บทที่ 22 เซียวจือ
"สิ่งนั้นหรือ"
ลู่หลีคุกเข่าลงจ้องมองซุนจื่ออัน กล่าวอย่างเ็า "บอกข้ามา ใครบ้างนอกจากเ้าที่ฆ่าฉินโซ่วเหริน"
"ที่แท้พวกเ้าก็แกล้งทำเป็โง่..." ซุนจื่ออันได้ยินดังนั้นก็เข้าใจในที่สุดว่าสองคนนี้มาทำไม เขารู้ตัวว่าตนเองไร้ทางรอด จึงเปล่งเสียงหัวเราะเยาะถากถาง "ข้าไม่บอกเ้าหรอก เ้าจะทำอะไรข้าได้ จะฆ่าข้าหรือ ข้าไม่กลัวหรอก ฮ่า ๆ ๆ ๆ..."
"อย่างนั้นหรือ!"
ลู่หลีนึกคิด มีดแล่เนื้อวาววับพลันปรากฏขึ้นในมือ เขาโบกมีดไปมา "ใครบอกว่าข้าจะฆ่าเ้า ข้าจะสับเนื้อเ้าทีละชิ้นไม่ได้หรือ เ้าคิดว่าถ้าเ้าไม่พูด ข้าจะสืบความจริงไม่ได้? นี่เป็แค่เื่ของเวลาเท่านั้น!"
กล่าวจบเขาก็ตวัดมีดเบา ๆ ตัดเนื้อบนแขนของซุนจื่ออันออกมาชิ้นหนึ่ง
"อ๊าก! ข้าจะพูด ข้าจะพูด!"
ซุนจื่ออันมองมีดในมือของลู่หลี ทันใดนั้นก็ร้องขอชีวิตอย่างคลุ้มคลั่ง เขาเป็ผู้ฝึกตนแล้ว ไม่เหมือนปุถุชนที่อ่อนแอ มีดที่เฉือนลงมาแต่ละครั้งนั้นทำให้เขาทรมานจนอยากตายเลยก็ว่าได้
"พูดมา ความอดทนของข้ามีจำกัด"
"เป็อวี๋เสี่ยวเฉิง และคังฟู่ วันนั้นพวกเขาอยู่กับข้า..."
ซุนจื่ออันนอนอยู่บนพื้น พูดอย่างติด ๆ ขัด ๆ ไม่รู้ว่าเป็การจงใจยืดเวลาหรือไม่ กินเวลาถึงหนึ่งเค่อกว่าจะพูดจบ แต่น่าผิดหวังตรงที่ไม่มีใครมาสืบสวนสถานการณ์เลยแม้แต่คนเดียว
ความจริงแล้วไม่ควรตำหนิผู้ใด เพียงตำหนิซุนจื่ออันที่เลือกทำเลที่พักอันห่างไกลสงบเงียบเช่นนี้
หลังจากฟังจบลู่หลีก็เข้าใจความเป็มาทั้งหมดในที่สุด ไม่คาดคิดเลยว่าซุนจื่ออันจะฆ่าทั้งเสี่ยวเฉิงและคังฟู่เพื่อปิดปาก
เขาส่งมีดให้กับเฉินจง
เฉินจงฟาดมีดลง ตัดศีรษะของซุนจื่ออันขาดออกจากกัน
กระทั่งขณะนี้ ความแค้นที่กดดันในใจทั้งสองคนก็ได้ปลดปล่อยออกมา
ลู่หลีคุกเข่าลงและคลำบนตัวซุนจื่ออันจนพบถุงผ้าสีทอง
สิ่งนี้เรียกว่าถุงเก็บของ ในสำนักชิงหยาง แม้จะไม่ถือว่าหายากมาก แต่ก็ไม่ใช่ของที่ทุกคนมี หากแลกด้วยคุณความดี ถุงเก็บของระดับต้นก็ต้องใช้คุณความดีถึงหนึ่งพันคะแนน
เขาเปิดดูแล้ว ภายในกลับมีป้ายคุณความดีกองโตรวมกันถึงสามพันคะแนน และยังมีเคล็ดวิชาเบื้องต้น ‘ศิลปะลูกไฟ’
ลู่หลีรีบหยดเืเป็เ้าของถุงเก็บของทันที จากนั้นหยิบคุณความดีหนึ่งพันคะแนนส่งให้เฉินจงพร้อมกล่าวว่า "เ้าหาโอกาสไปแลกถุงเก็บของสักใบ และยังมีเคล็ดวิชาศิลปะลูกไฟ รอเ้าถึงขอบเขตก่อปราณระดับสองข้าจะมอบให้"
"ได้" เฉินจงเก็บป้ายคุณความดีไว้ในอกเสื้อ แล้วมองไปยังศพของซุนจื่ออัน "สิ่งสกปรกนี่จะทำอย่างไรดี"
ลู่หลีครุ่นคิดสักครู่ "โยนทิ้งแม่น้ำปี้สุ่ยเถอะ"
หลังจากนั้นทั้งสองจึงอาศัยความมืดของราตรี โยนศพของซุนจื่ออันลงในแม่น้ำปี้สุ่ย
ลู่หลีรู้ดีว่าเื่นี้ปกปิดไม่ได้แน่ แต่เพียงแค่ไม่ให้ใครสงสัยว่าเป็พวกเขาก็พอ
เมื่อกลับถึงเรือนแล้ว ลู่หลีก็กำชับเฉินจงอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง ก่อนจะเข้าห้อง
่เวลานี้ เขาเตรียมจะฝึกวิชาลูกไฟบ้าง
วิชาลูกไฟแม้จะเป็เพียงวิชาขั้นต้น แต่สำหรับลู่หลีตอนนี้ถือว่าดีมาก
โดยไม่รู้ตัว เวลาราตรีก็ผ่านไปเช่นนี้
ตึง ตึง ตึง...
ยามเช้าตรู่ เสียงเรียกประชุมดังขึ้นอีกครั้งที่ลานของโถงเบ็ดเตล็ด
วันนี้เป็วันแรกของเดือนสี่ ซึ่งเป็การเริ่มต้นการแจกจ่ายภารกิจประจำเดือนอีกครั้ง
ลู่หลีจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินออกจากห้องพร้อมกับเฉินจง มุ่งหน้าไปยังลานกว้าง
บนบันไดหินด้านหน้าโถงเบ็ดเตล็ด เหวินหงปรายสายตามองผู้คนราวกับรอคอยบางสิ่ง แต่รอนานเพียงใดก็ไม่เห็นเงาของซุนจื่ออัน จึงสบถออกมาว่า "ช่างดื้อดึงยิ่งนัก"
จากนั้นก็ลงมือจดบันทึกด้วยตนเอง
เขารู้จักพวกซุนจื่ออันดี การมอบหมายงานย่อมมอบให้คนที่มีส่วนแบ่งและผลงานสูง เพราะแม้แต่ตอนที่ซุนจื่ออันเป็ผู้ดูแล ส่วนแบ่งส่วนใหญ่ก็ยังตกอยู่ในกระเป๋าของเขา
เฉินจงยังคงเลือกงานตัดฟืนเช่นเดิม งานนี้อาจยากเกินไปสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับเฉินจงตอนนี้ช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน เขาสามารถทำงานหนึ่งเดือนให้เสร็จภายในสามวัน และยังได้รับส่วนแบ่งสูงเพื่อฝึกฝนอย่างสบายใจ
ลู่หลีไม่ได้ไปต่อแถว เพราะเขากำลังรอคอยคนคนหนึ่ง
ทุกคนรับมอบหมายงานแล้วก็แยกย้ายกันไป เฉินจงและลู่หลีทักทายกันสองสามคำก่อนจะกลับไปยังห้องพักเล็ก ๆ เหลือเพียงลู่หลีกับเหวินหงสองคน
เหวินหงเดินเข้ามาใกล้แล้วสั่งสอนว่า "เ้าหนุ่ม จงจดจำคำสั่งของข้าไว้ให้ดี ดูแลผู้าุโใหญ่ให้ดี ๆ ในอนาคตเ้าอาจจะก้าวหน้าไกล จนข้าต้องเรียกเ้าว่าศิษย์พี่เลยก็เป็ได้"
ลู่หลีมองเหวินหงด้วยความประหลาดใจ แล้วกล่าวว่า "ศิษย์มิกล้าขอรับ"
เหวินหงหัวเราะเยาะ "ทำตัวเป็ผู้หญิงไม่เอาไหนไปได้ ข้าบอกเ้านะ การเป็คนต้องกล้าคิดกล้าทำ ถ้าขี้ขลาดย่อมไร้ความสำเร็จ เช่นข้าที่ทำตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวใคร ก็เพื่อก้าวไปให้ไกลนั่นเอง"
ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างได้ ดวงตากลอกไปมา แล้วกล่าวว่า "เ้าเด็กนั่น ซุนจื่ออันกลับยิ่งดื้อรั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าเลยอยากจะสนับสนุนเ้า เ้าคิดเห็นอย่างไร"
"สนับสนุนข้า?" ลู่หลีรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เขาเคยคิดว่าซุนจื่ออันกับเหวินหงน่าจะมีความสัมพันธ์สนิทสนมมาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็เพียงเครื่องมือไว้ใช้งานเท่านั้น
"ถูกต้อง สนับสนุนเ้า หากติดตามข้า เ้าไม่ต้องทำงานอะไร เพียงแค่ช่วยข้าคัดเลือกศิษย์เบ็ดเตล็ดที่เชื่อฟังทุกเดือน ส่วนแบ่งที่ได้มา ข้าจะแบ่งให้เ้าสามส่วน ข้าบอกเลยนะ แม้แต่ซุนจื่ออันข้ายังให้เพียงสองส่วนเท่านั้น เขาได้รับหลายร้อยต่อเดือนโดยไม่ต้องทำอะไรเลย"
ไม่ทำอะไรเลยแต่ได้รับหลายร้อยต่อเดือน?
ลู่หลีได้ยินแล้วรู้สึกสนใจบ้าง เพียงแต่ชื่อเสียงของ 'สุนัขรับใช้' นั้นฟังดูไม่ค่อยดีนัก
เมื่อคิดแล้วก็เอ่ย "รอให้ศิษย์กลับจากยอดเขาเทียนเจวี๋ยก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกระมังขอรับ"
"แน่นอน ข้าเพียงแต่มาบอกล่วงหน้าเท่านั้น" เหวินหงตบไหล่ลู่หลีพลางมองไปยังร่างที่พุ่งมาจากท้องฟ้า "ผู้าุโใหญ่มาแล้ว เ้าจงทำตัวดี ๆ"
ลู่หลีเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่ามีเงาสีเขียวกำลังพุ่งมาจากขอบฟ้า เมื่อเข้ามาใกล้ ๆ ลู่หลีจึงสังเกตเห็นว่านั่นคือแท่นบัวสีเขียว บนแท่นบัวมีชายชราหน้ากลมมีหนวดยาว ซึ่งน่าจะเป็ผู้าุโใหญ่เซียวเจวี๋ยนั่นเอง
เซียวเจวี๋ยที่ลอยห่างจากพื้นสองชุ่น มองเหวินหงแวบหนึ่ง "นี่หรือคือหัวถ่านดำ?"
หัวถ่านดำ?
เหวินหงมองเห็นใบหน้าที่ดูค่อนข้างดำของลู่หลีก็รีบตอบด้วยความเคารพต่อเซียวเจวี๋ย "ใช่ ใช่แล้ว เขาคือหัวถ่านดำ"
"หน้าดำเหมือนถ่าน เ้าเพิ่งจะโผล่ออกมาจากเตากลั่นยาหรือไง" เซียวเจวี๋ยจ้องมองลู่หลีอย่างดุดัน แล้วะโลั่น "ขึ้นมา!"
กินยาผิดมาหรือ!
ลู่หลีรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าแสดงออก จึงก้มหน้าเดินขึ้นไปอย่างเงียบ ๆ
"ยืนให้มั่นคง หากตกลงไปข้าจะไม่รับผิดชอบ!" เซียวเจวี๋ยออกตัวอย่างแรง ทันใดนั้นแท่นบัวก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดั่งดาวตก
ลู่หลีไม่ทันระวัง เซล้มจนนั่งลงบนบัว ใบหน้าเผือดสีหนึ่งระดับ มือทั้งสองจับกุมกลีบบัวแน่น
เมื่อจับแล้วลู่หลีถึงรู้ว่าบัวนี้ไม่ใช่บัวของจริง แต่คล้ายโลหะมากกว่า
"ช่างไร้ประโยชน์จริง!"
เมื่อเห็นลู่หลีท่าทางเซ่อซ่า เซียวเจวี๋ยจึงขยับมือเบา ๆ และยกตัวลู่หลีขึ้น "มีความกล้าน้อยขนาดนี้ จะมาบำเพ็ญเพียรเป็เซียนได้อย่างไร!"
ตาเฒ่านี่กินยาผิดแน่ ๆ
หากเป็ไปได้ ลู่หลีอยากถีบตาเฒ่าคนนี้ลงไปจริง ๆ