เทพสงครามหวนจุติ

    เปิดฉากการแข่งขัน

    ตอนที่ 76


    เปิดฉากการแข่งขัน




    ที่จับจ้องหานเฟิงอย่างนึกเสียดาย คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก เยี่ยหยุนเฟย รัชทายาทแห่งอาณาจักรนภาทมิฬ


    ซึ่งตัวมันที่ก่อนนี้ได้พบเห็นหยุนซินถงสนทนากับหานเฟิง จึงได้ไปคุยกับหยุนซินถงเกี่ยวกับเรื่องของหานเฟิงผู้นี้ มันจึงทราบ ว่าคนผู้นี้เรียกหานเฟิง ทั้งเดิมยังเป็นคนของอาณาจักรเมฆคราม แต่เพราะเหตุบางประการ จึงได้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย กระทั่งกลับมาอีกครั้งก็เป็นตัวแทนของอาณาจักรร่มพฤกษา


    ซึ่งยามนั้นมันเพียงทราบแค่ชื่อ มิได้ใคร่สนใจแซ่สกุล ทั้งตัวมันก็เพียงแค่บอกกล่าวต่อนางเอาไว้ว่า คนผู้นี้เป็นผู้ร้าย ที่ทางอาณาจักรนภาทมิฬต้องการตัว


    “ ก็ไม่รู้ว่าผู้ใดช่วยเหลือเจ้าจนหนีรอดไปได้ แต่การที่เจ้าเป็นทายาทตระกูลหลี่เช่นนี้ เห็นที ข้าคงต้องทำอะไรเสียหน่อยแล้ว”



    เวลาล่วงผ่านไปอีกช่วงใหญ่ ท้ายที่สุด ข่ายเวทย์ขนาดใหญ่ที่ปรากฏรายชื่อ ก็มีข้อมูลอายุ และระดับพลัง บอกชัดกันครบทุกคน ที่ซึ่งส่วนมากจะมีอายุอยู่ที่ยี่สิบสามถึงยี่สิบห้า ขอบเขตความสำเร็จที่ส่วนใหญ่ก็เป็นปราณนภาขั้นต้นเกือบจะทั้งหมด หากจะมีก็แต่หานเฟิง ที่ขอบเขตความสำเร็จเพียงปราณปฐพีขั้นสิบแค่ผู้เดียว


    “ ก็เสร็จสิ้นกันไปแล้ว สำหรับการตรวจสอบ…” เสียงกล่าวจากพิธีกรดังขึ้น


    “ ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดทำผิดข้อกำหนด…”


    “ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะมาทำความเข้าใจกับการแข่งขันในครั้งนี้กัน…”


    สิ้นคำ ข่ายเวทย์ที่ด้านหลังก็เปลี่ยนเป็นภาพของเกาะหนึ่ง เกาะที่มีภูเขาไฟลูกใหญ่อยู่ใจกลาง ภูเขาไฟมิได้ปะทุ ทั้งบนเกาะยังเต็มไปด้วยพืชพรรณที่เขียวชะอุ่ม


    “ ก่อนอื่นต้องบอกว่า การแข่งขันของเราแบ่งออกเป็นสองรอบ โดยที่รอบแรก เราจะแข่งขันกันบนเกาะที่พวกเจ้าเห็นอยู่บนข่ายเวทย์นี้...”


    “ มันเรียกว่า เกาะเล็บอัคคี ที่ในเกาะจะเก็บซ่อนไว้ด้วยสิ่งนี้…”


    กล่าวพร้อมกับในมือที่ปรากฏบางสิ่งที่คล้ายกับเกล็ด เป็นเกล็ดสีเขียวแวววาว ขนาดเท่าฝ่ามือ


    “ นี่จึงเรียกว่าเกล็ดมรกต”


    กล่าวพร้อมกับยกชูไปรอบๆให้ทุกผู้คนได้มองเห็น


    “ ที่บนเกาะจะเก็บซ่อนไว้ด้วยเกล็ดมรกตนี้เป็นจำนวนทั้งสิ้น สามสิบสองชิ้น…”


    “ สิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องทำ คือตามหามัน…”


    “ เมื่อได้มันมาแล้ว ให้มุ่งตรงไปยังยอดภูเขาไฟ ที่ด้านบนจะมีค่ายกลนำส่ง ที่จะพาพวกเจ้ากลับมายังเวทีประลองแห่งนี้…”


    “ ผู้ที่สามารถกลับมาพร้อมกับเกล็ดมรกต จึงถือว่ามีคุณสมบัติที่จะผ่านเข้าสู่การแข่งขันในรอบถัดไป…”


    “ ดังนั้นแล้ว จะมีผู้ที่ผ่านการแข่งขันในรอบแรก เป็นจำนวนทั้งสิ้น สามสิบสองคน”


    สิ้นคำก็ไม่กล่าวต่อ ความเงียบงันบังเกิดขึ้นโดยรอบ กระทั่งมีผู้สงสัยยกมือกล่าวถามขึ้น


    “ สามารถต่อสู้แย่งชิงได้หรือไม่?”


    “ เป็นคำถามที่ดี” พิธีกรตอบรับ “ ด้วยเพราะเกล็ดมรกตนี้ ไม่สามารถเก็บไว้ในอุปกรณ์มิติได้ ดังนั้น จึงสามารถต่อสู้แย่งชิงกันได้อย่างไม่มีข้อกำหนด…”


    “ ร่วมมือกันได้หรือไม่?” มีผู้ยกมือถามขึ้นต่อ


    “ ย่อมได้ หากพวกเจ้าต้องพึงตระหนักว่า สุดท้าย ผู้ที่จะกลายมาเป็นเทพสงคราม ยังคงมีเพียงหนึ่งเดียว”


    ความเงียบบังเกิดขึ้นมาโดยรอบอีกครั้ง พิธีกรกวาดไล่สายตามองดูผู้เข้าแข่งขัน ไม่พบเห็นผู้ใดมีท่าทีว่าจะซักถาม จึงได้กล่าวขึ้นต่อ


    “ ยังคงมีข้อสงสัยกันอยู่อีกหรือไม่?... ถ้าไม่ ก็ให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนขึ้นมาบนเวที ข้าจะเปิดค่ายกลนำส่งพวกเจ้าไปยังเกาะ ส่วนผู้ชมที่อยู่ที่นี่ จะสามารถรับชมพวกเจ้าผ่านทางข่ายเวทย์ด้านหลัง…”


    สิ้นคำ บรรดาผู้เข้าแข่งขันก็พากันเหลียวหน้ามองซ้ายขวา เห็นว่าไม่มีผู้ใดสงสัยก็พากันสืบเท้าขึ้นสู่เวที หานเฟิงที่เป็นตัวแทนอาณาจักรร่มพฤกษาเพียงหนึ่งเดียวก็เช่นกัน มันที่ตัวคนเดียว ดูไปคล้ายจะเป็นเรื่องยากที่จะผ่านการทดสอบ ทว่า มันที่ตัวคนเดียวเช่นนี้กลับรู้สึกดียิ่งนัก ที่ไม่ต้องมีภาระผูกพัน เพราะอย่างน้อยๆ การที่ได้เป็นตัวแทนที่มาจากอาณาจักรเดียวกัน ยังจำต้องช่วยเหลือกันให้ผ่านไป


    ‘ ดียิ่งนัก ที่อาวุโสหลงซุนให้ข้าเป็นตัวแทนอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว…’


    หานเฟิงนึกคิด หากความคิดของมันต้องพลันแตกซ่านไป เมื่อเสียงตะโกนเชียร์ดังแว่วมากระทบโสต


    “ หานเฟิง สู้ๆ!!”


    “ หานเฟิง สู้ๆ!!”


    “ หานเฟิง สู้ๆ!!”


    ย่อมมิต้องหันไปมองก็ทราบ ว่าเสียงเชียร์ที่ดังขึ้นมาอย่างไม่รู้เวล่ำเวลานี้ ย่อมต้องเป็นฝ่ายกองเชียร์คณะหานเฟิง จากที่นั่งพักผู้แข่งขันทางฝั่งอาณาจักรร่มพฤกษาอย่างแน่นอน ซึ่งแกนนำกลับมิใช่ใครอื่น แต่เป็นมารดาของหานเฟิงเอง ที่บัดนี้นำพากลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อนตะโกนเชียร์ “ หานเฟิง สู้ๆ” กันอย่างสุดเสียง


    แน่นอนว่า เสียงที่ดึงขึ้นอย่างไม่รู้เวล่ำเวลาเช่นนี้ ย่อมต้องกลายเป็นที่สนใจจากทุกผู้คน ซึ่งผู้คนก็พากันเหลียวหน้าชมมองอย่างนึกฉงนสงสัย หากจะมีก็แต่กลุ่มคนจากแผ่นดินใหญ่ ที่บัดนี้แทบจะพากันเอามือปิดกุมใบหน้า พวกตนมาเยือนสถานที่ระดับตำนาน กลับปรากฏกลุ่มคนไม่รู้ความ มาร้องแรกแหกกระเชอ จนเป็นที่น่าอับอายนักผู้คน นี่จึงคล้ายว่าพวกตนต่างก็ร่วมกันถูกตบหน้าให้อับอายไปด้วยกัน


    กระทั่งผู้คนที่มาจากแผ่นดินทวีปเดียวกันยังอับอาย นั่นจึงไม่ต้องกล่าวถึงเจ้าตัวที่ถูกกล่าวถึง หานเฟิงที่บนเวที ซึ่งบัดนี้ปรากฏสายตาหลากหลายคู่ที่จับจ้องมาทางมัน เพราะทุกคนต่างทราบรู้กันว่า อาณาจักรร่มพฤกษามีตัวแทนแค่ผู้เดียว ทั้งยังเป็นผู้เดียวที่ระดับพลังยังอ่อนด้อยเป็นที่สุด ดังนั้น มันที่กลายเป็นเป้าสายตาจึงได้แต่ก้มหน้างุด ยิ่งเสียงเชียร์ทางฝั่งตนดังเข้ามา ก็ยิ่งพาให้มันต้องหน้าแดง 


    แต่จะให้มันห้ามหรือ? ย่อมไม่ ปล่อยให้แหกปากตะโกนเชียร์กันไป กระทั่งผู้จัดงานยังคล้ายจะไม่ห้ามเลย


    แน่นอน ทางผู้จัดงานย่อมไม่ห้าม เพียงมองเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ต่างก็ไม่เคยพบเจอ เป็นสีสัน ที่นานๆทีจึงได้พบเห็น เช่นนั้นก็ปล่อยไป 


    ท่ามกลางเสียงเชียร์ พิธีกรบนเวทีกวาดไล่สายตามองดูผู้เข้าแข่งที่รวมอยู่บนเวที จากนั้นก็ประสานมือเป็นท่ามุทรา ปลดปล่อยค่ายกลเคลื่อนย้าย ข่ายอาคมปรากฏขึ้นบนพื้นเวที กระแสมิติผันผวน กระแสปราณทะลักทลาย


    “ เตรียมตัว ทันทีที่พวกเจ้าไปถึง จึงนับว่าการแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นในทันที”


    สิ้นคำ กระแสมิติก็ยิ่งทวีความผันผวน สายลมกระโชกคราหนึ่ง ก่อนที่ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะหายไป บนเวทีจึงเหลือไว้แต่พิธีกรการแข่งขันแค่ผู้เดียว


    “ การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว เราไปดูกัน”


    พิธีกรกล่าว ภาพบนข่ายเวทย์ เปลี่ยนไป เห็นเป็นผู้เข้าแข่งขันทั้งเจ็ดสิบสี่ที่อยู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมา


    วูบบบ!!!...


    ทุกคนรู้ตัวอีกคราก็ถูกส่งไปอยู่บนเกาะ รอบด้านมองเห็นเป็นต้นไม้สูงใหญ่ ไกลห่างจึงมองเห็นเป็นภูเขาไฟสูงตระหง่าน ยอดของมันสูงเสียดฟ้า แทงทะลุหายขึ้นไปในหมู่เมฆด้านบน


    “ ที่นี่กลับใหญ่โตกว่าที่เห็นนัก” คนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น เมื่อสำรวจดูทัศนียภาพรอบกาย


    “ การแข่งเริ่มขึ้นแล้ว อย่าได้รอช้า อาณาจักรหมื่นคีรีมารวมกันทางนี้…” เป็นสมาชิกของอาณาจักรหมื่นคีรีที่กล่าวขึ้น มันเริ่มรวบรวมกลุ่มของตนเพื่อพูดคุยตัดสินใจ


    ซึ่งย่อมแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่สมาชิกกลุ่มของอาณาจักรหมื่นคีรีที่ทำเช่นนั้น เพราะทุกกลุ่มที่บัดนี้ต่างก็รวมตัวกัน หากจะเหลือก็แต่หานเฟิงกับหลงจิ้งหยางที่โดดเดี่ยว มันสองจึงไม่รอช้าพุ่งทะยานไปก่อนใคร


    ซ้ายขวาแยกกัน หลงจิ้งหยางบินไป หานเฟิงวิ่งทะยานไปตามพื้น กลุ่มอื่นๆที่เห็นว่ามีคนเคลื่อนไหวแล้ว ก็ไม่คิดชักช้าร่ำไร รีบสั่งการกระจายกำลังกันออกไป หากส่วนใหญ่ยังคงเลือกจับกลุ่มกัน


    ผู้คนกระจายไป พื้นที่จึงกลายเป็นโล่งว่างไปในพริบตา



    กลับมาที่สนามประลอง ณ วังมังกร บนข่ายเวทย์ขนาดใหญ่ที่บัดนี้ฉายภาพของกลุ่มคนที่กำลังกระจัดกระจายกันไปสี่ทิศแปดทาง


    “ ผู้เข้าแข่งขันเริ่มกระจายตัวกันค้นหาเกล็ดมรกตแล้ว…” เป็นเสียงกล่าวบรรยายจากพิธีกรประจำการแข่งขันผู้เดิม


    “ ยังคงต้องรอชมกันว่า ผู้ใดจะสามารถครอบครองเกล็ดมรกตได้ก่อน แต่กล่าวไป เกล็ดมรกตนั้นใช่ว่าพานพบแล้วจะสามารถครอบครองได้เลย ยังต้องฝ่าด่านบางอย่างที่เราจัดเตรียมเอาไว้…”


    พิธีกรการแข่งขันกล่าวบรรยาย ขณะที่ภาพบนข่ายเวทย์แสดงผู้เข้าแข่งขันสลับไปสลับมา ผู้เข้าแข่งขันที่บ้างก็เหินบินไปบนฟากฟ้า บ้างก็วิ่งทะยานสำรวจอยู่ตามพื้นดิน ซึ่งทุกคนต่างก็ขมักเขม้น ปลดปล่อยกระแสสัมผัส เพื่อตรวจหาสิ่งที่ต้องการ


    กระทั่งเวลาล่วงผ่านไปอีกครู่ ขณะที่ภาพบนข่ายเวทย์ฉายอยู่บนตัวของผู้เข้าแข่งขันกลุ่มหนึ่ง ก็บังเกิดเป็นเสียงคำรามแว่วดังขึ้น เสียงคำรามที่พาให้กลุ่มคนในภาพต่างพากันหยุดเท้าหันมอง


    “ สัตว์อสูร์?!!...” 


    คนในภาพกล่าวคำ ผู้ชมล้วนได้ยิน หากกลับเป็นเสียงร้องของพิธีการที่โพลงขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ฉุดดึงอารมณ์ของผู้คนให้ร่วมไป


    “ พบแล้ว!!!...”


    “ มีคนพบเข้ากับด่านทดสอบของเราแล้ว ไปดูกัน… ”


    ภาพบนข่ายเวทย์เปลี่ยนไป ฉายเป็นภาพของสตรีสองคนในชุดขาว ที่ซึ่งเบื้องหน้าพบเห็นเป็นหมาป่าขนเหล็กตัวใหญ่ ที่ใจกลางหน้าผากของมันมองเห็นเกล็ดมรกตแวววาว


    “ โอ้!!! หมาป่าขนเหล็ก ผู้พบเป็นนางเซียนทั้งสองจากตำหนักนางเซียน เรามาดูกัน ว่าทั้งสองจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้ากันเช่นไร”


    “ เรียกอาวุธออกมาแล้ว เป็นกระบี่ทั้งคู่เลย…”


    “ ออกกระบวนท่าแล้ว เป็นการร่ายรำกระบี่ที่สง่างามจริงๆ…”


    ผู้ชมรับชมภาพ พิธีกรกล่าวบรรยายตลอดช่วงของการต่อสู้ 


    “ โอ้!!! หมาป่าขนเหล็กเกิดเค้าลางว่าจะพ่ายแพ้แล้ว สองนางเซียนแข็งแกร่งจริงๆ…”


    “ ล้มแล้ว!!!...” เสียงของพิธีกรดังขึ้นอย่างตื่นเต้น พร้อมกับเสียงคำรามโหยหวนของหมาป่าขนเหล็กก่อนที่มันจะล้มลง


    “ งดงามมาก สมแล้วที่เป็นถึงสี่แดนผู้พิทักษ์ เพียงสองคนก็สามารถโค่นล้มหมาป่าขนเหล็กระดับปราณนภาขั้นต้นได้อย่างไม่ยากเย็น… ”


    “ เราไปดูคนอื่นๆกันดีกว่า คาดว่าคงมีคนพบเจอกับด่านทดสอบของเรากันบ้างแล้ว…”


    ภาพตัดไป พิธีกรโพลงข้นอย่างตื่นเต้น


    “ นั่นไง!!!”


    ข่ายเวทย์ฉายเป็นภาพของกลุ่มคนห้าคนในชุดสีดำลายอัคคีสีแดง ที่กำลังกลุ้มรุมจู่โจมปูกระดองหินตัวมหึมา เห็นพวกมันร่ายรำอาวุธ เรียกใช้อัคคีธาตุจู่โจม


    “ ปูกระดองหิน สัตว์อสูรระดับปราณนภาขั้นกลาง เป็นธาตุดิน มีร่างกายที่แข็งแกร่งมาก ที่สู้ด้วยเห็นจะเป็นผู้เข้าแข่งขันจากอาณาจักรเถ้าอัคคีทั้งห้า เรามาดูกัน ว่าเขาจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้ากันเช่นไร… ”


    “ โอ้ไม่!!!... โดนเข้าแล้ว”


    เสียงของพิธีกรดังขึ้นอย่างแตกตื่น ที่เห็นเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่ถูกก้ามอันหนาใหญ่หวดฟาดจนกระเด็นไปไกล


    “ ฮาๆ ๆ ยังลุกขึ้นได้ เขากลับมาแล้ว ยังคงระดมเพลิงใส่ปูกระดองหินกันต่อไป”


    แล้วเวลาก็ล่วงผ่านไปพร้อมกับการบรรยายตลอดช่วงการต่อสู้ของพิธีกร ในที่สุดปูกระดองหินก็ล้มลง กลุ่มห้าคนจากอาณาจักรเถ้าอัคคีก็คล้ายว่าจะเหน็ดเหนื่อยยิ่ง ก่อนที่ภาพบนข่ายเวทย์จะตัดไปดูผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ


    “ อรสพิษสายฟ้า!! กับผู้เข้าแข่งขันสี่คนของอาณาจักรฟ้าคำรน เช่นนี้จึงเป็นสายฟ้าพบกับสายฟ้า เรามาดูกัน ว่าสายฟ้าของฝ่ายใดจะแกร่งกว่ากัน…”


    จากนั้นก็เป็นภาพและการบรรยายอย่างตื่นเต้นของพิธีกร ผู้ชมที่ชมดูก็ต่างร่วมกันลุ้นระทึกไปกับการต่อสู้อันดุเดือด ต่างก็สนุกสนานตื่นเต้น หากจะมีก็แต่มารดาของหานเฟิง ที่บัดนี้สองคิ้วขมวดแน่น เป็นนางชมมองภาพการต่อสู้ของผู้เข้าแข่งขันที่รวมกลุ่มกันจัดการกับสัตว์อสูร นางจึงรู้สึกเป็นกังวนขึ้นมา


    “ แบบนี้มันไม่ยุติธรรม!!... ลูกเฟิงมีคนเดียว ไหนเลยจะต่อกรกับสัตว์อสูรเหล่านั้นได้”


    สุ่ยอิงกล่าวพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงกังวน


    “ ท่านแม่โปรดวางใจ พี่ใหญ่แข็งแกร่งยิ่ง สัตว์อสูรเพียงเท่านี้ย่อมไม่คณามือพี่ใหญ่อย่างแน่นอน”


    ที่กล่าวปลอบเป็นซวงเอ๋อร์ หากมิใช่ว่านางทราบรู้ ว่าหานเฟิงทำได้ แต่เป็นสำหรับนางแล้ว หานเฟิงที่ไม่ว่าคิดกระทำสิ่งใด นางก็เชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจ ว่าหานเฟิงจะสามารถกระทำ


    “ จริงหรือ?”


    สุ่ยอิงคล้ายยังไม่เชื่อ หากซวงเอ๋อร์ยังคงพยักหน้ายืนกราน 


    ทั้งสองหันกลับไปให้สนใจกับภาพที่ฉายอยู่บนข่ายเวทย์กันต่อ เวลาล่วงผ่านไป ภาพบนข่ายเวทย์ฉายการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้เข้าประลองกับสัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่า มีการบาดเจ็บพลาดพลั้งเกิดขึ้นในทุกจังหวะ มีฉากที่พาให้ผู้คนต้องตื่นเต้นกันอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่า ภาพฉายวกไปเวียนมาอยู่ตั้งนาน แต่ภาพของหานเฟิงกลับไม่ปรากฏออกมาให้ชมมองเสียที นี่จึงพาให้สุ่ยอิงเป็นกังวลยิ่งแล้ว


    “ ไฉนไม่มีภาพลูกเฟิง คงไม่…”


    เป็นคำกล่าวที่เต็มไปด้วยความห่วงกังวนของสุ่ยอิง หากมิทันได้กล่าวจนจบความ เสียงคำรามกึกก้องกังวานก็ดังออกมา


    “ โฮกกกกกกก!!!!....”


    เสียงนี้ดังออกมาจากข่ายเวทย์ ที่นอกจากกลุ่มคนในภาพจะพากันสะดุ้งอย่างสุดตัว กระทั่งผู้ชมทั่วทั้งสนามก็พากันสะดุ้งตกใจ ก่อนที่เสียงกล่าวที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นจะดังระงม


    “ ตกใจหมด…”


    “ น นี่มันเสียงอะไร!!!”


    หากมิทำให้ผู้คนต้องสงสัยอยู่นาน เสียงกล่าวที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของพิธีกรผู้บรรยายก็ดังกังวานขึ้นมา 


    “ โอ้พบแล้ว!! เสียงคำรามเช่นนี้มีแต่เพียงราชันต์แห่งเกาะเล็บอัคคี…”


    “ กิ้งก่ากัมปนาท”


    “ เราไปดูกันว่าใครเจอตอเข้า… ”


    ภาพบนข่ายเวทย์เปลี่ยนไป ฉายเป็นภาพของปากถ้ำขนาดใหญ่ เบื้องหน้าปากถ้ำเห็นเป็นบุรุษหนุ่มชุดดำเพียงผู้เดียว ก่อนที่ด้านในถ้ำจะปรากฏมีศีรษะขนาดใหญ่โผล่ออกมา ศีรษะมีสีแดงเพลิง เป็นศีรษะกิ้งก่า เป็นกิ้งก่ากำปนาท ราชันต์แห่งเกาะเล็บอัคคี


    “ บุรุษชุดดำแค่ผู้เดียว อาณาจักรนภาทมิฬ?...”


    “ โอ้!! ไม่ใช่ เป็นเจ้าหนุ่มจากอาณาจักรร่มพฤกษา เป็นเจ้าหนุ่มที่ระดับปราณปฐพีผู้นั้น”


    “ หลี่หานเฟิง…”

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน