หลังจากที่เราเลือกซื้อผ้ากันเสร็จ เหยียนหมิ่นบอกกับฉันว่าเขาอยากได้แท่นฝนหมึกอันใหม่ จึงชวนฉันให้เดินแยกไปที่ร้านขายของโบราณเพื่อช่วยเขาเลือกซื้อของ ส่วนมี่อิงเดินแยกไปซื้อซาลาเปาที่ร้านป้าชุน
ร้านของป้าชุนเป็นร้านเล็กๆ มีโต๊ะเก้าอี้สำหรับให้ลูกค้านั่งพักกินซาลาเปาและดื่มน้ำชา ซึ่งมี่อิงกำลังยืนซื้อซาลาเปาอยู่ที่หน้าร้าน แต่มี่อิงไม่รู้ว่ามีใครอีกคนหนึ่งกำลังยืนมองดูเพื่อเลือกซื้อซาลาเปาอยู่ทางด้านหลัง
มี่อิงรับซาลาเปาจากป้าชุนมาสี่ลูกแล้วหันหลังจะเดินออกจากร้าน ก็ชนเข้าอย่างจังกับชายร่างสูงคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ จนซาลาเปาในมือของมี่อิงตกลงพื้นไปสองลูก มี่อิงจึงเงยหน้ามองชายคนนั้นทันที แต่แทนที่ชายคนนั้นจะกล่าวขอโทษกลับพูดเชิงติติงมี่อิงว่า
หลวนเฉิน : ระวังหน่อยสิ!
มี่อิง : ท่านต่างหากที่ต้องระวัง มายืนติดข้างหลังข้าขนาดนี้ ข้าหันไปก็ชนน่ะสิ! การยืนที่ถูกต้องควรมีช่วงเว้นระยะห่างต่อกัน ไม่ใช่มายืนชิดติดหลังข้า!
หลวนเฉินเห็นหน้ามี่อิงที่มีใบหน้าคล้ายกันกับฉัน ก็ตกใจแต่เพราะมี่อิงยังเป็นเด็กอยู่มาก เขาจึงพูดตัดปัญหาไม่อยากทะเลาะกับเด็กว่าจะซื้อซาลาเปาคืนให้ แต่มี่อิงกลับไม่ยอมรับเอาซาลาเปา แต่เรียกร้องให้หลวงเฉินกล่าวคำขอโทษ
มี่อิง : ข้ามีเงินซื้อซาลาเปากินเองได้ แต่ข้าต้องการคำขอโทษ มิใช่พูดเหมือนว่าข้าเป็นคนซุ่มซ่าม ว่าไงล่ะลุง!! คำขอโทษน่ะพูดเป็นมั้ย?!
หลวนเฉิน : นี่เจ้า! เรียกข้าว่าลุงเชียวรึ?! ข้ายังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย
มี่อิงกับหลวนเฉินโต้เถียงกันอยู่หน้าร้านขายซาลาเปา ซึ่งหลวนเฉินเองก็เริ่มไม่พอใจที่มี่อิงโต้เถียงกลับไร้สัมมาคาราวะ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างยืนมุงดูทั้งสองทะเลาะกัน แล้วสายตาของหลวนเฉินก็เห็นกิ๊บนกยูงที่ดูคุ้นตาติดอยู่บนผมของมี่อิง จึงเอื้อมมือจะไปแตะกิ๊บนกยูงที่ติดอยู่บนผม แต่ถูกมี่อิงปัดมือไม่ให้แตะ พร้อมกล่าวหาหลวนเฉินว่าจะขโมยกิ๊บติดผมของตนอีกด้วย
มี่อิง : อย่าแตะต้องกิ๊บของข้านะ! กล่าวหาว่าข้าซุ่มซ่าม ยังคิดจะขโมยกิ๊บของข้าอีกเรอะ?!
หลวนเฉิน : เจ้าเด็กไร้มารยาท ให้ข้าดูกิ๊บของเจ้าหน่อยไม่ได้รึไง?!!
มี่อิง : ไม่ได้! ข้าไม่ให้ดู!
ในขณะเดียวกันนั้น ฉันกับเหยียนหมิ่นกำลังเลือกดูของในร้านขายของโบราณ ก็ได้ยินเสียงลูกค้าในร้านพูดคุยกันว่า มีเด็กผู้หญิงกำลังทะเลาะกันกับชายวัยกลางคนที่หน้าร้านขายซาลาเปา เหมือนว่าชายวัยกลางคนจะพยายามขโมยกิ๊บติดผมของเด็กสาว
ฉันจึงนึกเอะใจและเป็นห่วงมี่อิงที่บอกว่าจะไปซื้อซาลาเปา จึงชวนเหยียนหมิ่นให้กลับไปดูมี่อิงที่ร้านขายซาลาเปา ก็เห็นมี่อิงกำลังโต้เถียงเอาเรื่องกับชายคนหนึ่ง เหยียนหมิ่นเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้ารีบวิ่งไปหามี่อิงเพื่อปกป้องน้องสาวทันที
เมื่อวิ่งเข้าไปใกล้ๆก็เห็นใบหน้าชัดทันทีว่าชายคนที่กำลังทะเลาะกับมี่อิงคือ หลวนเฉิน เพื่อนคนพิเศษที่ไม่ได้พบเจอกันเลย ตั้งแต่วันที่ฉันย้ายออกจากสำนักเฟยอวี่ และได้ข่าวคราวของหลวนเฉินครั้งสุดท้ายเมื่อปีก่อนจากจิ่นเกอว่า หลวนเฉินไปควบคุมกิจการขนส่งสินค้าระหว่างแคว้นแทนพ่อของเขา และออกเดินทางไปตามเมืองต่างๆเพื่อส่งสินค้า นานๆถึงจะกลับมาที่นี่สักครั้งหนึ่ง
ฉันจึงร้องทักหลวนเฉินด้วยความดีใจ ที่จู่ๆก็เห็นเขาในเมืองนี้ หลวนเฉินหันมามองตามเสียงเรียกแล้วทำหน้าแปลกใจพร้อมกับยิ้มที่เจอกับฉันที่นี่ ส่วนมี่อิงก็ทำหน้าตกใจที่ได้ยินฉันเรียกชื่อหลวนเฉิน คนที่มี่อิงอยากพบอยากเจอมานาน ก็คือชายคนที่ตนกำลังทะเลาะอยู่ด้วยนั่นเอง
มี่อิงยืนหน้าเสียทำสีหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่ากล่าวคำขอโทษหรือจะเอาเรื่องต่อดี ฉันจึงแนะนำหลวนเฉินว่าเด็กทั้งสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือมี่อิงลูกสาวคนเล็ก ส่วนเด็กผู้ชายคือเหยียนหมิ่นลูกชายคนโต หลวนเฉินเมื่อมองหน้าเหยียนหมิ่นตรงๆก็มีสีหน้าตกใจอีกครั้ง เพราะเหยียนหมิ่นมีใบหน้าคล้ายกับหยางเค่อเหลือเกิน
ฉันจึงถามมี่อิงกับหลวนเฉินว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่หลวนเฉินรีบตอบทันทีว่าไม่มีอะไร แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย เพราะเดินชนกันจนซาลาเปาตกพื้น ฉันจึงหันไปดุมี่อิงเล็กน้อยว่า แค่ซาลาเปาตกพื้นไม่เห็นจะต้องเอาเรื่องเอาราวทะเลาะกันใหญ่โตขนาดนี้
หลวนเฉินจึงซื้อซาลาเปาให้มี่อิงสี่ลูก เป็นการชดเชยซาลาเปาที่ตกพื้นไปสองลูก มี่อิงยืนก้มหน้าทำตัวไม่ถูกรีบรับซาลาเปาจากมือหลวนเฉิน แล้วเดินมายืนแอบอยู่ข้างหลังฉัน ไม่รู้ว่าเขิลอายหรือผิดหวังที่เจอกับหลวนเฉินกันแน่
หลวนเฉินบอกกับฉันว่า สามวันนี้เป็นช่วงวันหยุดพักขบวนสินค้าที่เมืองนี้พอดี ต่อจากนั้นจะต้องไปส่งสินค้าที่เมืองอื่นต่อ เขาจึงแวะไปเยี่ยมเยียนจิ่นเกอ ช่างอิ่น กับเฝิ่นลู่ที่ตอนนี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวน อยู่ที่หน่วยสืบสวนของหลี่จวิน
แต่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนฉิงซวงที่ตอนนี้เป็นศรีภรรยาของจิ่นเกอเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านส่วนเลี่ยงซูเขาก็ได้ยินมาว่าตอนนี้เป็นอาจารย์สอนการร่ายรำที่สำนักคีตศิลป์ ฉันจึงชักชวนหลวนเฉินให้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสาวคนด้วยกัน เพราะฉันก็ไม่ได้ไปมาหาสู่เพื่อนสาวสักระยะหนึ่งแล้ว เพราะมัวแต่ยุ่งช่วยงานเหยียนเหล่ยอยู่ในจวน
ฉันพาหลวนเฉินนั่งรถม้าไปบ้านของฉิงซวงกับเลี่ยงซู โดยมีมี่อิงกับเหยียนหมิ่นนั่งรถม้าไปด้วย ซึ่งทั้งวันนั้นเราอยู่พูดคุยเรื่องสมัยเก่ากับเพื่อนสองสาวที่ไม่ได้เจอกันนานกับหลวนเฉินทั้งวันจนเพลิน จนกระทั่งเย็นเราจึงนั่งรถม้ากลับ
ฉันถามหลวนเฉินว่ามีที่พักหรือยัง ถ้ายังไม่มีให้ไปพักที่เรือนรับรองในจวนฮุ่ยเฉิง เขาจะได้ไปทักทายเหยียนเหล่ยอดีตอาจารย์ศิษย์พี่สี่ด้วย หลวนเฉินยิ้มน้อยๆเหมือนเดิมแล้วตอบตกลง
ตลอดทางที่นั่งอยู่ในรถม้า เหยียนหมิ่นที่นั่งอยู่ข้างๆฉัน เอาแต่จ้องมองหลวนเฉินด้วยความสงสัย แต่เหยียนหมิ่นก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมาให้เป็นการเสียมารยาท ส่วนมี่อิงที่ปกติจะพูดคุยเป็นต่อยหอย และมักหยอกเล่นกับเหยียนหมิ่นกลับนั่งก้มหน้านิ่งแบบถามคำตอบคำเท่านั้น
เรานั่งรถม้ามาถึงหน้าจวนฮุ่ยเฉิง หญิงรับใช้ที่จวนรายงานว่าเหยียนเหล่ยกลับมาจากตำหนักท่านอ๋องหกได้สักพักใหญ่แล้ว กำลังนั่งดื่มน้ำชารออยู่ในจวน มี่อิงพอรู้ว่าเหยียนเหล่ยกลับมาแล้วก็รีบวิ่งเข้าไปจวน บอกว่าจะนำซาลาเปาไปให้เหยียนเหล่ยกิน แต่ความจริงแล้วเพื่อไปออดอ้อนพ่อมากกว่า
ฉันพาหลวนเฉินเข้าไปพบกับเหยียนเหล่ย แม้เขาทั้งสองเคยไม่ชอบหน้ากันเท่าไหร่นักครั้งสมัยที่ยังเป็นหนุ่ม แต่เพราะเหยียนเหล่ยเคยเป็นอาจารย์และเป็นศิษย์พี่ร่วมสำนัก จึงทำความเคารพและทักทายกันตามธรรมเนียม
เหยียนเหล่ยสอบถามถึงชีวิตการงานของหลวนเฉิน และพูดคุยเรื่องทั่วไปอื่นๆ ฉันจึงบอกกับเหยียนเหล่ยว่า ฉันชักชวนหลวนเฉินให้อยู่พักค้างคืนหนึ่งที่เรือนรับรองแขก เพราะหลวนเฉินแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าๆมาก่อน จึงยังไม่ได้เข้าพักในโรงเตี๊ยมที่ไหน
เหยียนเหล่ยหันมามองสบตากับฉัน เหมือนกำลังหยั่งความรู้สึกของฉันที่มีต่อหลวนเฉิน จากนั้นเขาจึงหันไปเรียกหญิงรับใช้ให้ไปเตรียมห้องพักให้กับหลวนเฉิน แล้วเหยียนเหล่ยก็ขอแยกตัวไปทำงานต่อในห้อง ฉันจึงชวนหลวนเฉินไปเดินชมสวนรอเวลาเตรียมห้องพักเสร็จ
หลวนเฉินถามฉันเกี่ยวกับเหยียนหมิ่น เพราะเขาแปลกใจเหลือเกินที่เหยียนหมิ่นช่างมีใบหน้าคล้ายกับหยางเค่อ ฉันจึงพูดแกมทีเล่นทีจริงว่า บางทีหยางเค่ออาจจะกลับชาติมาเกิดเป็นลูกของฉันก็ได้ ซึ่งฉันกับเหยียนเหล่ยก็คอยเฝ้าดูและคอยสอนสั่งเหยียนหมิ่น ไม่ให้เดินทางผิดเหมือนหยางเค่อตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่
โดยเฉพาะเหยียนเหล่ยผู้เป็นพ่อ จะคอยเคี่ยวเข็ญให้เหยียนหมิ่นตั้งใจร่ำเรียนจนสำเร็จการศึกษาก่อนเพื่อนคนอื่นๆในรุ่นเดียวกัน และตอนนี้กำลังรอช่วงเวลาเปิดสอบเข้าเรียนที่สำนักเฟยอวี่ เพราะเหยียนเหล่ยยังคงเป็นห่วงลูกชายและยังอยากให้ลูกชายอยู่ในสายตาของกลุ่มคนผู้มีคุณธรรม
จากนั้นฉันสอบถามถึงสถานะส่วนตัวของหลวนเฉิน เขาตอบว่ายังไม่ได้แต่งงาน โดยให้เหตุผลว่า เพราะเขาต้องเดินทางไปต่างเมืองอยู่บ่อยๆจึงไม่มีเวลา และยังไม่ได้คิดเรื่องมีคู่ครอง มีแม่สื่อหลายคนเคยนัดเขาดูตัวหญิงสาว แต่เขายังไม่ถูกใจหญิงใดสักคน จึงไม่คิดจะเสียเวลากับเรื่องการดูตัวอีก จึงให้ความสำคัญกับการทำงานเพียงอย่างเดียว
เราเดินคุยในสวนกันอยู่สักพัก หญิงรับใช้เดินมารายงานว่าห้องพักรับรองจัดเตรียมให้เสร็จแล้ว ฉันจึงให้หลวนเฉินใช้เวลาพักผ่อนในห้องพัก แล้วเดินกลับออกมาอีกด้านหนึ่งของสวน ก็เห็นมี่อิงกำลังนั่งอยู่ริมบ่อปลาโยนเศษก้อนดินเล็กๆทิ้งลงบ่อปลาเหมือนกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ ฉันจึงเดินเข้าไปหยอกเย้าถามไถ่ลูกสาวจอมแก่น
มี่จื่อ : เห็นทีท่านพ่อของเจ้า คงต้องจ้างคนมาขุดบ่อปลาให้ลึกขึ้นอีกซะแล้ว เพราะเจ้าโยนก้อนดินลงไป จนบ่อเริ่มตื้นเขิน ดูสิ! เจ้าบอกว่าอยากเจอท่านอาหลวนเฉิน ตอนนี้เขาก็มาพักอยู่ในจวนของเราแล้ว แต่ดูเจ้าไม่ดีใจเลย
มี่อิง : ท่านแม่......คือว่า....ข้าอยากขอโทษท่านอาหลวนเฉินที่ตอนนั้นข้าพูดจาล่วงเกินท่านอาแต่ข้าไม่กล้าสู้หน้า ข้ารู้ตัวเองว่าข้าทำตัวไม่น่ารัก ท่านอาหลวนเฉินคงจะไม่ชอบขี้หน้าข้าแน่ๆ ข้าควรจะปรุงน้ำแกงไก่ไปให้ท่านอาดื่มเป็นการขอโทษจะดีหรือไม่ ท่านอาจะหายโกรธหรือเปล่า?
ฉันยิ้มที่เห็นมี่อิงรู้ว่าตัวเองผิดที่ล่วงเกินผู้ใหญ่ แล้วรู้จักที่จะไปขอโทษฉันจึงสนับสนุนให้มี่อิงปรุงน้ำแกงไก่ไปกล่าวขอโทษหลวนเฉิน อีกทั้งยังบอกให้มี่อิงปรุงเผื่อเหยียนเหล่ยกับเหยียนหมิ่นด้วย เพราะมี่อิงมีฝีมือการปรุงอาหารอร่อยไม่แพ้ร้านอาหารระดับภัตตาคารเลย