จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า

    ตอนที่ 33 ความแตกต่างของภูมิหลัง

            ทุกสายตาในห้องโถงต่างจดจ้องไปยังร่างอันสูงใหญ่ของครึ่งโอเกอร์หนุ่มอย่างไคจินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ปะปน


            ทั้งความทึ่งในความสามารถ ความอิจฉาต่อพื้นฐานอันแข็งแกร่ง และความรู้สึกด้อยค่าต่อตนเองที่แทรกซึมเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


            เพราะต่อให้ชายคนนี้จะไม่ใช่โอเกอร์เต็มตัว ทว่าภูมิหลังของเขานั้นกลับเหนือยิ่งกว่าโอเกอร์ทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด


            และจากคำพูดของเขาที่เอ่ยออกมาต่อหน้าผู้คุมพิธีโดยไม่ลังเล มันก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าชายหนุ่มผู้นี้มิใช่เพียงแค่ผู้สืบสายเลือดจากตระกูลสูงส่งของเผ่าโอเกอร์ แต่เขายังได้รับการยอมรับในระดับสูงภายในเผ่าพันธุ์อย่างแท้จริง


            ชายชราจินเกอที่ยืนอยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นท่าทางและถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและความเคารพของไคจิน ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าให้ด้วยสีหน้าชื่นชม และรู้ดีว่าคนเช่นนี้ไม่ใช่จะพบเจอได้ง่ายดายนัก โดยเฉพาะในกลุ่มรุ่นเยาว์ที่เพิ่งเข้าสู่เส้นทางวิวัฒน์


            แต่ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบยังคล้ายจะเต็มไปด้วยความตะลึงงัน


            ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างจินเกออย่างอู่หมิงซื่อก็แค่นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์


            “เหอะ? นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงไม่ชอบพวกที่มีภูมิหลังยิ่งใหญ่แต่กำเนิด!”


            เขากล่าวพร้อมกับยกมือเกาหัวด้วยท่าทีระคนเบื่อหน่าย


            “ขนาดข้าเองยังได้ฝึกฝนแค่เทคนิคการหายใจแปดราตรีระดับ B ทั้งที่ต้องแลกมาด้วยเหงื่อและเลือดนับไม่ถ้วน”


            “มันคือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างผู้ที่ได้รับกับผู้ที่ไขว่คว้าเอง และนั่นแหละคือโลกแห่งความเป็นจริง!”


            คำพูดของอู่หมิงซื่อปี่ยมด้วยประสบการณ์จนทำให้เหล่าหนุ่มสาวหลายคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าถึงกับหลุบตาลงอย่างรู้สึกละอาย


            และบางคนก็ได้แต่เม้มปากแน่นโดยไม่สามารถโต้เถียงสิ่งใดออกมาได้เลย


            เพราะพวกเขาต่างก็รู้ดีว่าคำพูดของชายวัยกลางคนนั้นล้วนแล้วเป็นความจริง


            แม้แต่หญิงสาวที่เย็นชาจากวิหารนักฆ่าอย่างเยว่ฉานก็ยังพยักหน้ารับช้าๆอย่างเห็นด้วย


            สีหน้าใต้ผ้าปิดหน้านั้นมิอาจมองเห็นได้ชัดเจน แต่แววตาในดวงตาเรียวคู่นั้นกลับเปล่งประกายบางอย่างที่บ่งบอกว่าเธอเองก็เคยเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางภูมิหลังมาเช่นกัน


            จินเกอที่ยืนฟังอยู่อย่างเงียบงันก็เพียงยิ้มและเอ่ยปลอบใจด้วยน้ำเสียงเมตตา


            “อย่าได้กังวลไปเลย แม้ว่าในยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์นี้ ภูมิหลังจะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเส้นทางแห่งพลัง”


            “แต่นั่นก็หาใช่สิ่งที่จะตัดสินโชคชะตาของพวกเจ้าโดยสิ้นเชิงไม่!”


            “พวกเจ้าทุกคนต่างมีโอกาสเท่าเทียมกันในการแสวงหาความแข็งแกร่ง!”


            “หากพวกเจ้ามีความพากเพียรและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค วันหนึ่งพวกเจ้าก็จะสามารถก้าวข้ามกระทั่งผู้มีภูมิหลังสูงส่งได้เช่นกัน!”


            เสียงพูดของชายชราทำให้คลื่นความรู้สึกในใจของเหล่ารุ่นเยาว์ที่กำลังหวั่นไหวค่อยๆสงบลง กลายเป็นเปลวเพลิงแห่งแรงบันดาลใจที่ค่อยๆจุดติดอีกครั้ง บางคนถึงกับกำหมัดแน่น บางคนหายใจลึก และบางคนก็แอบหลับตาเพื่อเรียกสติคืนมา


            เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มมีสติอีกครั้ง จินเกอก็กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเข้มข้นอีกครา


            “จำไว้ว่าทักษะที่เจ้าจะใช้ในการบ่มเพาะพลังวิญญาณ หรือที่เรียกกันว่าเทคนิคการหายใจนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางผู้วิวัฒน์”


            “โดยมันถูกแบ่งระดับไว้อย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ระดับ F ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานที่สุด!”


            “ระดับนี้คือสิ่งที่ทุกคนจะได้รับหลังจากปลุกอาณาจักรต้นกำเนิดสำเร็จ”


            “โดยเทคนิคการหายใจระดับ F จะถูกจัดสรรให้กับพวกเจ้าทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครได้รับสิ่งที่ดีกว่าหรือแย่กว่าในจุดเริ่มต้นนี้”


            เขาหยุดเว้นช่วงเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักในสิ่งที่กล่าว ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความท้าทาย


            “แต่หากเจ้าปรารถนาที่จะก้าวข้ามผู้อื่น เจ้าก็ต้องมุ่งมั่นแสวงหาเทคนิคที่สูงกว่านั้นขึ้นไปทีละขั้น”


            “ระดับ E ที่เหนือขึ้นมาเล็กน้อยนั้น พวกเรามิสามารถมอบให้ได้ เจ้าต้องไขว่คว้าหามันด้วยความสามารถของตนเอง”


            “ต่อมาก็คือระดับ D, C, B, A และสุดท้ายก็คือเทคนิคการหายใจระดับ S”


            คำว่าระดับ S นั้น ทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบลงอย่างประหลาด


            ทุกคนต่างก็รับรู้ได้ถึงความห่างไกลของระดับดังกล่าว


            มันคือความหวังอันเลือนรางที่มีเพียงผู้ที่เปี่ยมด้วยโชคชะตาอันยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะสามารถไขว่คว้ามาครองได้


            “เทคนิคการหายใจระดับ S เป็นสิ่งที่หายากและล้ำค่าที่สุดในหมู่เทคนิคทั้งปวง”


            “ผู้ที่ฝึกฝนมันได้ต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์เหนือมนุษย์ หรือมีภูมิหลังอันสูงส่งถึงขั้นที่สามารถได้รับมอบจากวิหารชั้นสูงหรือเผ่าพันธุ์โบราณที่แสนทรงพลัง เทคนิคเหล่านี้สามารถพลิกชะตา..”


            “เปลี่ยนแปลงพื้นฐานของผู้วิวัฒน์ และผลักดันให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้อย่างไม่อาจคาดเดา”


            โอดินที่ยืนสงบนิ่งมาตลอดก็เพียงยกมือแตะปลายคางและหัวเราะในใจ


            เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววขบขันปนเย้ยหยัน ราวกับคำพูดของชายชราเมื่อครู่นี้เป็นเพียงเรื่องตลก


            “เทคนิคการหายใจระดับ S ยังงั้นหรือ?”


            โอดินคิดในใจพลางเหลือบตามองพื้นหินเบื้องหน้า


            “ในชาติก่อนข้าก็เคยมีมันอยู่หนึ่งรูปแบบ มันคือเทคนิคที่เหล่าจอมเวทย์ต่างก็ยกย่องให้เป็นสุดยอดแห่งศาสตร์การบ่มเพาะพลังเวทย์ ชื่อของมันคือ เทคนิคการหายใจแห่งธาตุศักดิ์สิทธิ์ แถมเทคนิคการหายใจระดับ A ก็มีอีกเป็นสิบเป็นร้อยชนิด..”


            เพียงแค่คิดถึงนามนั้น หัวใจของโอดินก็เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ราวกับความทรงจำในชาติก่อนกำลังไหลย้อนกลับมา


            “เทคนิคการหายใจแห่งธาตุศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นเทคนิคที่สามารถเสริมสร้างการหมุนเวียนของธาตุในร่างกายของจอมเวทย์ได้ถึงขีดสุด แต่ละลมหายใจที่สูดเข้าไป สามารถกลั่นกรองพลังธาตุจากธรรมชาติและหลอมรวมมันเข้าสู่เส้นชีพจรศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรง!”


            “แถมยังเปิดทางสู่แก่นแท้ของธาตุที่แม้แต่เทคนิคทั่วไปยังไม่อาจสัมผัสได้”


            “แล้วถ้าเกิดว่าเทคนิคการหายใจนี้ถูกนำไปขายในยุคปัจจุบัน..”


            เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าและแววตาของโอดินก็พลันแปรเปลี่ยนไปในทันที


            “เดี๋ยวนะ?! ขายในยุคปัจจุบันเรอะ!”


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า ที่คุณอ่าน