ได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า

    บทส่งท้าย ไม่รีบกลับจะดีเหรอ?

    บทส่งท้าย

             

             

            หนิงหลงนั่งอยู่ข้างกายรั่วหลานทั้งคู่อยู่ในชุดเครื่องแบบของสถาบันหลานซาน เพิ่งเสร็จจากการฝึกแบกเป้สนามขึ้นเขาจึงได้นั่งพักชมทิวทัศน์จากยอดเขา มองเห็นเมืองและท้องทุ่งเบื้องล่าง

            “ลมเย็นดีเนอะ” รั่วหลานกล่าว“แต่อุตส่าห์ขึ้นมาถึงนี่ยังมีแมลงเวรตะไลพวกนี้ตามมารังควานอีก น่ารำคาญฉิบหาย”

            หนิงหลงไม่สะดุ้งสะเทือนกับคำพูดอีกฝ่ายเขาชินเสียแล้ว เด็กหนุ่มนั่งเงียบอยู่ข้างเด็กสาวหน้าสวยไม่ได้คิดอะไรและไม่ได้อยากพูดอะไรเป็นพิเศษ

            “ไม่รีบกลับจะดีเหรอ?” นางถามเหยียดขาออกไปด้านหน้า “มีคนรออยู่ไม่ใช่รึไง?”

            “ใคร?” ทั้งคู่มาฝึกภาคสนามด้วยกันแถมยังอยู่หอพัก จะไปมีคนรอได้อย่างไร?

            “เจ้าลืมแล้วรึ คนโง่งมใช้ไม่ได้เลยจริงๆ” เด็กสาวลุกขึ้นเท้าเอว ส่งยิ้มกว้างให้เขารอยยิ้มเจิดจ้าที่ทำให้รุ่นพี่รุ่นน้องต่างนับถือและชอบพอในตัวนาง“คนที่เจ้ารักไงเล่า”

            หนิงหลงเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายตาโตรู้ตัวอีกที เขาก็กลับเป็นชายหนุ่มดังเดิม สีหน้าตกใจคลายลง กลายเป็นรอยยิ้มบาง

            “จริงของเจ้า”

            “ดูแลนางแทนข้าด้วยข้าจะให้นางใช้ชีวิตแทนส่วนของข้าและตบกบาลเจ้าแทนข้าเมื่อเจ้าพูดจาผายลมออกมาอีก”

            “นางไม่ทำเช่นนั้นหรอก”

            “เช่นนั้นข้าจะเป็นวิญญาณมาตบกบาลเจ้าในฝันเช่นนี้ทุกครั้งที่เจ้าทำเรื่องไม่เข้าท่า”อีกฝ่ายระเบิดหัวเราะฮาฮาเหมือนตัวเองเป็นลุงแก่ๆ “ไปได้แล้ว ฮวาหนิงหลง!”

            “...รั่วหลาน...ข้าได้ยินสิ่งที่เจ้าฝากนางมาบอกครานั้นแล้ว”

            “ข้ารู้แล้ว เจ้าคนโง่งมเอ๋ย ไม่เจอกันพักเดียวเจ้าโง่งมลงเยอะ”นางยิ้มยิงฟัน “เอ้อ ขอบใจที่กำจัดตระกูลสั่วเพื่อข้าหลังจากนี้เจ้าก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องมีข้าตามหลอกหลอนแล้วกัน”

            “ครู่ก่อนเจ้ายังบอกจะมาตบกบาลข้า”

            “ข้าเปลี่ยนใจแล้วเจ้าอยู่กับเหมยฟางแล้วดูมีความสุขดี ไม่ต้องมีข้ามาคอยรบกวนจิตใจ”

            หนิงหลงลุกขึ้นปัดฝุ่นจากเสื้อผ้ามองเด็กสาวที่ถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลาซึ่งกำลังส่งยิ้มให้

            “เช่นนั้นข้าไปแล้ว ลาก่อน รั่วหลาน”

            “ลาก่อน หนิงหลง เจอกันชาติหน้า”นางโบกมือลา

            บัดนั้นหนิงหลงเห็นแสงสว่างวาบขึ้นจนตาพร่า ลืมตาขึ้นอีกทีก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงในบ้านที่อี้เหิงแสงยามเช้าส่องเข้ามาผ่านทางหน้าต่าง ข้างกายตนคือเหมยฟางที่กำลังจะปัดผ้าห่มลุกขึ้น

            “อรุณสวัสดิ์ค่ะ”นางหันหลังมาทักทายด้วยรอยยิ้ม รู้ตัวทันทีที่เขาตื่นราวกับมีเวทมนตร์... ไม่สินางมีเวทมนตร์เช่นนั้นจริง

            “ข้าฝันด้วย” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว

            “ฝันเห็นอะไรเหรอคะ?ท่าทางจะเป็นฝันดี”

            “ฝันว่าถูกตบศีรษะ” เขาหัวเราะ“ตลกจริง”

            เหมยฟางหัวเราะเสียงใสลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย

            “อยากรู้จังว่าเช้านี้ซูเหลียงจะทำอะไรให้ทาน”

            “หลินเยี่ยนแวะมา เขาคงตื่นมาทำเชาเคอเสอะและซุปเนื้อแต่เช้าให้นางพอใจ”ชายหนุ่มลุกขึ้นและกอดเหมยฟางจากด้านหลัง มือลูบท้องแบนราบของนางแผ่วเบา“...ก็ดีอยู่ เจ้าควรทานให้มากๆ จะได้แข็งแรง”

            เหมยฟางหน้าแดงวูบ

            “หากข้าทานมากไปเกิดไม่ได้มีทารกจริงๆ ก็ทานเก้อสิคะ”

            “ทานไปเถอะ ข้ามั่นใจแล้วว่ามีถ้าไม่อย่างนั้น...ก็กำลังจะมีในเร็ววัน” หนิงหลงหัวเราะในลำคอ

            “ขืนอยู่อย่างนี้ทั้งวันก็ไม่ได้ทานอะไรพอดี...”

            “จริงของเจ้า” ชายหนุ่มปล่อยคนในอ้อมแขนและจูบเรือนผมสีดำ

            เมื่อไปยังห้องทานอาหารก็เห็นว่าหลินเยี่ยนมานั่งที่ซูเหลียงและกำลังออกปากไล่เขาไปนั่งโต๊ะอื่นในขณะที่ตัวคนครัวเถียงไม่หยุดว่านางต่างหากที่ควรไปนั่งที่อื่น พอทั้งสองเห็นหนิงหลงกับเหมยฟางก็ชวนเข้ามาในบทสนทนาทันทีชี้ให้ดูจดหมายที่ถิงถิงส่งมาจากโรงเรียนประจำ

            ภาพนั้นเป็นภาพอันแสนอบอุ่น


     

             

    คล้ายกับเรื่องได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า ที่คุณอ่าน