เสิ่นเชียนเกอยอบกายลงเล็กน้อยเพื่อคารวะนางข้าหลวงผู้รับใช้ใกล้ชิดองค์หญิงห้า “พี่หงเยี่ยน องค์หญิงห้ามีรับสั่งเรียกตัวข้าหรือเ้าคะ?”
นางกำนัลหงเยี่ยนหยิบกล่องใบหนึ่งจากผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลัง ก่อนส่งให้เสิ่นเชียนเกอ “คุณหนูรองเสิ่น นี่เป็ขี้ผึ้งทาผิวที่องค์หญิงห้าประทานมาให้ ตำรับยานี้หมอหลวงเป็ผู้คิดค้นขึ้น หากได้ใช้จะต้องเป็ผลดีต่อาแบนใบหน้าของท่านแน่นอน”
เสิ่นเชียนเกอคาดไม่ถึงเลยว่านางจะได้รับสิ่งของจากสหายแสนเอาแต่ใจและไม่ค่อยคำนึงถึงจิตใจผู้อื่นเช่นองค์หญิงห้าผู้นี้ด้วย ทว่า…เมื่อหวนนึกถึงการอภิเษกขององค์หญิงห้าในภพก่อน หัวใจของนางก็อดรู้สึกเ็ปไม่ได้ สตรีผู้ได้รับโอกาสให้มีชีวิตใหม่ทอดถอนใจอย่างเศร้าโศก
ถึงแม้จะรู้ดีว่าขี้ผึ้งทาผิวนี้จะใช้กับาแของนางไม่ได้ผล แต่เสิ่นเชียนเกอก็ยังคงรับเอาไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ “รบกวนพี่หงเยี่ยนกล่าวขอบพระทัยองค์หญิงห้าแทนข้าด้วย เข้าวังคราวหน้า ข้าจะต้องนำอาหารเลิศรสมาถวายองค์หญิงอย่างแน่นอน”
หงเยี่ยนเผยรอยยิ้มบางพลางพยักหน้าตอบ ก่อนจะส่งเสิ่นเชียนเกอออกจากประตูวังหลวง
เมื่อกลับมาถึงตำหนักขององค์หญิงห้าแล้ว นางกำนัลหงเยี่ยนก็นำคำของเสิ่นเชียนเกอมารายงานต่อนายเหนือหัวทันที องค์หญิงห้าที่กำลังเล่นพู่หยกงามในมือรู้สึกขบขันกับวาจาของสหายเป็อย่างยิ่ง “เสิ่นเอ้อร์คิดว่าตัวเองเป็ผู้ใดกัน? อย่างนางน่ะหรือจะทำอาหารเลิศรสเป็ อีกอย่างข้าก็เป็ถึงองค์หญิงสูงศักดิ์แห่งแผ่นดินต้าฉี จะมีอาหารรสเลิศใดที่คนอย่างข้าไม่เคยได้ลิ้มลอง เช่นนั้นแล้วยังจะต้องให้นางนำสิ่งใดมาให้ข้ากินด้วยรึ?”
+++++++++++++++++++++
ด้านเสิ่นเชียนเกอ เมื่อนางกำนัลข้างกายขององค์หญิงห้าจากไป นางก็ยื่นกล่องบรรจุยาให้กับเหลียงเฉินที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นทั้งนายและบ่าวก็ออกจากวังหลวงไปอย่างรวดเร็ว ในขณะนี้ คนขับรถม้านำรถม้าของเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่ามาจอดเทียบประตูวังรอไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ที่ด้านข้างรถม้ายังมีคนรับใช้เก่าแก่ของเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่านามว่าลุงเหลียงมาคอยตามคุ้มครองอารักขาและดูแลนางระหว่างเดินทางกลับอีกด้วย
ทันทีที่เห็นว่าคุณหนูรองของตนก้าวพ้นเขตประตูวังหลวง คนรับใช้ชราก็รีบพุ่งเข้ามาต้อนรับนางอย่างรวดเร็ว “วันนี้คุณหนูรองเลิกเรียนเร็วกว่าทุกวันเลยนะขอรับ”
“ต้องมาเฝ้าอยู่หน้าประตูวังทั้งวันเพื่อรอข้า ลำบากท่านลุงเหลียงแล้ว” เสิ่นเชียนเกอกล่าวขึ้นด้วยความเกรงใจ
เหล่าคนรับใช้ของท่านย่านั้นล้วนแต่เป็คนเก่าคนแก่ที่จงรักภักดีเป็อย่างยิ่ง ถึงแม้การใช้ชีวิตที่หอหนิงโช่วจะยากลำบาก แต่พวกเขาทุกคนก็ไม่เคยคิดเอาใจออกหากหรือคิดลาจากไปเลยสักคน
หลังจากนี้จะเกิดเื่ราวน่ากลัวบางอย่างกับตระกูลเสิ่น และเป็เพราะความภักดีและมุมานะของคนรับใช้เหล่านี้จึงช่วยให้ท่านย่าและท่านอาหญิงสามารถเอาชีวิตรอดได้
“เล็กน้อยมากขอรับ คุณหนูอย่าได้เกรงใจพวกเราเลย รีบขึ้นรถม้าเถิด ต้นฤดูวสันต์เช่นนี้ข้างนอกยังคงมีไอหนาวอยู่มาก อยู่ภายในรถม้าจะอบอุ่นกว่านะขอรับ”
เสิ่นเชียนเกอก้าวขึ้นรถม้าคันเก่าของเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าโดยมีเหลียงเฉินคอยประคองอยู่ไม่ห่าง ทันใดนั้นนางก็ััได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมาอย่างไม่ลดละ และเมื่อหันไปมอง คุณหนูรองตระกูลเสิ่นก็พบว่าเ้าของสายตาคู่นั้นคือเสิ่นจิ่งเยี่ยนพี่ชายของนาง
ภาพที่เสิ่นเชียนเกอกำลังขึ้นรถม้าทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนใไม่น้อย เขาคาดไม่ถึงว่าน้องสาวที่เขาจงใจละทิ้งไว้ในตอนเช้าจะยังมีรถม้าใช้งาน …และที่สำคัญ หากเขามองไม่ผิดรถม้าคันนั้นดูเหมือนจะเป็รถม้าของเสิ่นฮูหยิ่นผู้เฒ่า
‘เสิ่นเชียนเกอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่านย่าเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?’
ทั้ง ๆ ที่พวกเขาทั้งครอบครัวละเลยการไปมาหาสู่คนในสวนรองหอหนิงโช่วมานานมากแล้ว แม้แต่บิดามารดาของเขาก็ยังไปเยี่ยมเยียนท่านย่าเพียงปีละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น!
เมื่อได้เห็นว่าเสิ่นเชียนเกอมองกลับมา เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็ออกอาการตื่นตระหนกในทันที ในตอนเช้าเป็เขาเองที่จงใจไม่รอน้องสาวคนรอง เมื่อได้พบนางในยามนี้ เขาจึงทั้งละอายและอดรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไร เขาและนางก็มีความสัมพันธ์ทางสายเืที่ไม่อาจตัดขาด
ทว่าเพียงไม่นานนัก คุณชายใหญ่เสิ่นก็สามารถสงบจิตสงบใจลงได้ เขาเหยียดหลังตรงให้ดูสง่าผ่าเผย พลางจ้องมองไปด้านหน้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม จากนั้นก็ยืนนิ่งด้วยความสงบ รอให้นางเดินเข้ามากล่าวทักทายเขา
แม้จะมีสถานะเป็น้องสาว แต่เพราะไม่ได้ดูแลั้แ่แรกเกิด อีกทั้งนางก็เพิ่งกลับเข้าจวนมาเมื่อไม่นานมานี้ทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนไม่มีความผูกพันใด ๆ กับน้องสาวผู้นี้เลย และเป็การยากที่เขาจะปฏิบัติกับนางเฉกเช่นน้องสาวแท้ ๆ ได้
แต่กระนั้น ในยามที่ทั้งสองพบกัน เสิ่นเชียนเกอก็มักจะแสดงออกต่อเขาอย่างเชื่อฟังเสมอ ดวงตาของนางมีแต่ความใสซื่อ สายตาที่ใช้มองเขาก็เต็มไปด้วยความเคารพรักและศรัทธา และปกติแล้วไม่ว่าจะได้รับ ‘ของดี’ สิ่งใดมา บุคคลแรกที่นางจะคำนึงถึงก็คือเขาผู้ซึ่งเป็พี่ชายแท้ ๆ ของนาง ยามอยู่ที่จวน ทุกครั้งที่มองเห็นเขา สาวน้อยก็จะรีบวิ่งเข้ามาอยู่ข้างกายด้วยความดีใจอยู่ตลอด
นี่ทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนััได้ชัดเจนว่าน้องสาวผู้นี้ให้ความสำคัญกับพี่ชายอย่างเขาเป็อย่างยิ่ง
ทว่า เพราะเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็เพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนไม่อาจรักหรือปฏิบัติต่อเสิ่นเชียนเกอเช่นน้องสาวแท้ ๆ อย่างที่ควรเป็ได้ นั่นก็คือ ‘เสิ่นเจียวเจียว’
ทุกครั้งที่เสิ่นจิ่งเยี่ยนทำดีกับเสิ่นเชียนเกอแม้เพียงน้อยนิด เขาก็จะหวนนึกถึงเจียวเจียวที่น่าสงสารอยู่ร่ำไป
ดังนั้นพี่ชายผู้ไม่อาจรักน้องสาวให้เท่ากันได้จึงเอาแต่ปฏิเสธและพยายามหลบหลีกพฤติกรรมเอาอกเอาใจและคอยติดตามเขาของเสิ่นเชียนเกอเสมอมา
และแทบจะในทันทีที่ได้รับสิ่งของดี ๆ มาจากเสิ่นเชียนเกอ เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็จะนำมันไปให้เสิ่นเจียวเจียวแทนทุกครั้ง การทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจียวเจียวที่เขารักรู้สึกว่าตระกูลเสิ่นทอดทิ้งนาง
เขายังจำเหตุการณ์ในวันที่พบเจียวเจียวอยู่ในตะกร้าใบน้อยได้ดี ตอนนั้นนางยังเป็เพียงทารกน้อยตัวขาวผ่อง น่ารักน่าชังเป็ที่สุด ดวงตากลมโตไร้เดียงสาสะท้อนฟ้าทั้งผืน ในห้วงเวลานั้นเองที่เขาสาบานกับตนเองว่าจะปกป้องนางไปชั่วชีวิต
แม้เสิ่นเชียนเกอผู้เป็น้องสาวร่วมสายเืจะกลับมาแล้ว แต่คำสาบานที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ก็ยังไม่เคยแปรเปลี่ยน
มาบัดนี้แม้จะรู้สึกละอายใจ แต่เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็ยังคงแสดงท่าทีที่สุขุมออกมาอย่างไร้ข้อพิรุธ
ในขณะที่ในหัวกำลังครุ่นคิดว่าจะแก้ต่างอย่างไรดี ยามเมื่อเสิ่นเชียนเกอวิ่งเข้ามาเอ่ยถามถึงสาเหตุที่เขาไม่รั้งรอนางเมื่อเช้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนเช่นเคย ทว่าผู้ที่อยู่ในความคิดเขากลับไม่เป็เช่นนั้นแม้แต่น้อย เสิ่นเชียนเกอเหลือบมองเสิ่นจิ่งเยี่ยนด้วยหางตาเพียงชั่วครู่ ในแววตาของนางนอกจากความเฉยเมยราวคนไม่รู้จักก็ไม่พบสิ่งใดอื่น จากนั้นนางก็เปิดประตูรถม้าออก แล้วก้าวเข้าไปนั่งข้างในโดยไม่ไยดีเขาแม้แต่น้อย…
เมื่อเ้านายขึ้นนั่งรถม้าเรียบร้อยแล้ว บ่าวชราผู้ขันแข็งก็ไม่รอช้า รีบะโขึ้นรถม้าไปในทันที เหลียงเฉินเองก็เดินตามคุณหนูของนางขึ้นรถม้าไปเช่นกัน ไม่นาน รถม้าเก่า ๆ เรียบ ๆ ก็เคลื่อนตัวออกไปด้วยความรวดเร็ว…
… ‘เสิ่นเชียนเกอไม่แม้แต่จะกล่าวทักทายเขา แล้วจากไปเช่นนี้อย่างนั้นหรือ!’
… ‘สายตาของนางที่จับจ้องมายังเขาเมื่อครู่ราวกับเขาเป็คนแปลกหน้าก็มิปาน!’
เสิ่นจิ่งเยี่ยนแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาตกตะลึงตาเบิกค้าง ทั่วทั้งร่างชะงักงันจะไม่อาจขยับเขยื้อนได้
ทันใดนั้น ท่ามกลางความนิ่งอึ้ง ความตกตะลึงก็เปลี่ยนกลายเป็โทสะในชั่วพริบตา
คุณชายใหญ่เสิ่นจ้องเขม็งไปยังรถม้าของเสิ่นเชียนเกอที่ค่อย ๆ ลับตาไป ใบหน้าถมึงทึงคล้ำทะมึนขึ้นเรื่อย ๆ
สุดท้ายแล้วเขาก็ตวาดลั่นด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์เป็อย่างยิ่ง “แม้แต่พี่ชายแท้ ๆ ยังไม่เคารพ นางยังเป็คนของตระกูลเสิ่นอยู่อีกหรือไม่! เ้ามารร้ายที่ไม่มีแม้แต่ผู้าุโอยู่ในสายตา! ในเมื่อไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเช่นนี้ ก็อย่าคิดกล่าวโทษกันหากเื่นี้จะไปถึงหูของท่านพ่อท่านแม่!”
เมื่อรู้สึกว่าตนเองถูกเสิ่นเชียนเกอละเลย เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็ทั้งขุ่นเคืองและเคียดแค้นเป็อย่างยิ่ง ถึงกับตีอกชกลมและกล่าวคาดโทษน้องสาวด้วยแววตามาดร้าย อย่างไรก็ตามคนผู้นี้กลับไม่เคยตระหนักสักนิดว่าเช้าวันนี้เป็เขาเองที่ละเลยนางก่อน
เื่เพียงเท่านี้ยังมิอาจคิดได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดกระทั่งสิทธิ์ที่จะเข้าศึกษาในหอศึกษาของวังหลวง เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็ไม่เคยได้รับ
+++++++++++++++++++++
ไม่นานนัก เสิ่นเจียวเจียวก็เดินมาถึงหน้าประตูวังหลวงพร้อมกับสาวใช้ของตน
สายตาของเสิ่นจิ่งเยี่ยนไม่ได้ละจากประตูวังหลวงไปแม้แต่เสี้ยวอึดใจ ดังนั้นเมื่อน้องสาวคนงามกลับออกมา เขาจึงรู้ได้ในทันที
พี่ชายแสนดีไม่รั้งรอให้น้องน้อยเดินมาถึงก็รีบปราดเข้าไปต้อนรับนางอย่างว่องไว ..ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สายตารักใคร่เอ็นดู ความโอบอ้อมอารีที่ล้นทะลักในตัวคนผู้นี้หามีผู้ใดในแผ่นดินเทียบได้แล้ว
“เจียวเจียว เหตุใดถึงได้กลับออกมาก่อนเวลาเช่นนี้ล่ะ?” เสิ่นจิ่งเยี่ยนถามไถ่เสียงอ่อนโยน
เสิ่นเจียวเจียวในยามนี้เอาแต่ก้มหน้างุด แม้ไม่เงยหน้าก็มองออกว่าใบหน้างดงามกำลังหม่นหมองน่าเวทนา เมื่อนางได้ยินคำถามของพี่ชายก็รีบเงยหน้าขึ้นแล้วพยายามฝืนยิ้มอย่างสุดความสามารถ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับจืดจางไร้ชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน ซึ่งนั่นก็ทำให้นางยิ่งดูอ่อนแอและน่าสงสารอย่างเหลือแสน
“่บ่ายมีการแข่งขันฉุยหวานก็เลยเลิกเรียนก่อนเวลาเ้าค่ะ”
เมื่อได้เห็นสีหน้าอมทุกข์ของน้องสาว เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงนพลางเอ่ยถามน้ำเสียงห่วงใย “เจียวเจียว มีคนที่หอศึกษารังแกเ้าใช่หรือไม่ บอกพี่มา พี่จะช่วยสั่งสอนคนผู้นั้นให้เอง”
เสิ่นเจียวเจียวเงยหน้ามองพี่ชายด้วยท่าทีระมัดระวังก่อนที่จะก้มหน้าลงเช่นเดิม “ท่านพี่ อย่าได้คิดมากไปเลย ข้าเป็สหายร่วมศึกษาขององค์หญิงห้า ด้วยพระบารมีขององค์หญิงห้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกข้าหรอกเ้าค่ะ ไปกันเถอะ พวกเรารีบนั่งรถม้ากลับจวนกัน ไม่เช่นนั้นท่านแม่จะเป็ห่วงเอาได้”
สิ่งที่เสิ่นเจียวเจียวกล่าวมา ไม่เพียงไม่ทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนล้มเลิกการซักไซ้ แต่เขากลับยังขมวดคิ้วจนเป็ปมด้วยความสงสัย หากผู้อื่นไม่กล้ารังแกนาง เช่นนั้นแล้วคนที่กล้ารังแกนางก็มีเพียงองค์หญิงห้าและเสิ่นเชียนเกอเท่านั้น!
“องค์หญิงห้าอย่างนั้นหรือ?” เสิ่นจิ่งเยี่ยนยังคงซักต่อไม่หยุด
เสิ่นเจียวเจียวส่ายหน้าไปมา “องค์หญิงห้าอารมณ์แปรปรวน หากไม่อดทนอดกลั้นเจียวเจียวก็ไม่อาจเป็สหายกับองค์หญิงห้าได้เป็แน่ ยิ่งกว่านั้นองค์หญิงก็อยู่ในสถานะที่สูงส่งนัก พระองค์ไม่มีทางมารังแกเจียวเจียวที่เป็เพียงบุตรบุญธรรมแสนต่ำต้อยหรอกเ้าค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินน้องสาวคนงามทำหน้าเศร้าพลางกล่าวตัดพ้อว่าตัวเองเป็เพียงบุตรบุญธรรมต่ำต้อย ความเ็ปรวดร้าวก็ซัดกระหน่ำเข้าใส่หัวใจของเสิ่นจิ่งเยี่ยนไม่ปรานี พี่ชายผู้แสนดีสาวเท้าเข้าใกล้ร่างบาง แม้จะอดทนอดกลั้นพยายามไม่แตะต้องตัวนาง แต่ก็ยับยั้งใจไว้ไม่อยู่ในที่สุดเขาก็ใช้แขนเรียวยาวโอบประคองไหล่เล็ก ๆ ไว้อย่างทะนุถนอม
“เจียวเจียว ในสายตาของพี่ เ้าคือน้องสาวแท้ ๆ ของพี่ พี่ขอสั่งห้ามไม่ให้เ้ากล่าวถึงตัวเองเช่นนั้นอีก!”
เสิ่นเจียวเจียวที่มีน้ำใส ๆ รื้นอยู่ทั่วขอบตา ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย ริมฝีปากอิ่มบางที่กำลังซีดเซียวฝืนยิ้มส่งให้ด้วยใบหน้าทุกข์ตรม ภาพที่ปรากฏส่งเสริมให้นางดูน่าเวทนามากขึ้นเป็ทวีคูณ
รอยยิ้มจากคนในอ้อมแขนประดุจดั่งดาบคมกริบที่ปักลงกลางอกเสิ่นจิ่งเยี่ยนเต็มแรง เขารู้สึกปวดใจแทบทนไม่ไหว ทันใดนั้นเองความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวอย่างฉับพลัน
“หากไม่ใช่องค์หญิงห้า เช่นนั้นคนที่รังแกเ้าก็เป็เสิ่นเชียนเกอใช่หรือไม่?”
.
.
.