บทที่ 2 งานเลี้ยงในพระราชวัง
ในยามราตรีที่เงียบสงบ ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลซู การประดับตกแต่งหรูหราภายใต้แสงเทียนทำให้ทุกสิ่งดูงดงามราวภาพวาด ซูเหมยลี่นั่งประดับอาภรณ์สีทองอร่าม ที่ปัฟกลวดลายหงส์ร่อนอย่างประณีตบนผืนผ้าไหม แต่เื้ัรอยยิ้มที่แสนงดงามนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดและความขัดแย้ง
"คุณหนูใหญ่ ท่านพ่อของท่านมีเื่สำคัญจะหารือ" หญิงรับใช้รายงานเสียงเบา
ซูเหมยลี่พยักหน้าอย่างเชื่องช้า นางลุกขึ้นและเดินตามหญิงรับใช้ไปยังห้องรับรองที่บิดาของนางกำลังรออยู่ ซูเจิ้นไห่ หัวหน้าตระกูลผู้ทรงอำนาจ ยืนอยู่ด้วยท่าทางสง่างาม
"เหมยลี่ ลูกพ่อ" เสียงทุ้มต่ำของเขาดังก้องในห้อง "พ่อได้รับข่าวว่าฮ่องเต้เริ่มสงสัยในความเคลื่อนไหวของตระกูลซู และข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับข้าก็อาจทำให้วังหลวงสั่นคลอน" ซูเจิ้นไห่เอ่ยพร้อมวางม้วนกระดาษในมือบนโต๊ะสีดำขลับ
ซูเหมยลี่นั่งลงอย่างสำรวม แววตาภายนอกยังคงนิ่งเฉย แต่ภายในใจกลับว้าวุ่น
"ท่านพ่อ้าให้ข้าทำสิ่งใดเพคะ?" นางถามเสียงเรียบ
"ลูกพ่อ เ้าคือผู้เดียวที่สามารถทำให้ฮ่องเต้วางใจในตระกูลเรา" ซูเจิ้นไห่ก้มลงหยิบม้วนกระดาษยื่นให้ "นี่คือรายงานปลอมเกี่ยวกับกิจการของตระกูลซู จงนำไปมอบให้ฮ่องเต้ และทำให้พระองค์เชื่อว่าตระกูลเราภักดีต่อบัลลังก์"
ซูเหมยลี่รับม้วนกระดาษนั้นด้วยมือที่ยังคงสั่นไหวเล็กน้อย แต่เพียงชั่ววินาที นางก็บังคับตัวเองให้สงบนิ่ง “หม่อมฉันจะทำตามคำสั่งของท่านพ่อ”
คืนเดียวกันนั้น ซูเหมยลี่กลับมานั่งอยู่ในห้องนอนที่เงียบสงบ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ทำให้นางสามารถมองเห็นม้วนกระดาษที่อยู่บนโต๊ะได้ชัดเจน นางจ้องมันด้วยความลังเล
"เ้าไม่ควรเปิดดู" เสียงระบบดังขึ้นก้องในหัว
"แต่ข้าจำเป็ต้องรู้สิ่งที่ข้ากำลังทำ หากข้าให้สิ่งนี้กับฮ่องเต้แล้วกลับกลายเป็ว่า..."
"หน้าที่ของเ้าคือทำตามเนื้อเื่ เ้าต้องเชื่อมั่นในเส้นทางที่ข้าชี้นำ หากเ้าล้มเหลว ผลที่ตามมาอาจเลวร้ายยิ่งกว่าที่เ้าคิด"
นางกัดริมฝีปาก นั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจทำตามเสียงในหัวที่คอยเตือน นางเก็บม้วนกระดาษไว้ในกล่องไม้และหลับตาลงทั้งที่ความกังวลยังคงเกาะกุมหัวใจ
รุ่งเช้า ซูเหมยลี่เดินทางมายังวังหลวงในชุดอาภรณ์งดงามตระการตา นางก้าวเท้าอย่างสง่างามเข้าสู่โถงรับรองที่ฮ่องเต้จ้าวหานยวี่ประทับอยู่ ดวงเนตรของพระองค์จับจ้องมาที่นางทันทีที่นางปรากฏตัว
“ซูเหมยลี่” ฮ่องเต้เอ่ยเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “เ้ามีสิ่งใดจะมอบให้ข้าหรือไม่?”
ซูเหมยลี่ย่อกายคารวะก่อนจะยื่นม้วนกระดาษให้ “หม่อมฉันนำรายงานจากท่านพ่อมาให้ฝ่าาเพคะ”
จ้าวหานยวี่รับม้วนกระดาษมาอย่างระมัดระวัง สายพระเนตรคมกริบจับจ้องไปยังใบหน้าของซูเหมยลี่ แต่ก่อนที่พระองค์จะคลี่อ่าน พระองค์กลับถามคำถามที่ทำให้นางนิ่งค้าง
“เ้าเคยเปิดดูหรือไม่?”
ซูเหมยลี่ใเล็กน้อยแต่รีบควบคุมตัวเอง นางส่ายหน้า “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”
“เช่นนั้นก็ดี” ฮ่องเต้คลี่ม้วนกระดาษอ่านอย่างเงียบงัน ใบหน้าของพระองค์ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่าสายตาที่มองนางกลับเต็มไปด้วยความลึกลับ
“ซูเหมยลี่ เ้าคิดว่าข้าควรเชื่อข้อมูลนี้หรือไม่?”
คำถามนี้ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกผลักเข้าสู่หลุมพราง นางสูดลมหายใจลึกก่อนตอบ “หม่อมฉันเชื่อมั่นในความภักดีของตระกูลซูต่อราชบัลลังก์เพคะ”
จ้าวหานยวี่หัวเราะเบาๆ แต่เสียงนั้นเต็มไปด้วยความน่าหวาดหวั่น “ข้าหวังว่าเ้าจะพูดความจริง”
เมื่อซูเหมยลี่กลับมาถึงตระกูลซู นางพบว่าซูเจิ้นไห่รออยู่ที่ห้องโถงหลัก ใบหน้าของเขาดูพึงพอใจ
“ลูกพ่อ เ้าทำได้ดีมาก” เขาเอ่ยพร้อมยิ้มมุมปาก
แต่ซูเหมยลี่รู้ดีว่าในรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ นางได้แต่นิ่งเงียบ ขณะที่ในใจรู้ว่าตนเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
เสียงพิณบรรเลงแ่เบาก้องกังวานไปทั่วลานกว้าง งานเลี้ยงในพระราชวังคืนนี้จัดขึ้นอย่างหรูหรา ภายใต้แสงจันทร์ที่เจิดจ้าประหนึ่งกลางวัน เหล่าขุนนางและผู้ทรงเกียรติต่างสวมอาภรณ์งดงามแข่งขันประชันความสง่างามของกันและกัน
ซูเหมยลี่ ในชุดอาภรณ์สีแดงสดที่ปักลายัไฟอย่างประณีต ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชน รอยยิ้มของนางดูเย่อหยิ่งแต่แฝงด้วยความงามที่สะกดสายตาของผู้คน แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความกังวล
"คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซู ดูเหมือนท่านจะได้รับความสนใจไม่น้อย" เสียงระบบดังขึ้นในหัว ราวกับจะเย้ยหยันความอึดอัดของนาง
"ข้าไม่ได้้าความสนใจเช่นนี้" นางตอบกลับในใจ พลางส่งยิ้มตามมารยาทให้กับเหล่าขุนนางที่เข้ามาแสดงความเคารพ
แต่แล้วทุกสายตาก็เบนไปยังผู้มาใหม่ ฮ่องเต้หลี่เจินก้าวเข้ามาในงานเลี้ยงด้วยท่วงท่าที่องอาจ พระพักตร์หล่อเหลาของพระองค์ฉายแววเ็าแต่ทรงอำนาจ ทุกคนต่างโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง
"ถวายบังคมฝ่าา" เสียงของเหล่าขุนนางดังขึ้นพร้อมกัน
"พวกท่านลุกขึ้นเถิด" ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สายตาของพระองค์เลื่อนไปหยุดที่ซูเหมยลี่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันไปสนทนากับเหล่าขุนนางระดับสูง แต่เพียงแค่นั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้คนในงานเริ่มจับตามองนาง
ไม่นานนัก บรรยากาศของงานเลี้ยงก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง เหล่าขุนนางต่างจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ซูเหมยลี่พยายามหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้างนาง
"คุณหนูซู เหตุใดถึงยืนอยู่ลำพัง?" เสียงทุ้มต่ำของฮ่องเต้ดังขึ้นเื้ั
นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปโค้งคำนับ "ถวายบังคมฝ่าา หม่อมฉันเพียงแค่ชื่นชมบรรยากาศของงานเลี้ยงเพคะ"
ฮ่องเต้หลี่เจินแค่นยิ้มบาง "หรือว่าเ้าเบื่อหน่ายงานเลี้ยงนี้?"
"หามิได้เพคะ ฝ่าาทรงจัดงานเลี้ยงได้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ หม่อมฉันเพียงแต่..." นางเว้นจังหวะ หวังให้คำพูดของตนไม่ผิดพลาด "เพียงแต่รู้สึกว่าความงดงามของงานเลี้ยงยังไม่อาจเทียบกับแสงจันทร์ในค่ำคืนนี้"
คำตอบนั้นทำให้ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ "เ้าช่างมีวาทศิลป์ ซูเหมยลี่ แต่ข้ากลับคิดว่าความงดงามของค่ำคืนนี้ไม่อาจเทียบได้กับตัวเ้า"
คำพูดนั้นทำให้นางนิ่งอึ้ง รู้สึกถึงสายตาของคนในงานที่จับจ้องมาที่พวกเขา หัวใจของนางเต้นแรงด้วยความกดดัน แต่ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งไว้
"ฝ่าาทรงกล่าวเกินไปแล้วเพคะ" นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฮ่องเต้หลี่เจินเพียงยิ้ม แต่แววตาของพระองค์กลับสื่อความหมายบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ
หลังงานเลี้ยงจบลง ซูเหมยลี่เดินกลับตำหนักของตนด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
"ดูเหมือนฝ่าาจะเริ่มให้ความสนใจในตัวท่านมากขึ้น" เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง
"ข้าไม่ได้้าให้เขาสนใจ!" นางโต้กลับในใจ "ข้าเพียง้าให้ทุกอย่างเป็ไปตามเนื้อเื่เดิมเท่านั้น"
"แต่ในเนื้อเื่เดิม ซูเหมยลี่ก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้มิใช่หรือ?"
คำพูดของระบบทำให้นางนิ่งเงียบ นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความยุ่งยาก แต่หากนาง้ากลับไปยังโลกเดิม นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้าต่อไป
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ของระบบที่ดังขึ้นในหัว ราวกับจะเตือนนางว่าชะตากรรมของนางเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น...