ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 80 เพชฌฆาต

            บทที่80

            เพชฌฆาต

            “ตระกูลหลี่...โดนทำลายแล้ว!?”เสียงร้องของชายผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นตระหนกกลางตรอกด้านตะวันตกของเมืองอวี้หยางสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจปนไม่อยากเชื่อ

            เพียงไม่นานเสียงอีกเสียงก็ดังขึ้นจากปลายถนนสายหลัก

            “บ้าไปแล้ว!มนุษย์เพียงคนเดียว...จะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร!?”

            เสียงสนทนาอื้ออึงเริ่มดังขึ้นทีละกลุ่มทีละจุด แพร่กระจายราวกับไฟลามในฤดูแล้ง

            ผู้ฝึกตนสองคนในชุดคลุมดำหยุดยืนอยู่กลางสะพานหินร่างหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนระแวง

            “ไม่ใช่แค่ตระกูลหลี่เท่านั้นที่ถูกทำลาย...”

            “แม้แต่หอการค้าเงามายา...ก็ถูกเล่นงานเข้าอย่างจัง!”

            เสียงพูดเจือความตื่นตระหนกและหวาดกลัวผู้ที่ได้ยินต่างหยุดชะงัก ทั้งที่เพิ่งได้ยินเพียงครึ่งเดียวสายตาหลายคู่เบิกกว้าง ขณะที่ลมเย็นแผ่วเบาพัดผ่านตรอกซอย

            ชายชราในโรงน้ำชากลางเมืองวางถ้วยชาในมือลงอย่างแผ่วเบา

            แต่ฝ่ามือกลับสั่นน้อย ๆไม่อาจควบคุม

            เขาพึมพำเสียงเบาขณะที่ดวงตาจับจ้องไปนอกหน้าต่าง “...บ้าไปแล้ว...”
    ข่าวสารที่เหมือนคลื่นทะเลซัดกระหน่ำแผ่ขยายไปทั่วทุกซอกมุมของเมืองอวี้หยางราวกับลมพายุพัดพา

            จากเพียงเรื่องราวลับ ๆที่พูดกันในตรอกหลัง แปรเปลี่ยนเป็น ข่าวใหญ่ระดับเมืองที่ทุกผู้ฝึกตนต่างล้วนกล่าวถึง ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวันทั้งเมืองอวี้หยางก็ไม่มีผู้ใดไม่รู้

            และหนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากพอๆ กับ “ชายสวมหน้ากากเหล็ก” ผู้เป็นมนุษย์นั้น

            กลับกลายเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง 

            หมิงเยว่หลานมีคนคาดเดาไปต่างๆนานาว่านางมีสถานะพิเศษแต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางมีสถานะอันใดกันแน่

            …

            หอการค้าเงามายา—ชั้นบนสุด

            ห้องประชุมใหญ่ของหอการค้าแห่งนี้ถูกออกแบบด้วยความพิถีพิถันทุกกระเบียดนิ้วพื้นไม้ดำขัดเงาสะท้อนแสงเพลิงจากโคมไฟคริสตัลที่ห้อยลงมาจากเพดานผนังทั้งสี่ด้านประดับด้วยภาพเขียนหมึกจีนโบราณว่าด้วยตำนานแห่งการค้าและสงครามกลิ่นหอมจาง ๆ ของธูปไม้จันทน์ลอยคลุ้งในอากาศผสานเข้ากับความเงียบสงัดที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้อง แม้จะไม่ได้มีเสียงผู้ใดเอ่ยแต่แรงกดดันที่แผ่กระจายอยู่ในห้องกลับทำให้ผู้เข้ามาใหม่ แทบหายใจไม่ทั่วท้อง

            กลางของห้อง
    ร่างของชายชราผู้ดูแลหอการค้าเงามายากำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างนอบน้อม ผืนพรมใต้เข่าถูกแรงกดทับจนยุบลงไปเล็กน้อย

            แม้ร่างกายของเขาไม่ได้มีบาดแผลให้เห็นชัดแม้เลือดหยดหนึ่งยังมิได้ไหลออกมา แต่ความอับอายกลับ กัดกินลึกถึงกระดูก

            ในใจของเขายังไม่ลืม…ภาพที่ตนเองถูกชายสวมหน้ากากเหล็ก มนุษย์เพียงหนึ่งเดียวลากไถร่างไปตามถนนใหญ่ของเมืองต่อหน้าฝูงชนมากมาย..

            ภาพนั้น...ยิ่งกว่าการทำลายร่างกายเสียอีก

            เบื้องหน้าของเขา หมิงเยว่หลานนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีเข้มอย่างสง่างามอาภรณ์สีดำของนางปลิวไหวเพียงเล็กน้อยตามลมจากช่องหน้าต่างผ้าผูกเอวลายเมฆขาวตัดกับรูปลักษณ์อันเรียบสงบและเยือกเย็นของนาง 

            และที่ข้างกายของนางคือชายชราผู้หนึ่งในชุดนักพรต สีขาวทั้งชุด เส้นผมของเขาเป็นสีเงินขาวสะท้อนแสงสลัวแววตานิ่งดั่งบึงน้ำในคืนจันทร์ดับ แม้เขาจะยืนนิ่งเฉย ไม่ขยับแม้แต่น้อย แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของเขากลับคล้ายกับภูผาที่ทับอยู่เหนือหลังของชายชราผู้นั่งคุกเข่า

            นั่นแหละ คือเหตุผลที่เขา “ยังไม่กล้าขยับ”

            เขาเคยเห็นหมิงเยว่หลานมาก่อน หญิงสาวผู้นี้เป็นเพียงหัวหน้ากลุ่มกลีบบุปผาผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาที่ไม่มีพลังพิเศษอันใด หากเป็นยามปกติเขาไม่เพียงแต่จะไม่คุกเข่าเช่นนี้  แม้แต่นั่งให้พูดยังอาจไม่ยอมด้วยซ้ำ

            แต่ตอนนี้…ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

            ชายชราที่คุกเข่าอยู่ค่อย ๆเงยหน้าขึ้น เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถามออกไป

            “เจ้า…เป็นผู้ใดกันแน่?”

            และในขณะนั้นเอง..

            เสียงอันทรงอำนาจของชายชราผู้ยืนอยู่ข้างกายหมิงเยว่หลานก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            “บังอาจ!” น้ำเสียงนั้นดุดันเยียบเย็น แฝงด้วยแรงปราณลี้ลับที่สะเทือนห้อง

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูของข้า...เป็นผู้ใด?”

            เพียงแค่คำพูดนั้นเอ่ยจบแรงกดดันที่หนักหน่วงดั่งขุนเขาก็พุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างของชายชราผู้ดูแลหอการค้าเงามายาเขาซึ่งคุกเข่าอยู่เดิม ถึงกับทรุดตัวลงไปอีกระดับ หน้าผากแทบจรดพื้นเสียงครางเจ็บปวดเล็ดลอดจากลำคอ

            “อ๊า…”

            ในจังหวะนั้นเอง…

            ฉัวะ! เสียงวัตถุแข็งกระแทกกับพื้นห้องดังขึ้นเบื้องหน้าเขา

            ชายชราผู้ดูแลเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก
    ดวงตาของเขาเบิกกว้างในพริบตา เมื่อเห็นสิ่งที่ถูกโยนลงมา

            แผ่นป้ายเหล็กสีดำสนิทพื้นผิวของมันมีลวดลายทองคำละเอียดซับซ้อนและตรงกลางป้าย...ปรากฏอักษรเพียงหนึ่งเดียว “เงา” เป็นอักษรเดียว แต่กลับสะท้อนอำนาจมากเกินกว่าคำพูดใดจะพรรณนา

            ทันทีที่เห็นแผ่นป้ายนั้นร่างกายของชายชราแทบจะสั่นเป็นลูกนกในฤดูหนาว สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากตกใจเป็นหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งจนแทบหายใจไม่ออก

            เสียงที่หลุดจากริมฝีปากแห้งผากของเขาตะกุกตะกัก

            “นี่... นี่มัน...”

            แต่ยังไม่ทันได้กล่าวต่อเสียงของหมิงเยว่หลาน ก็ดังขึ้นมาแทนที่ น้ำเสียงของนางนิ่งเรียบราวกับไม่ได้ใส่อารมณ์ใดลงไปแม้แต่น้อย

            “บอกข้ามาเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

            คำถามนั้นแม้จะไม่มีวาจาเหี้ยมเกรียมแต่ในสายตาของทุกคนในห้อง มันกลับ ทรงอำนาจกว่าคำขู่ใด ๆ

            ชายชราพยายามจะขยับปากอธิบายเสียงของเขาสั่น ไม่กล้ามองสบดวงตาของสตรีเบื้องหน้าแม้แต่น้อย

            “คือว่า…ข้าต้องการจะ...ทำการค้ากับอาวุธของมนุษย์ผู้นั้น นำมาให้กับหอการค้าของพวกเรา...”

            คำพูดแผ่วเบาลงเรื่อย ๆจนแทบกลืนหายไปกับลมหายใจ ศีรษะก็ก้มต่ำลงเรื่อย ๆ จนไม่กล้าเงย

            หมิงเยว่หลานเอียงคอเล็กน้อยนางจ้องเขม็งไปยังชายชราที่คุกเข่าอยู่ ริมฝีปากเอ่ยออกมาเบา ๆหากแต่เย็นชาอย่างยิ่ง “ต้องการซื้อขายอย่างนั้นหรือ?”
    “ให้กับหอการค้าของ พวกเรา แน่ใจแล้วหรือ?”

            ชายชราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาสั่นไหว ปากของเขาเปิดขึ้นอย่างอยากจะเอ่ยอธิบายสิ่งใด

            “เรื่องนั้น…”

            เพียงเท่านั้น...เสียงของเขาก็ถูกตัดขาด

            เพราะในพริบตานั้นเองร่างของชายชราก็พลันถูกบดขยี้จนสลายหายไปในอากาศ

            ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีแสงสว่างวาบไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของร่างกายตกค้าง

            มีเพียงผืนพรมใต้เข่าที่แหว่งเป็นรอยลึกและความเงียบงันที่ตามมาเท่านั้น

            ชายชราผู้ลงมือคือนักพรตชราในชุดขาวที่ยืนข้างหมิงเยว่หลาน

            เขาเพียงขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย

            ก็เพียงพอจะลบล้างตัวตนของผู้ดูแลหอการค้าทั้งคนไปอย่างง่ายดาย

            จากนั้น...เขาก็หันมาหาเด็กสาวข้างกายโค้งเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยความเคารพ

            “คุณหนู...เราจะเอาอย่างไรต่อดีขอรับ?”

            หมิงเยว่หลานเหลือบตาเล็กน้อย
     ก่อนจะเอ่ยเพียงคำเดียว

            “เตรียมของขวัญ...ชดใช้”

            ชายชรานักพรตที่ยืนอยู่ข้างหมิงเยว่หลานใบหน้าอันสงบนิ่งตลอดเวลาพลันเผยร่องรอยของความประหลาดใจออกมาวูบหนึ่งแม้เพียงแผ่วเบา...แต่ไม่อาจหลุดพ้นสายตาของสตรีที่นั่งอยู่กลางห้องได้

            หมิงเยว่หลานเบือนสายตาไปมองชายชราข้างกายนางเอ่ยถามขึ้นอย่างราบเรียบ แต่ทว่าทุกคำกล่าวกลับเปี่ยมด้วยน้ำหนัก

            “หอการค้าเงามายาของพวกเรา...ยากลำบากถึงเพียงนั้นแล้วหรือ?”

            “ถึงกับต้องทำการค้าโดยการแย่งชิงของผู้อื่น?”

            ชายชรานักพรตส่ายหน้าเบา ๆเขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคารพและหนักแน่น

            “ไม่ขอรับ”

            คำตอบของเขาสั้น 

            หมิงเยว่หลานได้ยินดังนั้นนางก็คลี่ยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก ก่อนจะค่อย ๆเอนตัวพิงลงกับพนักเก้าอี้ไม้สีเข้มเบื้องหลัง แผ่นหลังของนางแนบแน่นกับเบาะพิงเส้นผมปลิวเบา ๆ ไปตามแรงลมจากหน้าต่าง

            นางหลับตาเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ

            “อืม...อีกเดี๋ยวพวกเราก็ต้องออกจากเมืองอวี้หยางแล้ว”