ชะตาฟ้าลิขิต หงส์เคียงมังกร

    40 อาจีจี้

    อาจารย์ผู้ช่วยเบิกตากว้างขึ้นหนึ่งข้างมองปู้มั่วเสวียนแล้วจิบน้ำชาต่อไปคล้ายว่ารู้ตัวว่าไม่ควรทำตัวอยากรู้ว่านางต้องการสิ่งใดจากวาจาที่นางกล่าว แม้จะคิดเช่นนี้แต่ก็เอ่ยขึ้นว่า

    "เจ้าอยากกล่าวสิ่งใดกัน"

    "ข้าบอกท่านเสมอว่าจมูกข้าไวต่อสุรายิ่งนัก "

    "แล้วอย่างไร"

    "ท่านอาจารย์ผู้ช่วยก็อย่าได้แล้งน้ำใจไม่แบ่งปัน"

    "เช่นนั้นเองหรือ "

    อาจารย์ผู้ช่วยฟังวาจาปู้มั่วเสวียนก็เริ่มนึกได้ ตนจึงรีบก้มตัวดมกลิ่นกายของตนแล้วเงยหน้ามองปู้มั่วเสวียนด้วยความสงสัย

    "เจ้าได้กลิ่นอีกแล้วหรือ"

    ปู้มั่วเสวียนพยักหน้า พร้อมรอยยิ้ม

    ปู้มั่วเสวียนหยิบถ้วยน้ำชาตั้งไว้บนโต๊ะแล้วยกกาน้ำชารินมันลงถ้วยชาตนเองอย่าใจเย็น

    อาจารย์ผู้ช่วยหน่วยสามเห็นเช่นนั้นก็ถึงกับส่ายหัวเล็กน้อย

    "สุราดีแทบไม่มีกลิ่นเจ้าก็ยังสามารถรู้ ข้าไม่สงสัยในความสามารถด้านของเจ้าแล้วถือว่าเจ้ารู้จริง"

    "ท่านอาจารย์ผู้ช่วยดูเหมือนสุรานี่จะเป็นอีกรสชาติที่ต่างจากคราวก่อน "

    ปู้มั่วเสวียนกล่าวพร้อมกับดมกลิ่นสุราแล้วลิ้มรสสุราในถ้วยชา

    "ความจริงข้าเพียงอยากดื่มสุราแต่ไม่อยากให้ผู้ใดรู้ บังเอิญที่ข้าเลือกจับตัวเจ้ามาจึงถือว่าข้าตัดสินใจผิดพลาด "

    "ท่านอาจารย์ผู้ช่วยคงหวังจะทดสอบข้าด้วยกระมัง"

    ปู้มั่วเสวียนกล่าวออกไปอย่างเช่นคนรู้แจ้งในจุดประสงค์ของอาจารย์ผู้ช่วย

    อาจารย์ผู้ช่วยเพียงวางถ้วยชาลงเหมือนคนร้อนตัวเช่นนั้นและปากก็กล่าวปฏิเสธปู้มั่วเสวียน

    "เจ้าคงคิดมากไปแล้ว หากดื่มแล้วก็อย่าได้แสดงอาการเมาออกมาล่ะ สุรานี้รสแรงนัก"

    "ข้าอาจจะมิได้คอแข็งมากนักแต่ก็ไม่ได้คออ่อนถึงเพียงนั้น"

    ปู้มั่วเสวียนกล่าวอย่างถ่อมตนแต่ก็ยังแสดงตนว่าดื่มได้แน่นอนไม่ต้องห่วง

    ศิษย์ผู้นี้ดูไปแล้วคงจะชอบสุรามากทีเดียวไม่อาจกล่าวหาเหตุได้ว่าเพราะอะไรนางจึงมีความสามารถนี้ดูน่าตกใจจริงแล้ว สุรานี่น้อยคนนักจะมองออกว่ามันคือสุราเป็นยืนยันในความสามารถนี้ของนางไม่น้อย

    "เอาล่ะ ท่านอาจารย์ผู้ช่วยข้าว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ข้าควรไปเสียที มิเช่นนั้นเราชาวหน่วยสามอาจจะโดนท่านหักคะแนนเพราะไปไม่ถึงเขตเป่ยซูอาพร้อมกัน "

    "เจ้ารู้หรือว่าจะไปอย่างไร"

    ปู้มั่วเสวียนมองไปรอบกายก็มีสีหน้าหนักใจตอนมาก็ถูกหิ้วขึ้นมาที่นี่ ถ้าวิธีที่ง่ายที่สุดต้องให้อาจารย์ผู้ช่วยหิ้วลงไป แต่ดูแล้วอาจารย์ผู้ช่วยไม่คิดจะทำสิ่งใดเป็นแน่ 

    "ข้าว่าเจ้ารอพวกเขามาหาเจ้าไม่ดีกว่าหรือ พวกเขาก็มีฝีมือมิใช่น้อย"

    "ข้าคาดว่าอาจารย์มิได้หวังให้ผู้ใดมาพบตัวข้าง่ายดายเพียงนั้นเป็นแน่ "

    "หากเจ้าคิดเช่นนั้นไปแล้ว ข้ากล่าวต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ "

    "เช่นนั้นข้าขอตัวแล้ว"

    ปู้มั่วเสวียนประสานมือลาอาจารย์ผู้ช่วยแล้วหันหลังไปหาทางเดินลง

    อาจารย์ผู้ช่วยมองตามไม่ได้แต่เพียงนั่งมองดูปูมั่วเสวียนเท่านั้น แค่อยากรู้ว่านางจะเก่งอย่างที่กล่าวว่าตนทนฤทธิ์สุรานี่ได้ อาการเดินตรงไม่เซไปมาแต่วาจาเหมือนขาดสติ บนนี้ไม่ได้มีทางลงปกติ ปู้มั่วเสวียนเหมือนจะไม่ได้มีกำลังภายในเข้มข้นเพียงนั้น แม้จะสัมผัสกำลังภายในจากตัวนางได้เล็กน้อยแต่ไม่น่าจะเพียงพอให้พาตนเองลงจากที่นี่ได้

    ปู้มั่วเสวียนเดินหาทางสักครู่จึงรู้ตัวแล้วว่าทางเดียวที่ตนจะลงจากที่นี่ได้คือการปีนลงไป ปู้มั่วเสวียนไม่รอช้าจัดร่างกายและมัดผมตนเองเรียบร้อยก็หย่อนตัวลงไปอย่างไม่ลังเล

    อาจารย์ผู้ช่วยนั่งมองอย่างใจจดใจจ่อว่านางจะทำเช่นไรยิ่งเห็นว่าปู้มั่วเสวียนไม่ลังเลแล้วปีนลงไปเขาก็รู้สึกว่าเป็นตนเองที่หัวใจเต้นผิดปกติเพราะตกใจเล็กน้อยที่ศิษย์คนนี้กระทำการอย่างไม่คิดเป็นเพราะเมาสุรา

    เพื่อตรวจดูความแน่ใจอาจารย์ผู้ช่วยหน่วยสามรีบเดินไปดูทันที สิ่งที่เห็นทำให้เขาถึงกับเบิกตากว้างปู้มั่วเสวียนปีนลงไปอย่างไม่หวาดกลัวจิตใจเด็ดเดี่ยวนัก นางปีนไปตามแนวไม้ที่ประกอบขึ้นมาขนาบข้างพื้นสูงนี้ เส้นทางนี้มีไว้สำหรับพวกใจกล้าไม่กลัวความสูงซึ่งมีให้เห็นน้อยนิดที่จะมาปีนเล่นกัน ปู้มั่วเสวียนดูจะไม่กลัวความสูงเลยสักนิดเดียว

    อาจารย์ผู้ช่วยกำลังชั่งน้ำหนักในใจภาพที่เห็นนี้คือปู้มั่วเสวียนจริงหรือไม่ กายปีนป่ายลงไปด้วยความคล่องแคล่วนี่ไม่เหมือนพวกที่เมาสุรา เหมือนกับมีความชำนาญตัวเองเป็นอย่างมากเสียด้วยซ้ำ แต่เขาควรตามลงไปช่วยมิใช่มายืนดูเช่นนี้ คิดได้ดังนี้ก็ยังคงมองดูอยู่เช่นนั้นจนปู้มั่วเสวียนลงไปถึงขั้นที่ไม่ดูเป็นอันตรายแล้ว เขาก็ยังไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยสิ่งใดทั้งสิ้น มุมปากปรากฏรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย 

    สายตาที่มองกว้างออกไปก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งศิษย์หน่วยสามนั้นเองที่กระจายตัวมาหาปู้มั่วเสวียนถึงที่นี่ หลัวซันหลางและจ้าวเลี่ยคิดได้ไวเสียจริงที่สมควรมาหาตัวคนที่นี่ ในหัวของอาจารย์ผู้ช่วยก็คิดจะหาเรื่องก่อกวนศิษย์หน่วยสามเล็กน้อยไม่ให้มาพบเจอปู้มั่วเสวียนได้ง่ายดาย เขาใช้วิชาตัวเบามุ่งไปยังทิศทางของหลัวซันหลางและจ้าวเลี่ยทันทีที่เห็นว่าปู้มั่วเสวียนลงไปยังพื้นด้านล่างอย่างปลอดภัย ใจกล้าเสียใจปู้มั่วเสวียน แต่พื้นที่เขตนี้หากไม่ใช่คุ้นเคยก็อาจจะหาทางออกยาก คงใช้เวลาหลงทางไม่น้อย ฮาฮ่าฮ่า

    ปู้มั่วเสวียนปีนลงมาถึงด้านล่างอย่างปลอดภัยก็จริงแต่ก็ทำให้รู้สึกว่าร่างกายนี่ดูจะต้องออกกำลังให้มากกว่านี้ มิเช่นนั้นตนจะใช้ร่างกายนี้ได้ไม่เต็มที่เท่าที่ตนทำได้ ปู้มั่วเสวียนรีบเดินมุ่งไปยังตามทางเดินที่ดูจะมีทางให้พอเดินได้แม้จะดูรกเต็มไปด้วยหญ้าที่ไม่ได้ตัด มุ่งไปได้ไม่นานก็ออกจากพื้นที่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินอยู่บริเวณนั้น ถังซ่งฟู่ก็เห็นปู้มั่วเสวียนเช่นกัน แม้จะมีความตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่แสดงออกเท่าใดนัก

    "ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ"

    เสียงเอ่ยถามของปู้มั่วเสวียนถามขึ้น

    "พื้นที่นี้คือเขตหนานซูอา ข้าเดินอยู่บริเวณนี่ประจำ แม้ที่นี่จะลึกแค่ไหน แต่เจ้า..."

    "เอ่อ ข้าเพียงถูกจับตัวมา ไว้พรุ่งนี้เจอกันนะศิษย์พี่ซ่งฟู่ ข้าไปก่อน "

    ปู้มั่วเสวียนกล่าวจบก็คิดจะรีบเดินจากไปทันที ถังซ่งฟู่ได้ยินก็ฟังแล้วเหมือนปู้มั่วเสวียนจะออกจากบริเวณนี้แต่เหมือนนางจะเดินไปในทางที่ไม่ใช่นี่สิ

    แต่แล้วปู้มั่วเสวียนก็สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างสายตาเหมือนจะมีบางอย่างจะพุ่งมายังด้านหลังของถังซ่งฟู่ ปู้มั่วเสวียนรีบพุ่งเข้าช่วยถังซ่งฟู่ทันที 

    "โอ๊ย"

    เสียงร้องของถังซ่งฟู่ดังขึ้น ตอนนี้เขาถึงปู้มั่วเสวียนทับตัวอยู่ในขณะที่เขานอนหันหลังคล้ายตนเป็นโจรที่ถูกจับตัวเช่นนั้น 

    ปู้มั่วเสวียนหันไปมองสิ่งที่กำลังขยับไม่เลิกนั้นมันพุ่งเข้ามาจริงด้วยแต่พุ่งข้ามตัวทั้งสองคนไปโดยมองทั้งสองด้วยสายตาหยิ่งยโสนัก 

    "สุนัข"

    ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัย 

    "มันเป็นสุนัขที่อยู่ในตี้ซู เจ้าปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่"

    เสียงถังซ่งฟู่คล้ายทรมานหนักมาก แต่ก็เป็นการเตือนสติให้ปู้มั่วเสวียนรู้ตัว

    "ขออภัยศิษย์พี่ "

    "โอ๊ย"

    แม้จะกล่าวขออภัยก็ออกแรงทำให้ถังซ่งฟู่ถึงกับร้องออกมาอีกครั้ง

    ถังซ่งฟู่รีบลุกขึ้นทันที ทั้งยังเดินออกห่างจากปู้มั่วเสวียน ในความจริงเขาสมควรกลัวว่าปู้มั่วเสวียนจะเสื่อมเสียที่ถูกต้องกายเขาแต่ไม่ใช่สักนิด เขากลัวว่าปู้มั่วเสวียนจะใช้กำลังเช่นเมื่อครู่มากกว่า น่าตกใจไม่หาย 

    "นั้นคือสุนัขที่อยู่ในตี้ซู นามว่า อาจีจี้ "

    "อาจีจี้ เพศเมียหรือ"

    ใช่ สุนัขขนาดกลาง ขนยาวสีขาว ตัวนี่มักไม่ค่อยออกมาให้ผู้ใดพบมากนัก เจ้ากับข้าบังเอิญไม่น้อย 

    "ใครเลี้ยงดูมันหรือ"

    "คนในตี้ซูกระมัง "

    "มันดูหยิ่งยโสไม่น้อย "

    ปู้มั่วเสวียนเห็นว่าอาจีจี้ไม่ได้เดินจากไปก็เลยเดินเข้าไปใกล้ 

    "อาจีจี้ "

    อาจีจี้ปรายตามองปู้มั่วเสวียน แล้วหันหน้าไปทางอื่น มองไปทางหนึ่งที่เหมือนอยากบอกให้ปู้มั่วเสวียนไปยังทางนั้น 

    "ศิษย์พี่ สุนัขตัวนี้ท่านว่าไม่ค่อยมีใครพบเห็นเหตุใดยังไม่ยอมไปไหนอีก"

    "เหมือนมันจะรอบางสิ่ง "

    อาจีจี้ได้ยินก็เดินไปด้านหน้าแล้ว หันมามองปู้มั่วเสวียน 

    "เหมือนว่ามันจะให้เจ้าเดินตามมันไป ไปเถอะ ทางนั้นเป็นทางออกจากเขตพื้นที่ลึกของหนานซูอานี่ ข้ายังต้องการบางสิ่งจึงไม่ได้จะออกไปตอนนี้ ตามมันไปเถอะ "

    ถังซ่งฟู่กล่าวให้ปู้มั่วเสวียนเข้าใจจุดประสงค์ของอาจีจี้ เขาก็ไม่เข้าใจเท่าใดที่สุนัขตนนี้เหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ แต่ดูแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาสิ่งใดเพราะอาจีจี้ไม่มีประวัติทำร้ายใครมาก่อน 

    "เข้าใจแล้ว ข้าไปล่ะ"

    ปู้มั่วเสวียนเดินตามอาจีจี้ไปและมันก็นำทางปู้มั่วเสวียนจริงด้วย 


    อาจีจี้  29 ม.ค. 66

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิต หงส์เคียงมังกร ที่คุณอ่าน