"แถวนี้ใช่หรือไม่"
"ไม่ผิดแน่แม่นางฟางเหนียง จากข่าวของสำนักธารบุบผาที่พวกข้าได้รับมา เจ้าจอมมารผู้นั้นเล่นงาน หงษ์เซี่ยวซู่เจ้าสำนัก และทิ้งให้นางนอน อยู่ตรงนี้ ก่อนที่เหล่าลูกศิษย์ของนางจะตามมาพบเข้า"
"เป็นเช่นนี่นี้เอง จริงสิ แล้วเจ้าสำนักหงษ์เป็นเช่นไรบ้าง บาดเจ๊บตรงไหนมากมายหรือไม่"
"บาดเจ็บตรงไหนมากน้อยอย่างไร ข้าไม่ทราบเลย เหล่าศิษย์ในสำนักมิยอมเอ่ยบอกอันใดมากไปกว่านี้ บอกแค่เพียงว่า อาจารย์ของพวกนางพบเจอเจ้าจอมมารผู้นั้น แถวนี้เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น"
"งั้นหรือ น่าแปลกจริง ๆ คล้ายกับพวกนางปิดบังบางอย่างอยู่ แต่ก็ช่างเถิด ในเมื่อไม่เป็นอันใดมากก็ดีแล้วยามนี้พวกเราต้องตามหา….."
ฟางเหนียงกล่าวขึ้น ก่อนที่นางจะนิ่งเงียบไป พร้อมกับสีหน้าที่ดูอึดอัดใจเป็นที่สุด จนเจ้ามู่เทียนหยงที่อยู่ข้างกายต้องเอ่ยบางอย่างขึ้น
"แม่นางฟางเหนียงเจ้าทำใจเสียเถิด ข้าทราบว่าเจ้าลำบากใจ แต่พวกเราทำสิ่งใดไม่ได้อีกแล้ว เพราะบุตรชายของเจ้าเลือกที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางนี่เอง ข้ากับคนอื่น ๆ ก็ลำบากใจที่จะทำเช่นนี้ไม่ต่างจากเจ้า แต่ถึงอย่างไรเพื่อความสงบสุขของยุทธภพเราก็ต้องทำนะ"
เจ้า…เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมทั้งยังฉวยโอกาสยืนมือของมัน มาจับมือฟางเหนียงไว้เพื่อปลอบใจนาง ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบ แถมนางยังมิได้สะบัดมือของเจ้ามู่เทียนหยงทิ้งด้วย หรือว่าเรื่องที่นางแอบมีใจให้เจ้ามู่เทียนหยงจะเป็นเรื่องจริงกันแน่นะ ทว่า….ในเวลานั้นเอง ที่ซึ่งสูงขึ้นบนยอดหน้าผา ก็พลันปรากฏเงาร่างของใครบางคนขึ้น มันเปล่งเสียงหัวร่อดังกึกก้องก่อนเอ่ยบางอย่างออกมา
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเจ้าทั้งสองช่างดูรักกันหวานซึ้งเหลือเกินนะ ท่าทางเจ้าคงจะลืมลูก ลืมผัวไปหมดสิ้นแล้วใช่หรือไม่ฟางเหนียง…"
เจ้าเว่ยเซี่ยนั้นเองมิใช่ใครอื่น ยามนี้มันยืนกอดอก สวมใส่ชุดผ้าสีดำ ผมเผ้ายาวรกรุงรังถึงกลางหลัง ขอบตาดำคล้ำ แววตาแฝงความชั่วร้ายถึงสิบสองส่วน เรียกได้ว่าเว่ยเซี่ยยามนี้ ได้กลายเป็นมารอย่าสมบูรณ์ไปแล้วนั้นเอง
"เว่ยเซี่ย...!! นี่มันเกิดอันใดขึ้นกับเจ้า เหตุใดแววตาท่าทางของเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น" ฟางเหนียงกล่าวขึ้นด้วยท่าทางตกใจเมื่อนางเห็นสภาพของบุตรชายเปลี่ยนไปมาก นับจากครั้งสุดท้ายที่พบกัน
เว่ยเซี่ย เอ่ยเสียง โอ้ ก่อนจะเพ่งมองมารดาคนงามในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ด้วยแววตาที่ชั่วร้าย น่ากลัว
"ในที่สุด ในที่สุด ท่านก็ยอมโผล่หัวออกมาจนได้ เป็นอย่างไรบ้างล่ะได้ฝึกวิชากันสองต่อสองกับไอ้สารเลวนั่น" เว่ยเซี่ยเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะชี้นิ้วไปยังมู่เทียนหยง ฟางเหนียงตกใจสุดขีดเมื่อได้ยินวาจาหยายคายเช่นนั้นจากมัน
"เว่ยเซี่ยทำไมลูกถึงกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา เจ้าเสียสติไปแล้วรึ แม่ก็แค่เข้าไปฝึกวิชากับมู่เทียนหยงเพียงเท่านั้น มิได้มีอันใดเกินเลยกันแม้แต่น้อย"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่มีสิ่งใดเกินเลยกันงั้นรึ...? คำอ้างเช่นนั้นผู้ใดจะโง่เชื่อ ผู้ที่เชื่อก็เห็นจะมีแต่เด็กอมมือไม่รู้ความเท่านั้นแหละ…!!"
เว่ยเซี่ยตวาดฟางเหนียงกลับเสียงดัง
"แม่นางฟางเหนียง อย่ามัวเจรจากับเจ้าจอมมารผู้นี้ให้เปลืองน้ำลายอีกเลย ยามนี้บุตรชายเจ้าฝึกวิชามารจนกลายเป็นมารไปเรียบร้อย หาใช่บุตรชายคนเดิมของเจ้าอีกต่อไป โปรดให้พวกข้ากำจัดมันเถิด"
"โปรดเห็นแก่ความถูกต้องด้วยเถิดแม่นางฟางเหนียง กำจัดมารยุทธภพ ผดุงความถูกต้อง"
"โปรดเห็นแก่ความถูกต้องด้วยเถิดแม่นางฟางเหนียง กำจัดมารยุทธภพ ผดุงความถูกต้อง"
เสียงของมู่เทียนหยงเอ่ยขึ้น พร้อมยกสองมือขึ้นประสาน ก่อนที่ชาวยุทธ์คนอื่น ๆ จะทำตาม ฟางเหนียงในยามนี้รู้สึกกระอักกระอ่วนลำบากใจมากที่สุดในชีวิต นางมิรู้ควรทำเช่นไรดี แม้นบนหน้าผายามนี้คือ สิงที่ถูกคนกล่าวอ้างว่ามันคือ มารร้าย แต่ไม่ว่าอย่างไรเสีย มันก็ยังเป็นบุตรชายแท้ ๆ ของนางด้วยเช่นกัน
"ข้า….ข้า….."
"หากเจ้าลำบากใจแบบนี้ เช่นนั้นข้าคงต้องขออภัยด้วย พวกเจ้าทุกคนตามข้ามาเราจะกำจัดเจ้ามารร้ายผู้นี้เป็นตัวแรก จากนั้นก็จะมุ่งหน้าไปยังพรรคมารราคะเพื่อกำจัดเจ้าหยวนซิงก้านเป็นรายต่อ เพื่อความสงบของยุทธภพ…!!!"
เจ้ามู่เทียนหยง ชูกระบี่ในมือก่อนร้องตะโกนออกมา ยามนั้นพวกชาวยุทธ์คนอื่น ๆ ที่มาด้วย ต่างก็ทำตาม ก่อนจะพลันบังเกิดเสียงดังกึกก้องอย่างฮึกเหิมไปทั่วพื้นป่า
"กำจัดมารร้าย เพื่อความสงบของยุทธภพ…!!!"
"กำจัดมารร้าย เพื่อความสงบของยุทธภพ…!!!"
"กำจัดมารร้าย เพื่อความสงบของยุทธภพ…!!!"
เว่ยเซี่ยที่ยืนตระหง่าน กอดอกมองลงมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในยามนี้มันมิได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้นิดเดียว เพราะในสายตาของมันคนพวกนี้ก็ไม่ต่างจากมดปลวก เพียงแค่มันใช้เท้าเหยียบเบา ๆ ทุกตัวย่อมบี้แบนติดดินเป็นแน่ แต่สิ่งที่มันรู้สึกเจ็บปวดมากโข คงเป็นการที่ฟางเหนียงมารดาบังเกล้าของมัน ไม่ยอมทำอันใดเลย ไม่ปกป้องมัน ไม่เอ่ยปากขอร้องคนพวกนี้ให้หยุด แม้แต่คำเดียวก็ไม่หลุดออกมา นี้ก็ย่อมแปลว่านาง ไม่เห็นมันเป็นลูกในไส้อีกต่อไปแล้ว
"ประเสริฐนัก ประเสริฐจริง ๆ เจ้าเป็นถึงมารดาของข้า แต่กลับไปสนใจพวกมันมากมาย นี่คงหวังจะเป็นใหญ่ มีอำนาจเสพสุขไม่จบไม่สิ้นสินะ เช่นนั้นก็ย่อมได้ ในเมื่อเจ้าไม่เห็นข้าเป็นลูกชายอีกแล้ว ข้าก็จะไม่เห็นเจ้าเป็นแม่เช่นกัน หลังจากข้าบดขยี้ไอ้เศษสวะพวกนี้จนแหลกละเอียด ต่อไปข้าก็จะปรนเปรอความสุขสุดเสียวให้กับเจ้าทั้งวันทั้งคืนเอง ข้าจะให้เจ้าครวญครางอย่างเสียวซ่านจนต้องร้องขอชีวิตเลยทีเดียว ฟางเหนียง…!!"
เว่ยเซี่ย เอ่ยออกมาดังกึกก้อง จนฟางเหนียงที่ได้ฟังถึงกับสองตาเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง นางไม่เคยคิดว่าบุตรชายในไส้ที่ให้กำเนิด และเลี้ยงดู อย่างรักใคร่ทะนุถนอม จะกล้ากล่าววาจาต่ำช้า โสโครกเช่นนี้ออกมา
"เว่ยเซี่ยนี่เจ้า….!!!"
"ข้าบอกเจ้าแล้วไงฟางเหนียง ยามนี้มันหาใช่บุตรชายคนดีคนเดิมของเจ้าอีกต่อไปแล้ว เลิกสนใจมันเถิด หากเจ้าไม่ลงมือ เช่นนั้นข้ากับทุกคนจะขอลงมือจัดการมันเอง พวกเจ้าทุกคนตามข้ามา…!!"
มู่เทียนหยงประกาศเสียงดัง ก่อนที่ตัวมัน พร้อมกับชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมมะอีกนับสิบ ๆ คน จะพลันพุ่งทะยานขึ้นไปหาเว่ยเซี่ยพร้อมกับอาวุธในมือ
เว่นเซี่ยที่เห็นเช่นนั้นมันก็เลิกคิ้วหนึ่งข้างก่อนจะแสยะยิ้ม จากนั้นก็กล่าวว่า
"ปากก็อ้างตนว่าเป็นชาวยุทธคุณธรรม แต่พอเอาเข้าจริง ๆ กลับใช้วิธีสกปรก หมาหมู่รุมเล่นงานคนเพียงคนเดียว ผู้ใดกันแน่ที่เป็นคนชั่ว ข้า หรือว่าพวกเจ้า เช่นนั้นก็จงดาหน้ากันเข้ามา เดี๋ยวข้าจะแสดงเพลงกระบี่มารราคะสยบหล้าขั้นสูงสุดให้เห็นเป็นขวัญตา ก่อนที่พวกเจ้าทุกตัวจะได้ไปเยือนปรโลก"
จบบท