่ยชิงเอ๋อร์จ้องมองกระบี่ของเฟิงหยางอย่างไม่หวาดกลัว โคจรลมปราณวายุของตนเอง
เพลงกระบี่สิบวายุ กระบวนท่าที่หนึ่ง สิบกระบี่วายุ
เมื่อเห็นว่าเฟิงหยางพุ่งตัวเข้ามาใกล้ เซี่ยชิงเอ๋อร์ได้สร้างกระบี่สายลมขึ้นมาสิบกระบี่ข้างหลังนาง เพลงกระบี่ที่สมบูรณ์ของสำนักสิบกระบี่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะอีกครั้ง นางลองส่งเพียงหนึ่งกระบี่เข้าปะทะกับเฟิงหยาง กระบี่ที่นางสร้างขึ้นไม่ได้มีเพียงแก่นแท้แห่งกระบี่เท่านั้น แต่ยังมีแก่นแท้แห่งสายลมประสานไว้อีกด้วย หลังจากที่นางได้เคล็ดวิชาสิบกระบี่ที่แท้จริงมาจากสุสานเทพกระบี่ นางจึงรู้ว่าหากอยากให้เคล็ดวิชาสิบกระบี่สมบูรณ์อย่าแท้จริง นางจะต้องบรรลุแก่นแท้แห่งสายลมให้ได้ หลังจากที่ออกมาจากสุสานนางจึงเลือกที่จะเน้นจากฝึกไปที่ปราณธาตุลม
กระบี่สีขาวที่สร้างจากวายุและกระบี่ในมือของเฟิงหยางที่มีสีส้มจากความร้อนได้ปะทะกัน เพียงพริบตากระบี่วายุก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี แม้ว่ากระบี่วายุของเซี่ยชิงเอ๋อร์จะประสานแก่นแท้แห่งกระบี่และแก่นแท้แห่งสายลมเข้าด้วยกัน แต่ว่าภายในกระบี่ของเฟิงหยางมีแก่นแท้ถึงสองอย่างที่ถูกประสานไว้ภายในคือแก่นแท้แห่งกระบี่และแก่นแท้แห่งธุลี
แม้ว่าจะมีการประสานกันแท้ที่เท่าเทียมกันแต่ว่า สิ่งที่เฟิงหยางมีเหนือกว่าคือลมปราณจากพลังสายเลือด จึงทำให้ปราณเถ้าธุลีเหนือกว่าปราณวายุธรรมดา แม้ว่าจะสามารถทำลายกระบี่วายุลงไปได้อย่างง่ายดาย แต่ว่ากระบี่วายุที่ถูกทำลายลงไปกลับไปปรากฏที่หลังของเซี่ยชิงเอ๋อร์อีกครั้ง กระบี่วายุที่อยู่ด้านหลังของเซี่ยชิงเอ๋อร์ยังคงเป็นสิบกระบี่วายุเช่นเดิม
คราวนี้เซี่ยชิงเอ๋อร์ส่งกระบี่วายุทั้งสิบเล่มเข้าโจมตีเฟิงหยางพร้อมๆ กัน ตัวของเฟิงหยางเองเมื่อเห็นว่ากระบี่วายุสิบเล่มพุ่งเข้ามาหาตนเอง เขาได้ใช้ท่าเท้าของตนหลบหลีกและฟาดฟันทำลายกระบี่วายุที่เข้ามาใกล้ตน แต่ว่าเมื่อเขาสามารถทำลายกระบี่วายุลงได้หนึ่งเล่ม กระบี่วายุก็จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่หนึ่งเล่ม หากเขาทำลายได้สองเล่มก็จะมีกระบี่วายุถูกสร้างขึ้นมาใหม่สองเล่ม ไม่ว่าอย่างไรก็ตามกระบี่วายุจะคงจำนวนสิบเล่มเสมอ ไม่ว่าจะถูกทำลายลงเท่าไหร่ก็จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่
หากเป็นก่อนที่เซี่ยชิงเอ๋อร์จะบรรลุแก่นแท้แห่งสายลม กระบี่ที่ถูกทำลายลงไปย่อมต้องลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือกระบี่วายุแม้แต่เล่มเดียวนางถึงจะสามารถรวบรวมพลังและสร้างใหม่ได้ แต่ว่าหลังจากที่นางบรรลุกันแท้แห่งสายลม นางก็สามารถประสานลมปราณของตัวเองเข้ากับสายลมเพื่อสร้างกระบี่ขึ้นมาใหม่ได้โดยทันที
“น่ารำคาญชะมัด” เฟิงหยางที่เห็นว่ากระบี่วายุจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะถูกทำลายลงไปเท่าไหร่ก็ตาม ก็เร่งลมปราณเถ้าธุลีของตนเอง
เพลงกระบี่เถ้าธุลี กระบวนท่าที่สอง ธุลีกลืนสรรพสิ่ง
ตัวกระบี่สีส้มของเฟิงหยางได้ปลดปล่อยฝุ่นผงที่ถูกสร้างจากปราณเพลิงเถ้าธุลี ฝุ่นผงที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นคือเถ้าธุลีที่เกิดจากการเผาไหม้ เถ้าธุลีพวกนั้นยังคงมีความร้อนมหาศาลซ่อนอยู่ภายใน เฟิงหยางฟาดฟันกระบี่ของตนเองส่งเถ้าธุลี กระจายไปรอบๆ กระบี่วายุทั้งสิบที่โดนเถ้าธุลีพวกนั้นค่อยๆ ถูกเผาไหม้จนสลายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่ถูกทำลายไปเท่านั้นแต่ว่าเถ้าธุลีพวกนั้นกลับกระจายอยู่ภายในอากาศ จนเซี่ยชิงเอ๋อร์ไม่สามารถที่จะรวมสายลมมาสร้างเป็นกระบี่วายุได้อีก
“เพลงกระบี่วายุของเจ้าแม้จะแข็งแกร่งแต่ก็ทำได้เพียงแค่นี้” เฟิงหยางกล่าว เขายอมรับว่าอีกฝ่ายมีเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่ง สามารถบรรลุแก่นแท้แห่งกระบี่ได้แต่น่าเสียดายที่เพลงกระบี่ของเขาเหนือกว่า
“ข้าเข้าใจความแข็งแกร่งของเจ้าแล้ว” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว
“หากเข้าใจความแข็งแกร่งของข้าแล้วก็จงยอมแพ้ซะ” เฟิงหยางกล่าวด้วยความลำพองใจ ในเมื่ออีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายรู้ว่าตนเองอ่อนแอกว่า
“ตัวเจ้ามีความแข็งแกร่งที่พลังสายเลือด ไม่ใช่ที่วิถีแห่งกระบี่” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว คำกล่าวนั้นทำให้เฟิงหยางรู้สึกโมโหยิ่งนัก แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้อะไรไปผู้ที่กล่าวออกไปกลับเป็นเว่ยเว่ย
“ทั้งๆ ที่กระบี่วายุของเจ้าถูกทำลายลงโดยสมบูรณ์แท้ๆ แต่กล่าวราวกับว่ากระบี่ของเจ้าเหนือกว่าเฟิงหยาง น่าขันยิ่ง” เว่ยเว่ยที่ได้ยินคำพูดของเซี่ยชิงเอ๋อร์แย่งเฟิงหยางพูด และนางยังคงกล่าวต่อไปว่า “แม้เจ้าจะได้ชื่อว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งด้านกระบี่ของทวีปลมปราณฟ้าแต่ว่า…..”
แต่ก่อนที่เว่ยเว่ยจะได้กล่าวอะไรต่อไป ภายในจุดอับสายตาที่ไม่ได้มีใครสังเกตเห็น ด้านหลังของเว่ยเว่ย เฟิงหยาง และ อวี้จาง ที่พื้นเวทีด้านหลังของทั้งสามได้ปรากฏรอยร้าวขึ้นจากนั้นได้มีรากไม้ที่ถูกบีบอัดจนราวกับว่าเป็นหอกไม้พุ่งขึ้นมาเข้าโจมตี
ปราณพฤกษาพิสุทธิ์ หอกพฤกษาล่าสังหาร
หอกพฤกษาโจมตีโดยที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว แต่ว่าเฟิงหยางที่กำลังอยู่ในสภาวะตื่นตัวจากการต่อสู้ใช้กระบี่ฟาดฟัน หอกพฤกษาที่กำลังลอบโจมตีเขาอย่างง่ายดาย หอกพฤกษาถูกกระบี่ที่แฝงไว้ด้วยปราณเพลิงเถ้าธุลีฟาดฟันจนกลายเป็นฝุ่นผงอย่างง่ายดาย
หอกพฤกษาที่โจมตีไปยังอวี้จาง ก็ไม่สามารถโจมตีโดนร่างกายของเขาได้ บนร่างกายของอวี้จางได้มีลมปราณสีดำออกมาปกป้องร่างกายของเขา ออกพฤกษาโจมตีเข้าสู่ลมปราณสีดำนั้นและถูกกลืนกินเข้าไป
“อ็อค … หอกไม้นี้.อะ.” ผู้ที่ไม่สามารถป้องกันการลอบโจมตีของหอกพฤกษาได้ก็คือเว่ยเว่ยที่กำลังประมาท หอกพฤกษาที่พุ่งออกมาจากพื้นดิน สามารถแทงไปยังร่างของเว่ยเว่ยจนนางบาดเจ็บสาหัส และสามารถส่งนางออกจากลานประลองได้ทันที อันดับที่สามของสถาบันเทพราชันถูกลอบโจมตีจนไม่อาจแสดงฝีมือของตนเองออกมาได้ ถูกส่งออกลานประลองโดยที่ยังไม่ได้แสดงฝีมือแม้แต่น้อย
“เจ้า!!! กล้าใช้วิธีต่ำช้าอย่างการลอบโจมตีงั้นหรือ!” เฟิงหยางตวาดออกมาพร้อมกับมองไปยังเสวี่ยหานเอ๋อร์ แม้ว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์จะอยู่ในอันดับที่หกสิบของร้อยมังกรทะยาน ที่โดยปกติแล้วเฟิงหยางย่อมไม่เสียเวลามาจดจำ แต่ว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์ คือผู้ที่ครอบครองร่างพฤกษาพิสุทธิ์ ร่างกายในตำนานที่ของธาตุพฤกษาที่หาได้ยากยิ่ง เขาจึงรู้จักอีกฝ่ายเพราะว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์เป็นที่ต้องการของหลากหลายสำนัก
..
อัฒจันทร์ส่องนภา
“นั่นมันลอบโจมตี! นางไร้ศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้เชียว” ลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันที่ดูการประลองอยู่กล่าวออกมาอย่างมีน้ำโห ไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งคนแต่หลายคนก็แสดงความเห็นไปในทางเดียวกัน
“นางคือใครกัน ไร้ยางอายยิ่ง”
“ช่างเป็นการกระทำที่น่าอับอาย ไม่สมกับเป็นจอมยุทธ์เลยสักนิด”
“เสวี่ยหานเอ๋อร์ ผู้ครอบครองลมปราณพฤกษาพิสุทธิ์ แถมยังเป็นลูกศิษย์ของปราชญ์แพทย์ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกศิษย์ของปราชญ์ที่มีคุณธรรมสูงส่ง อย่างปราชญ์แพทย์ จะทำการลอบโจมตีคนอย่างไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้”
เสียงมากมายของลูกศิษย์สถาบันเทพราชันที่อยู่ในอัฒจันทร์ส่องนภาแห่งนี้ ส่วนมากจะเห็นไปในทางเดียวกัน
..
“วิธีต่ำช้าหรือเจ้าคะ?? ไม่ใช่ว่าการประลองนี้ทำขึ้นเพื่อการเตรียมพร้อมเข้าสู่แดนเทพรกร้างหรือเจ้าคะ? นั่นหมายความว่าพวกเราอาจจะต้องต่อสู้กับศัตรูโดยเดิมพันด้วยชีวิต หากเจอคนที่แข็งแกร่งจากแดนจันทราโลหิต จำเป็นจะต้องมานั่งห่วงศักดิ์ศรีแล้วต่อสู้กันอย่างตรงไปตรงมาด้วยหรือเจ้าคะ?” เสวี่ยหานเอ๋อร์ถามกลับไป หากเป็นการประลองปกติการลอบโจมตีย่อมอาจถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้ศักดิ์ศรี แต่ว่าทางสถาบันเทพราชันก็บอกเองว่าการประลองนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคัดผู้ที่มีความพร้อมเข้าสู่แดนเทพรกร้าง เพื่อต่อสู้กับแดนจันทราโลหิต นางไม่เห็นว่าการลอบโจมตีศัตรูจะเป็นการกระทำที่ไร้ศักดิ์ศรี เพราะหากเลือกต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาแต่พ่ายแพ้ก็จะมีเพียงความตายที่รออยู่เท่านั้น
"นั่นมัน….” คำถามที่ถามกลับมาของเสวี่ยหานเอ๋อร์นั้น ทำให้เฟิงหยางที่กำลังเดือดดาลอยู่ไม่อาจหาคำตอบได้ นั่นก็เพราะว่าเรื่องที่นางถามกลับมาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง..การต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าการลอบโจมตีถือเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด และปลอดภัยกับชีวิตของตนเองมากที่สุด
สถาบันเทพราชันที่มักให้ความสำคัญกับความแข่งขันของลูกศิษย์ภายใน ทำให้พวกเขาเกิดความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีบางอย่างที่ไม่จำเป็น มักต่อสู้กันผ่านลานประลองอย่างตรงไปตรงมา หากผู้ใดก็ตามที่เล่นตุกติกภายในการประลองย่อมต้องถูกสังคมภายในสถาบันเทพราชันประณาม แต่คำพูดของเสวี่ยหานเอ๋อร์ทำให้เฟิงหยางและลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันทั้งหลายต่างรู้ตัวว่า นี่ไม่ใช่การประลองเพื่อแย่งชิงอันดับของลูกศิษย์ภายในสถาบันแห่งนี้ ไม่ใช่การประลองเพื่อแสดงความสามารถ แต่เป็นการประลองเพื่อหาคนที่พร้อมเพื่อเข้าสู่แดนเทพรกร้าง ที่ภายในจะมีการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิต
“หากคิดว่าการกระทำของข้าไร้ศักดิ์ศรี ข้าก็ช่วยไม่ได้นะเจ้าค่ะ แต่ว่าหากท่านยังคิดแบบนี้อยู่แล้วเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง ท่านคือผู้ที่จะถูกฆ่าตายอย่างง่ายดายไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว ทั้งๆ ที่นางเป็นสตรีตัวเล็กๆ แต่กลับสามารถกล่าววาจาที่ทำให้ คนอื่นไม่กล้าเถียงออกมา
จงหมิ่นที่เห็นการกระทำและคำพูดของเสวี่ยหานเอ๋อร์ มองไปที่นางอย่างแปลกใจ ตอนที่เสวี่ยหานเอ๋อร์อยู่ภายในเทือกเขาหมื่นอสูรตอนนั้นยังเป็นเพียงแค่เด็กสาวที่ขี้แย ร้องไห้เมื่อมีผู้ที่ยอมรับนางและร้องไห้เมื่อสามารถช่วยชีวิตเขาได้ แต่ตอนนี้สตรีร่างเล็กตรงหน้า กลับดูยิ่งใหญ่และมั่นคงยิ่งนัก อาจเป็นเพราะว่านางมีอาจารย์เป็นถึงปราชญ์สองคนที่นิสัยต่างกัน ปราชญ์แพทย์ที่มีจิตใจดีช่วยเหลือผู้คนไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม และ ปราชญ์พิษที่เลือกช่วยเหลือคนที่สมควรจะช่วย และสังหารคนที่สมควรสังหาร ปราชญ์พิษได้สอนวิธีคิดและวิถีการใช้ชีวิตในโลกที่โหดร้ายนี้กับเสวี่ยหานเอ๋อร์
สิ่งที่ปราชญ์พิษสอนแก่นางก็คือ การไม่ยึดถือกับศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นการลอบโจมตี การต่อสู้ด้วยพิษ การหลบหนี การแสดง ทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการรอดชีวิตของเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่มีร่างพฤกษาพิสุทธิ์ ร่างกายที่ถูกเพ่งเล็งด้วยสายตาแห่งความโลภจากคนทั่วโลกแห่งลมปราณ ปราชญ์พิษได้สอนทุกสิ่งทุกอย่างแก่เสวี่ยหานเอ๋อร์ ทำให้นางมีวิธีคิดที่คล้ายคลึงอูหลินเฟิง คือไม่จำเป็นจะต้องใช้การต่อสู้ที่มีศักดิ์ศรีเพื่อชนะอีกฝ่าย แต่จะใช้ทุกวิถีทางที่ตนเองทำได้เพื่อชนะหรือเอาตัวรอด
การกระทำของนางทำให้อวี้จางที่ตอนแรกไม่สนใจการประลองนี้ ยอมลืมตาขึ้นมาแล้วมองตรงไปยังเสวี่ยหานเอ๋อร์ด้วยความสนใจ แต่เขาก็ยังไม่ได้คิดจะลงมือเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าการที่นางลอบโจมตีสหายในกลุ่มของเขา ไม่ได้สร้างความเดือดดาลแก่เขาเลยแม้แต่น้อย สีหน้าของอวี้จางไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด
แต่ผู้ที่ยังเดือดดาลอยู่ย่อมต้องเป็นเฟิงหยาง เมื่อไม่อาจหาทางตอบโต้ด้วยคำพูดได้จึงคิดจะใช้กำลังในการตอบโต้แทน เขาได้โคจรลมปราณของตนเองลงในกระบี่อีกครั้ง ลมปราณเพลิงเถ้าธุลีถูกผนึกลงไปยังกระบี่ฝุ่นผงมากมายโพยพุ่งออกมาจากกระบี่อีกครั้ง
เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่เห็นความเดือดดาลและลมปราณมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาจากอีกฝ่าย ได้หันไปหาเสวี่ยหานเอ๋อร์แล้วกล่าวว่า “ครั้งนี้ข้าขอจัดการเอง”
“ได้เจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ยิ้มตอบ
“เมื่อครู่ข้ายังพูดไม่จบ ความแข็งแกร่งของเจ้ามาจากลมปราณสายเลือด ไม่ใช่ความแข็งแกร่งจากวิถีแห่งกระบี่” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว จากนั้นนางจึงได้ชี้กระบี่ไปยังเฟิงหยาง
“ทั้งๆ ที่ไม่อาจสร้างกระบี่สายลมออกมาได้แท้ๆ แต่กลับยังกล้ากล่าวเช่นนี้อีก ก็ได้...ข้าจะชนะเจ้าด้วยพลังกระบี่ทั้งหมดของข้าภายในกระบี่เดียว” เฟิงหยางกล่าว
เพลงกระบี่เถ้าธุลี กระบวนท่าที่ห้า สรรพสิ่งกลายเป็นธุลี
ฝุ่นผงจำนวนมากค่อยๆ จางหายไป แต่ว่าที่กระบี่ของเฟิงหยางได้บรรจุไว้ด้วยความร้อนอันมหาศาล กระบี่ของเขาจากสีส้มจากความร้อนค่อยๆ กลายเป็นสีดำราวกับถ่านที่ถูกเผาไหม้ แต่ความร้อนที่สัมผัสได้นั้นกลับรุนแรงมากยิ่งขึ้น กระบี่ที่รุนแรงที่สุดถูกใช้ออกมาหากกระบี่นี้ฟาดฟันไปยังทิศทางใดรังสีกระบี่ฟาดฟันผ่านไปจะทำให้ทิศทางที่รังสีกระบี่ผ่านถูกเผาจนเป็นธุลี รังสีกระบี่ถูกฟาดฟันออกมาพุ่งตรงไปยังเซี่ยชิงเอ๋อร์บนเวทีที่รังสีกระบี่นี้ผ่านไป พื้นเวทีต่างถูกทำให้กลายเป็นเถ้าถ่าน
ทว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์กลับมองรังสีกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างเฉยเมย
“ใช้เพียงแค่นี้ก็คงพอ” เซี่ยชิงเอ๋อร์จ้องไปยังกระบี่หยกขาวของตนเอง ใช้เพลงกระบี่สิบวายุที่ไม่สมควรจะสามารถใช้ได้
เพลงกระบี่สิบวายุ กระบวนท่าที่หก ตัดสายลม ประสาน ครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งกระบี่
เซี่ยชิงเอ๋อร์ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดของตนเองออกมา ทำเพียงแค่ประสานครึ่งก้าวแห่งเจตจำนงลงไปภายในกระบี่เท่านั้น ทั้งๆที่เซี่ยชิงเอ๋อร์ไม่อาจรวมพลังของสายลมได้ แต่ว่ากระบี่ของนางกลับเต็มไปด้วยปราณวายุที่ระเบิดพลังออกมา เซี่ยชิงเอ๋อร์ฟาดฟันกระบี่ส่งรังสีกระบี่ของนางออกไปเช่นกัน รังสีกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์สามารถตัดผ่าเวทีประลองออกได้เช่นเดียวกัน
"บ้าน่า!!...ครึ่งเก้าเจตจำนงแห่งกระบี่"เพียงแค่การออกกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ เฟิงหยางก็สามารถรับรู้ถึงพลังที่แฝงเอาไว้ภายในได้ทันที เพราะว่า พลังแบบนี้เป็นความรู้สึกที่เขาเคยสัมผัสได้จากอาจารย์ของเขา ผู้อำนวยการสาขาที่หนึ่ง
เมื่อรังสีกระบี่ทั้งสองปะทะกัน รังสีกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ก็สามารถผ่ารังสีกระบี่ของเฟิงหยางได้อย่างง่ายดาย และรังสีกระบี่นั้นยังคงตรงเข้าหาเฟิงหยาง สิ่งที่เฟิงหยางเห็นราวกับว่ามีเงาของกระบี่เล่มใหญ่กำลังฟาดฟันเข้ามาหาเขา ฟาดฟันกระบี่ในมือของเฟิงหยางจนหักครึ่ง
“ข้า..พะ… แพ้แล้ว” เฟิงหยางกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก สิ่งที่เขาเห็นตอนนี้ราวกับว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์คือเทพกระบี่ รังสีกระบี่เมื่อครู่ราวกับสามารถตัดได้ทุกสิ่ง เหนือเสียยิ่งกว่ารังสีกระบี่ของเขา นี่คือครั้งแรกที่เขารับรู้ว่ากระบี่ที่แท้จริงคือสิ่งใด
“เศษสวะ” ยังไม่ทันที่เฟิงหยางจะได้ทำอะไรต่อไป คลื่นลมปราณสีดำทมิฬโจมตีไปยังซี่โครงของเขาจนเขากระเด็นออกมาจากเวที ถูกส่งออกจากลานประลองไปอีกคน อวี้จางที่เห็นว่าฝ่ายของตนแพ้ไปถึงสองคนได้มองตรงไปยัง จงหมิ่น เซี่ยชิงเอ๋อร์ และ เสวี่ยหานเอ๋อร์
“ข้ายอมรับว่าพวกเจ้ามีความแข็งแกร่งเหนือกว่าที่คิดไว้ แต่ว่าข้าผู้นี้จะจัดการพวกเจ้าทั้งหมดเอง” อวี้จางกล่าว พร้อมกับลมปราณสีทมิฬพวยพุ่งออกมา จากร่างกายแรงกดดันอันมหาศาลกระจายไปทั่วเวที
เพลงกระบี่สิบวายุ กระบวนท่าที่หก ตัดสายลม ประสาน ครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งกระบี่
เซี่ยชิงเอ๋อร์ออกกระบวนท่า ส่งรังสีกระบี่แบบกับที่สามารถชนะเฟิงหยางได้ ส่งตรงไปยังอวี้จางแต่ว่า สิ่งที่อวี้จางทำคือการยกมือขึ้นมารับรังสีกระบี่ของนาง รังสีกระบี่ที่ราวกับว่าจะสามารถตัดได้ทุกสิ่งถูกลมปราณสีดำกลืนกินเข้าไปทั้งหมด ไม่อาจทำอะไรอวี้จางได้แม้แต่น้อย
“ทำได้เพียงเท่านี้งั้นหรือ” อวี้จางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่แววตาของเขากลับดูถูกเซี่ยชิงเอ๋อร์อย่างชัดเจน ราวกับว่าเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งนั้นจะไม่อาจทำอะไรเขาได้เลยแม้แต่น้อย
..
..
จบตอน