นับจากวันนี้ไปผมถือเป็นผู้ฝึกวิชาอย่างแท้จริงแล้ว
แม้จะอยู่ในระดับต่ำสุด แต่ก็ไม่ได้เป็นแค่คนธรรมดาอีกต่อไป
ผมนั่งอยู่บนเตียง มองไปยังประตูที่แง้มเปิดอยู่ พร้อมกับนึกถึงคำพูดที่ได้ยินเมื่อคืน
ผมไม่ได้หวาดกลัว…แต่กลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากกว่า
อาจารย์ขัง ‘บางสิ่ง’ ไว้ในห้องข้างๆ ทำไมกัน
ผมสวมรองเท้า เดินไปที่ประตู
อาจารย์ยังไม่กลับมา...
ผมมองไปยังห้องที่ถูกล็อกแน่นหนา พูดเบาๆ ว่า “เดี๋ยวฉันจะเอาไพ่สำรับหนึ่งมาให้”
ภายในห้องยังคงเงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ผมไม่ได้สนใจ เดินลงไปชั้นล่าง เปิดประตูร้านซึ่งพอดีกับที่อาจารย์กลับมาถึง
เขาสะพายเบ็ดตกปลาไว้บนบ่า แต่ในตาข่ายกลับไม่มีปลา มีเพียงถุงข้าวโพดสดติดมือกลับมาแทน
ดูเหมือนเมื่อคืนเขาจะตกปลาไม่สำเร็จอีกแล้ว
ตกปลาทั้งคืน แต่กลับต้องหอบข้าวโพดกลับมาแทน
“อาจารย์ กลับมาแล้วเหรอครับ”ผมพูดยิ้มๆ
อาจารย์อ้าปากหาวก่อนตอบ “อืม! เหนื่อยชะมัดเกือบได้ตัวใหญ่แล้วเชียว! ให้ตายเถอะ ต้องโทษไอ้อวี๋หลงนั่นแหละคราวที่แล้วมันให้เหยื่อปลามานิดเดียว ตกไปสักพักเหยื่อก็หมดแล้ว ดูสิน่าโมโหไหมล่ะ เสี่ยวเจียงคราวหน้าช่วยไปบอกให้ไอ้หมอนั่นเอาเหยื่อมาให้อีกหน่อยนะ”
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาครับ อาจารย์”
ผมรับอุปกรณ์ตกปลาจากเขา แล้วนำไปเก็บ
อาจารย์จุดบุหรี่ สูดควันเข้าปอดก่อนจะถามขึ้น “เป็นไงบ้าง ทะลวงระดับได้แล้วใช่ไหม”
“สำเร็จแล้ว แต่เมื่อคืนเจอปัญหานิดหน่อย” ผมบอกตามตรง
อาจารย์ชะงักไปเล็กน้อย “เป็นไปได้ไง นายมีพรสวรรค์ขนาดนี้ปราณต้นกำเนิดก็แข็งแกร่งขนาดนั้น แค่ทะลวงระดับพรจิต ทำไมยังมีปัญหา”
ผมพยักหน้า “ใช่ครับ อาจารย์ เมื่อคืนตอนผมพยายามทะลวงระดับรู้สึกเหมือนมีพลังสี่สายอยู่ในร่างคล้ายพันธนาการสี่สายหรือกำแพงที่ขวางกั้นตลอดเวลาจนกระทั่งมีพลังเย็นเยียบบางอย่างไหลเข้ามา ผมถึงทะลวงได้สำเร็จ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาจารย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “พลังสี่สาย? พลังเย็นเยียบ?”
ผมพยักหน้าตอบยืนยัน
อาจารย์คาบบุหรี่ในปาก ก่อนจะคว้ามือซ้ายของผมมากดลงที่เส้นชีพจรแล้วไล่นิ้วไปตามเส้นชีพจรของผมอย่างช้าๆ
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที ดวงตาของอาจารย์เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง“พลังสี่มหาเคราะห์!”
แค่ได้ยินชื่อ ผมก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องดี
อาจารย์ปล่อยมือจากผม ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนพูดขึ้น “ฉันเองก็ไม่เคยเจอกรณีแบบนายมาก่อน นับว่าฉันคำนวณพลาดไปจริงๆโชคดีที่เจ้าหมอนั่นช่วยนายไว้”
“อาจารย์ นี่มันหมายถึงอะไรเหรอพลังสี่มหาเคราะห์ที่ท่านพูดถึงเกี่ยวข้องกับพลังที่ผมสัมผัสได้เมื่อคืนใช่ไหมแล้ว ‘เจ้าหมอนั่น’ ที่ว่า หมายถึงสิ่งที่ถูกขังไว้ในห้องข้างๆ เหรอครับ”
ผมใช้โอกาสนี้รีบถามออกไปทันที
คราวนี้ อาจารย์ไม่ได้หลบเลี่ยง เขาพยักหน้าเล็กน้อย “อืม…ก็คือเจ้าสิ่งที่อยู่ในห้องข้างๆ นั่นแหละ”
จากนั้นเขากล่าวต่อ “ส่วนเรื่องสี่มหาเคราะห์น่าจะเป็นพลังประจำชะตาเฉพาะตัวของนาย ซึ่งเป็นตัวแทนของ ‘ฆาต’ ‘ภัย’ ‘คม’ และ‘ร้าย’ แค่ฉันคิดไม่ถึงว่ามันจะแข็งแกร่งขนาดนี้”
อาจารย์เคยบอกว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีปราณต้นกำเนิด เพียงแต่ระดับความแข็งแกร่งและคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน
หากอิงตามที่อาจารย์บอกล่ะก็ในตัวผมมีปราณต้นกำเนิดเป็นสี่มหาเคราะห์งั้นเหรอ
อาจารย์ดูเหมือนจะอ่านความคิดของผมออก เขาหัวเราะเล็กน้อยก่อนกล่าว “ไม่เป็นไร นายแค่มีลักษณะพิเศษเท่านั้นเองตราบใดที่นายมีความยุติธรรมในใจและยึดมั่นในตัวตนของตนเองไม่ว่าปราณต้นกำเนิดจะเป็นเช่นไร มันก็เป็นพลังที่สามารถควบคุมและใช้งานได้เมื่อฝึกไปจนถึงระดับหนึ่งนายจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงพลังสี่มหาเคราะห์ที่อยู่ในร่างกายเอง”
ได้ยินเช่นนั้น ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
แต่แล้วก็นึกถึงสิ่งที่อยู่ในห้องข้างๆ ที่มาขอไพ่จากผมเมื่อคืน
ผมจึงเอ่ยถามอาจารย์ “อาจารย์คนที่อยู่ในห้องข้างๆ เขามาขอไพ่จากผมในความฝัน ท่านว่า…”
ผมต้องการดูปฏิกิริยาของอาจารย์
เขากลอกตาถอนหายใจ แล้วสูดควันบุหรี่เข้าลึกๆ ก่อนตอบกลับมา “ให้ไปเถอะ แต่โดยปกติแล้ว อย่าไปพูดคุยกับพวกนั้นไม่อย่างนั้นนายจะเดือดร้อน และพวกมันก็จะเดือดร้อนไปด้วย”
ผมอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “อาจารย์…ทำไมต้องขังพวกเขาไว้เหรอ”
อาจารย์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ก็เพื่อพวกเขาเอง”
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจผมอีก เดินขึ้นไปบนชั้นสองทันที
ชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้
สรุปแล้ว ใครกันที่ถูกขังไว้ในห้องนั้น ทำไมต้องขังพวกเขาไว้
ผมมีคำถามมากมายในใจ แต่คงไม่ได้คำตอบในตอนนี้
หลังจากอาจารย์เดินขึ้นไป ผมก็เดินข้ามถนนไปกินอาหารเช้าก่อนจะแวะซื้อไพ่หนึ่งสำรับแล้วกลับมายังร้าน
อาจารย์นอนหลับอยู่ในห้อง ผมจึงไม่ไปรบกวน
ผมจุดธูปให้ควันลอยผ่านสำรับไพ่เบาๆ ก่อนจะค่อยๆสอดมันผ่านช่องใต้ประตูห้องที่ถูกล็อกไว้
อาจารย์เคยเตือนว่าอย่าไปพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับ ‘พวกนั้น’ไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายทั้งต่อผมและต่อพวกเขาเอง
แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด แต่ผมก็จดจำคำสั่งนั้นไว้ขึ้นใจ
ดังนั้น หลังจากส่งไพ่เข้าไปผมก็ไม่พูดอะไรเพียงเดินลงไปเฝ้าร้านตามปกติ
วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบสงบ
ระหว่างวันผมฝึกการหายใจและควบคุมพลังปราณภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ขณะเดียวกันก็เรียนรู้การวาดยันต์และวาดอักขระเวท
เมื่อถึงเวลากลางคืน…
เสียงที่ผมเคยได้ยินจากห้องข้างๆ เปลี่ยนไป
จากเสียง ‘แปะๆ’ ของไพ่นกกระจอกกลายเป็นเสียงสับไพ่ดัง ‘แซ่กๆ’ออกมาแทน
ดูเหมือน ‘เพื่อนบ้าน’ของผมจะเปลี่ยนเกมจากไพ่นกกระจอกมาเป็นโป๊กเกอร์แทนแล้ว
เราไม่ได้พูดคุยกัน ไม่มีการติดต่อสื่อสาร
ทุกอย่างดำเนินไปเงียบๆ เช่นนี้เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์
จนกระทั่งวันนี้…
ขณะที่ผมกับอาจารย์เพิ่งกินข้าวเย็นเสร็จเสียงโทรศัพท์ของที่ร้านก็ดังขึ้น
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เครื่องนี้ดังขึ้น
อาจารย์กำลังแคะฟัน ท่าทางดูสบายๆ ตามปกติ
แต่ทันทีที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ราวกับทั้งร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นในชั่วพริบตา
ผมมองอาจารย์ด้วยความแปลกใจไม่เข้าใจว่าทำไมโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวถึงทำให้เขาตกใจได้ถึงเพียงนี้
อาจารย์โยนไม้จิ้มฟันทิ้ง ก่อนจะรีบลุกขึ้น
แม้กระทั่งตอนหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาเขายังสูดลมหายใจลึกเพื่อปรับอารมณ์ของตัวเอง
“ฮัลโหล” น้ำเสียงของอาจารย์หนักแน่นแต่แฝงด้วยความระมัดระวัง
ผมเงี่ยหูฟัง แต่กลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากปลายสาย
อาจารย์ถือโทรศัพท์ไว้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เขาตอบกลับด้วยเสียง “อืมๆ” อยู่หลายครั้ง แต่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม
จนกระทั่งตอนที่วางสาย อาจารย์เอ่ยออกมาสั้นๆ ว่า “เป็นท่านใต้เท้า!”
จากนั้นเขาก็วางสายไปทันที
ผมถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ “ใต้เท้า?”
อาจารย์เป็นคนอารมณ์ร้อนขนาดนั้นคนที่ทำให้อาจารย์ตึงเครียดได้ขนาดนี้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ใหญ่ขนาดไหนกัน
เมื่อเห็นอาจารย์วางสาย ผมรีบเดินเข้าไปถาม “อาจารย์ ใครโทรมาเหรอครับ”
อาจารย์ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ตอบคำถามผม แต่กลับพูดขึ้นว่า “เก็บของให้เรียบร้อย มีงานเข้า”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมเอาแต่เฝ้าร้าน ไม่ได้ออกไปทำอะไรเลยดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีงานให้ทำ ผมถึงกับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เพราะถ้าผมอยากพัฒนาฝีมือก็ต้องออกไปเผชิญหน้ากับภูตผีดูดซับปราณต้นกำเนิดจากพวกมัน
“อาจารย์ งานอะไรเหรอครับ”
อาจารย์พ่นควันบุหรี่ออกมา ก่อนจะตอบสั้นๆ “เก็บศพที่ทะเลสาบหนานเทียน”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘เก็บศพ’ หัวใจของผมเต้นแรงขึ้น
ภารกิจเก็บศพที่ทำให้อาจารย์ถึงกับเคร่งเครียดถึงเพียงนี้แถมยังมาจากโทรศัพท์เครื่องนั้น โทรศัพท์ที่ไม่เคยดังขึ้นเลยสักครั้ง
พูดได้เลยว่า ภารกิจเก็บศพครั้งนี้อาจจะยากลำบากและเต็มไปด้วยอันตรายถึงที่สุด