“เฮ้ออเบื่อชะมัด”เสียงบ่นออกมาเบาๆจากวัยรุ่น1ใน3คน
3คนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นพวกที่ไปดักหาเรื่องรุ้งที่หน้าโรงเรียนนั่นแหละตอนนี้พวกมันพึ่งจะกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เลยเดินเล่นไม่มีอะไรทำอยู่ในเมือง
“นั่นดิ..นึกว่าโดนพักการเรียนจะนั่งเล่นเกมได้ทั้งวันที่ไหนได้โคตรเบื่อเลย”
หลังจากที่รุ้งเข้าโรงเรียนไปแล้ว3คนนี้ก็นั่งเล่นเกมมือถือกันตลอดช่วงเช้าจนถึงเที่ยง แต่พอหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จก็ไม่รู้จะทำอะไรเพราะจะให้เล่นเกมต่อมันก็เบื่อแล้ว
จะไปทำอย่างอื่นก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะไม่มีเงิน
“สวัสดีค่ะ”
หือ
ระหว่างที่กำลังเซ็งๆอยู่ดีๆก็มีเด็กสาวหน้าตาน่ารักเดินเข้ามาทักทำเอาทั้ง3คนมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
ดูๆไปแล้วเธอน่าจะอายุน้อยกว่าพวกเขานิดหน่อยหละมั้ง
“พวกคุณเป็นคนเมืองนี้ใช่รึเปล่า”เธอถาม
“ใช่มีอะไรหรือจ้ะคนสวย”1ในนั้นรีบตอบด้วยสีหน้าหื่นกาม
“ฉันต้องไปที่นี่หนะแต่หาไม่เจอตั้งแต่เมื่อกี้แล้วพอจะช่วยบอกได้มั้ยคะ หรือถ้าพาไปได้ก็จะขอบคุณมากๆเลยหละ”สาวน้อยยังถามต่อโดยที่ไม่ได้สนใจหน้าตาหื่นๆของเด็กหนุ่ม3คนตรงหน้า
“ไหนดูซิ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งคว้าเอกสารในมือสาวน้อยตรงหน้าไปดู
“รู้จักนะ ไม่ไกลด้วย เธอคงเดินงงๆก็เลยเดินผ่านไปแบบไม่รู้ตัวมั้ง แต่ตรงนั้นมันเปลี่ยวน่าดูเลยเด็กผู้หญิงไปคนเดียวมันดูอันตรายอยู่นะ”หลังจากที่ดูเอกสารเด็กหนุ่มก็ตอบกลับ
“แต่ไม่เป็นไร ถึงจะไม่รู้ว่าเธอจะไปทำไมแต่เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”
เพี๊ยะ “โอ๊ยไอ้เวรตบหัวกูไมวะ”
“ไม่ต้องเลยกูรู้ทัน น้องครับเดี๋ยวพี่ไปส่งเอง”
“ไอ้ปอนมึงแหลมเลยนะ กูไปเองโว้ย”
แล้วทั้ง3คนก็แย่งกันไปส่งเด็กสาวตรงหน้า
“คิก”สาวน้อยเห็นแบบนั้นก็ขำออกมา
“พวกพี่ก็ตลกดีนะแต่ฉันรีบจริงๆยังไงช่วยหน่อยได้มั้ยคะ”
“จัดไปครับ”ทั้ง3คนแทบจะตอบพร้อมๆกันหลังจากเห็นรอยยิ้มใสๆของสาวน้อยตรงหน้า
หลังจากเดินมาได้10นาทีก็ถึงจุดหมาย บริเวณนี้แตกต่างจากเมื่อครู่ที่มีคนเดินไปมาอยู่บ้างอย่างชัดเจน
ตรงที่พวกเขายืนอยู่นี่ไม่เห็นคนเลยสักนิด มองไปรอบๆก็มีแต่ตึกร้างที่เจ๊งไปตอนช่วงโรคระบาดเมื่อหลายปีก่อน
“นี่เธอมาทำอะไรที่นี่เนี่ย”ปอนที่อายุมากที่สุดในกลุ่มถามเบาๆพลางมองไปรอบๆด้วยความระแวง
“อ๋อ พอดีหนูโดนสั่งให้หลอกพวกพี่มาอะ ขอโทษนร้าา”สาวน้อยตอบด้วยน้ำเสียงหวานพลางมองเขาด้วยสายตาบ้องแบ๊วราวกับเรื่องที่ตอบไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“หา”ทั้ง3คนมองหน้ากันก่อนจะมองหน้าเด็กสาวงงๆว่าจะล่อพวกเขามาทำไม
“เชี่ยหรือโดนพวกครอบครัวเหยื่อล่อมาทืบวะ”
อยู่ๆก็มีคนในกลุ่มคิดถึงเรื่องนั้นเพราะไอ้ต้าโดนคุมตัวอยู่อาจจะมีใครแค้นแล้วมาลงที่พวกตนก็ได้เพราะพวกตนก็อยู่ในเหตุการณ์
“ฉิบหาย”
ทั้ง3คนเตรียมจะวิ่งแต่ไม่ทันแล้ว
รถตู้สีขาว2คันวิ่งมาจอดแล้วเปิดประตูออก ชาย3คนพุ่งออกจากรถแล้วล็อคตัวพวกเขาเอาผ้ายื่นปิดปากปิดจมูกแล้วลากขึ้นรถไป
ทั้ง3คนดิ้นสุดแรงแต่ก็สู้แรงคนที่จับตัวพวกเขาไม่ได้
ไม่นานทั้งสามคนก็หมดสติไปเพราะฤทธิ์ยาสลบแล้วรถตู้ก็แล่นออกไป
…
“ไม่มีกล้องแน่นะ”
มีเสียงดังออกมาจากซอยมืดๆข้างหลัง
พอเด็กสาวหันไปมองก็พบคน4คนเดินออกมา
ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็น ออส จูน อีฟและนายศิวกรนั่นเอง
“จะไม่มีปัญหาตามมาจริงๆใช่มั้ย”นายศิวกรถามอีกครั้งด้วยความเป็นกังวล
“ไม่มีหรอกครับ”ออสตอบ
“โธ่คุณพ่อก่อนหน้านี้เห็นตึงๆอย่ากลัวไม่เข้าเรื่องสิคะ”จูนเอ่ยแซว
“ส่วนกล้องก็มีตัวเดียวตรงนั้นฉันติดอุปกรณ์รบกวนเอาไว้แล้วตอนนี้ถ่ายอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ”อีฟพูดก่อนจะชีเให้ดูกล้องcctvที่ติดอยู่ตัวเดียวโดดๆ
“จริงๆคุณพ่อไม่ต้องมาก็ได้นะ ผมรับปากแล้วนี่ว่าจะไม่เอาให้ถึงตายแล้วก็มันจะไม่ไปรบกวนใครในครอบครัวคุณพ่ออีก”ออสหันไปพูด
“ไม่ๆฉันเป็นคนขอให้ทำเพราะงั้นฉันต้องรับผิดชอบ ฉันจะอยู่ด้วย”นายศิวกรยืนกรานหลังจากนั้นก็หันไปหาเด็กสาว
“ขอบใจนะ นารา ที่ช่วย”นายศิวกรพูดกับเด็กสาว
“ไม่เป็นไรค่ะถือว่าช่วยรุ้งด้วย”เธอตอบกลับ
“ว่าแต่ไปยังไงมายังไงเธอถึงกลายเป็นคนของอิกดราซิลได้หละเนี่ยวันก่อนยังไม่ใช่เลย”ออสถามอย่างแปลกใจเพราะตอนวางแผนที่คุยกันว่าจะให้ผู้หญิงน่ารักๆสักคนล่อพวกมันมาตรงจุดนี้เขายังคิดอยู่เลยว่าอาจจะต้องเปลี่ยนแผนนิดหน่อยหรืออาจจะต้องไปหาเด็กผู้หญิงจากเมืองอื่นมาเพราะคนของอิกดราซิลในเมืองนี้มันน้อยมาก
จะใช้วิธีจ้างคนนอกเอาก็ไม่ค่อยไว้ใจ
แล้วอยู่ดีๆจูนก็เปิดรายชื่อไล่ดูแล้วก็เจอนาราที่เป็นเพื่อนกับรุ้งซะงั้น ออสมั่นใจว่าวันก่อนที่เจอเธอยังไม่ใช่คนของอิกดราซิลแน่ๆเพราะตอนนั้นออสเช็คแล้วว่ามีอาจารย์ธรรมดาๆคนเดียวในโรงเรียนที่เป็นคนขององค์กร
“เมื่อปีก่อนหนูไปช่วยงานประชุมผู้ปกครอง ตอนนั้นหนูยกของไปเก็บแล้วได้ยินอาจารย์เขาเสนอให้ทำตามคำสั่งอะไรสักอย่างกับผู้ปกครองคนนึงค่ะแลกกับการทำให้ลูกได้เรียนต่อ ตอนนั้นอาจารย์ไม่น่าจะรู้ว่าหนูฟังอยู่แต่เอาจริงๆหนูก็ได้ยินไม่ครบ”นาราเล่าก่อนจะหยุดพักหายใจเล็กน้อย
“หนูจำได้ว่าเธอเป็นรุ่นพี่ผู้หญิงหน้าตาดี ตอนนั้นหนูเครียดเรื่องเรียนต่อมากๆยิ่งเห็นพี่ออสฝากให้รุ้งก็ยิ่งเครียด หนูเลยลองโทรหาอาจารย์คนนั้นดู ถึงขนาดคิดอะไรบ้าๆว่าต่อให้ต้องเอาตัวเข้าแลกก็ยอมด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่าข้อเสนอคือให้เข้าร่วมกับองค์กรแทน หนูเลยตอบตกลงไปเลยหนะ”นาราตอบเล่าด้วยรอยยิ้มร่าเริง
เดาได้เลยว่าตอนนี้เธอได้เรียนต่อสายที่ต้องการแล้วแน่นอน
“เฮ้ออเธอรู้ใช่มั้ยเนี่ยว่าตอนนี้กลายเป็นว่าเธอต้องทำตามคำสั่งของเบื้องบนทุกอย่าง จะว่าไปครอบครัวเธอหละเข้ามาอยู่ในองค์กรหมดเลยหรอ”ออสถาม
“ไม่ ไม่มีใครรู้ พวกเขาสนแค่เกรดเท่านั้นแหละไม่สนหรอกว่าหนูรู้สึกยังไง”นาราตอบกลับมาด้วยแววตาที่เศร้าลง
นายศิวกรอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไปไม่พูดดีกว่าเพราะเธอตัดสินใจไปแล้ว พูดไปอาจจะทำให้แย่ลงยิ่งกว่าเก่า
อีกอย่างเขาไม่รู้สถานการณ์ในครอบครัวของเธอในชีวิตจริงไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดี
ออสมองเด็กสาวตรงหน้าพลางคิดว่าเธอใจกล้ามากๆที่ตัดสินใจแบบนี้หรือไม่ก็คงเครียดและกดดันจนหมดความอดทนแล้ว
“ค่ะ พี่ออสคงไม่ใจร้ายกับเพื่อนของรุ้งนักหรอกใช่มั้ยคะ”นาราตอบด้วยการถามกลับก่อนจะมองออสด้วยสายตาอ้อนๆ
น่ารักดีแฮะ ออสคิดในใจ ก่อนหน้านี้เขาแวะเข้าไปที่โรงเรียนก็คิดแต่จะฝากให้รุ้งเรียนต่อไม่ได้สังเกตุเธอเท่าไหร่
“อ่าๆรู้แล้ว”ออสตอบหน้าแดง
ผลัก
“โอ้ย อะไรเนี่ย”ออสร้องออกมาเพราะอยู่ๆดีก้มีใครไม่รู้ตบหัวเขาอย่างแรง
พอหันไปมองก็เห็นพ่อของฟ้ามองมาตาเขียว
“จะเอาอีกกี่คนหา”นายศิวกรถามเสียงดุเมื่อเห็นสายตาแปลกๆที่ออสมองนาราเพราะตอนนี้ที่เขารู้นอกจากลูกเขาออสก้มีผู้หญิงปาไปอีก3คนแล้ว(คุณพ่อรู้แค่ จูน แวว อิงค์)
“โธ่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”ออสตอบเสียงอ่อยโดยไม่ได้สังเกตุเลยว่าจูนแอบขยิบตาให้นาราอยู่
“เอาหละไปเถอะต้องส่งคนไปจัดการพ่อแม่พวกนี้ไม่ให้แจ้งความอีก วุ่นวายแท้เมืองที่มีคนของเราน้อยๆเนี่ย”จูนตัดบทด้วยการบ่นเรื่องที่มีคนของอิกดราซิลในเมืองนี้น้อยแล้วก็ลากทุกคนออกไปจากตรงนี้