ตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 36 ตำแหน่งผู้นำ

    หวงฝู่หลิงซีกังวลใจอย่างยิ่งพยักหน้าพร้อมพูดขึ้น “สกุลเซียวในตอนนี้เป็นตัวแทนฝ่ายเจ้านครชั้นล่าง ส่วนสกุลเยี่ยเป็นตัวแทนฝ่ายเจ้านครชั้นสูง นี่พี่เซียวจะกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองฝักฝ่ายหรือไงกัน”

            เซียวอวี้หัวเราะสบายอารมณ์“สิ่งที่ข้าสนใจไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างฝักฝ่ายในราชสำนักวันนี้ข้าลงมือจำกัดเยี่ยซิงฮุยก็เพื่อให้สำนักได้เห็นผู้กล้าคนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศแบบข้าเช่นนี้ หากพวกเขาไม่รับไว้เป็นศิษย์นั่นก็คงเป็นความเสียหายของพวกเขาแล้วละ”

            หวงฝู่หลิงซีถูกเซียวอวี้หยอกเย้าจนหัวเราะเอ่ยล้อเล่นไปว่า “พี่เซียวช่างยกหางตัวเองเก่งจริงๆใครไหนเลยจะกล้าพูดว่าตนเองเป็นผู้กล้าคนหนุ่มสาวกันบ้าง”

            เซียวอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดสามชั้นฟ้าเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดแปดชั้นฟ้านี่ข้ายังไม่ใช่ผู้กล้าอีกหรือ”

            หวงฝู่หลิงซีหมดคำพูดนางค้นพบว่านับวันตนเองยิ่งมองเซียวอวี้ไม่ออกขึ้นเรื่อยๆอยู่ต่อหน้าตนเองมักจะทำท่าทางเหมือนไม่ยี่หระในกฎเกณฑ์ของสังคมแต่ถ้าเกิดต่อสู้ขึ้นมา ก็โหดเหี้ยมดั่งเพชฌฆาต อีกทั้งยังใจกล้าบ้าดีเดือดกระทั่งลูกชายของชิงหลงโหวยังกล้าจัดการไปตามอำเภอใจ

            แต่จำต้องพูดว่าความรู้สึกที่นางมีต่อเซียวอวี้ นับวันจะดีขึ้นเรื่อยๆ

            “เอาล่ะข้ารู้ว่าท่านเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง พวกเรารีบเข้าไปเถอะข้าจะพาท่านไปทำความรู้จักกับท่านหญิงจูเชวี่ย ท่านหญิงเป็นคนดีมาก” หวงฝู่หลิงซีหัวเราะคิกคัก

            “ไปกัน”

            ทั้งคู่เดินเคียงข้างเข้าไปในคฤหาสน์บนภูเขาดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย

            ลูกหลานตระกูลเหล่านี้มีใครบ้างไม่รู้จักฐานะของหวงฝู่หลิงซีอีกทั้งนางยังเป็นคู่หมั้นคู่หมายของคุณชายจั่ว นี่เซียวอวี้กล้าไปสนิทสนมกับผู้หญิงของคุณชายจั่วเชียวหรือ

            ช่างรนหาที่ตายจริงๆ

            คนมากมายต่างลอบหัวเราะเยาะถึงแม้เซียวอวี้จะเอาชนะเยี่ยซิงฮุยได้แต่ลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงไม่คิดว่าเขาจะต่อกรกับคุณชายจั่วได้

            เขาเป็นถึงผู้กล้าแห่งยุคที่ถูกยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในการท้าทายสวรรค์มากที่สุด

            “นี่สหายเซียว รอข้าด้วย” เพิ่งก้าวผ่านประตูใหญ่ของคฤหาสน์บนภูเขาเซียวอวี้พลันได้ยินเสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่ง พอหันหน้ามองไปก็ยิ้มออกมาทันที

            ซูเฮ่าลงมาจากรถม้าคันหนึ่งด้วยสีหน้ายโสโอหังเพียงแต่ตอนที่เผชิญหน้ากับเซียวอวี้ กลับค่อนข้างถ่อมตัวรอยยิ้มบนใบหน้าก็สบายอารมณ์เป็นอย่างมาก

            “เอ๊ะสหายซู เจ้าก็มาเหมือนกันหรือ” เซียวอวี้ประทับใจในตัวซูเฮ่าเป็นอย่างมากอากัปกิริยาท่าทางและแววตาสุกใสคู่นั้นของเด็กหนุ่ม เหมือนสหายเมื่อชาติก่อนมาก

            เซียวอวี้เห็นเขาเป็นเพื่อนตามสัญชาตญาณอีกทั้งสายตาที่เขามองคนไม่มีทางผิด ซูเฮ่าคนนี้เป็นเพื่อนที่ดีที่ควรค่าแก่การคบหาอย่างแน่นอน

            ซูเฮ่าพูดด้วยสีหน้าเอือมระอา“ข้าก็ไม่อยากมาหรอกนะแต่ท่านหญิงจูเชวี่ยเป็นคู่หมั้นของข้า แต่ยังไม่เคยเจอเลยสักครั้ง ครั้งนี้จะได้เจอหน้าเสียหน่อย”

            ไม่คิดเลยว่าแคว้นใหญ่ทั้งสองแคว้นนี้จะดองเป็นเครือญาติกันเซียวอวี้และหวงฝู่หลิงซีต่างตะลึงงัน

            ในภายภาคหน้าซูเฮ่าจะกลายเป็นจักรพรรดิของจักรวรรดิเหมิ่งหยวนส่วนพระบิดาของท่านหญิงจูเชวี่ยก็เป็นรัชทายาทองค์ปัจจุบันการเกี่ยวดองอภิเษกกันในครั้งนี้ก็ควรค่าแก่การพิจารณา

            “ยินดีกับสหายซูด้วยข้าได้ยินว่าท่านหญิงจูเชวี่ยงามล้ำในแผ่นดิน เป็นโฉมสะคราญที่สวยที่สุด” เซียวอวี้พูดแหย่

            ซูเฮ่าพูดอย่างไม่สบอารมณ์“ข้าขอบใจเจ้ามาก แต่ข้าอายุยังน้อยขนาดนี้ยังไม่คิดจะแต่งงาน โชคดีที่ข้ากับท่านหญิงจูเชวี่ยยังไม่ได้หมั้นหมายวันหน้าเรื่องแต่งงานอาจจะไม่สำเร็จ”

            ในขณะที่ทั้งสามคนสนทนายิ้มแย้มก็เดินเข้าไปในส่วนลึกของคฤหาสน์บนภูเขา

            คฤหาสน์บนภูเขาสวยงามเป็นอย่างยิ่งเสียงไผ่ดังแว่วจากที่ไกลๆ ราวกับเสียงขลุ่ย ภูเขาเทียมแต่ละลูกเรียงตัวซ้อนกันกลิ่นหอมของมวลบุปผาโชยพัดมาอ่อนๆกลุ่มลูกหลานตระกูลใหญ่ถูกบรรดาสาวใช้เดินนำผ่านสวนแต่ละแห่ง มาถึงตำหนักที่วิจิตรงดงามแห่งหนึ่ง

            “นี่จริงสิ ข้าได้ยินว่าเจ้าเพิ่งทำร้ายลูกชายของชิงหลงโหวจนเจ็บหนัก ทำลายจุดนั้นของเขาบ้าเอ๊ย เจ้านี่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าข้าซะอีก” ซูเฮ่าหัวเราะชั่วร้ายพลางเอ่ยขึ้น

            เซียวอวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม“ข้าเองก็ถูกบังคับเหมือนกัน จริงๆ แล้วพวกเจ้าเองก็เห็นข้าเป็นคนที่ค่อนข้างโอนอ่อนผ่อนตามและใจกว้าง”

            หวงฝู่หลิงซีปิดปากหัวเราะเบาๆแววตาอ่อนโยนเหลือประมาณ ไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น

            ซูเฮ่าหัวเราะดังลั่น“ข้าพบแล้วละ เจ้าไม่เพียงโหดเหี้ยมยิ่งกว่าข้ายังหน้าหนากว่าข้าอีกด้วย พวกเราถูกคอกันขนาดนี้อย่างหาได้ยาก สหายอย่างเจ้า ข้าต้องคบหาแน่แล้ว”

            เซียวอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ไร้สาระ พวกเราตอนนี้ไม่ใช่สหายกันหรือไง”

            “ต้องใช่อยู่แล้ว”ซูเฮ่าเงยหน้าพลางเอ่ย

            หวงฝู่หลิงซียิ้มพรายอย่างน่ารักนางเองก็มองออกว่าเซียวอวี้เห็นซูเฮ่าเป็นสหายแล้ว พูดกันตามตรง ถึงแม้ซูเฮ่าจะดูจับจดแต่เป็นคนใช้ได้จริงๆ เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ควรค่าแก่การคบหา

            ทั้งสามคนเดินเข้าไปในตำหนักสีชมพูหาที่นั่งตรงด้านหลังนั่งลงตามใจชอบ แต่ฐานะของสามคนนี้ล้วนแต่ไม่ใช่เล่นๆ เลี่ยงไม่เป็นจุดสนใจได้ยากยิ่ง

            “สหายเซียวข้าคือหลี่ผิงเฉาบุตรชายของสุ่ยเย่ว์โหว วันนี้เจ้าแสดงฝีมืออย่างยิ่งใหญ่ก็นับว่าช่วงชิงศักดิ์ศรีให้กับเจ้านครชั้นล่างอย่างพวกเรา” เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่โต๊ะข้างๆชูแก้วขึ้น ใบหน้าประดับรอยยิ้ม

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มชูแก้วเหล้าด้วยเหมือนกันแล้วดื่มลงไปคำหนึ่ง

            หลังจากหลี่ผิงเฉายังมีคนอีกสิบกว่าคนทยอยเข้ามาแสดงไมตรีกับเซียวอวี้ตอนแรกหวงฝู่หลิงซียังเป็นห่วงว่าเซียวอวี้จะไม่สามารถรับมือกับคนพวกนี้ได้ดี

            แต่เวลาแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียวหวงฝู่หลิงซีก็รู้สึกว่าตนเองกังวลใจโดยใช่เหตุ

            เซียวอวี้ช่ำชองในการผูกมัดใจคนเพียงชั่วขณะก็สนิทสนมกลมเกลียวกับทายาทเจ้านครชั้นล่าง พวกเขาต่างก็ค่อยๆเห็นเซียวอวี้เห็นผู้นำ

            ส่วนคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเป็นทายาทของเจ้านครชั้นสูง โดยส่วนใหญ่สีหน้าล้วนไม่สบอารมณ์วันนี้เซียวอวี้เอาชนะเยี่ยซิงฮุย ก็แทบจะเป็นการตบหน้าคนพวกนี้ไปฉาดหนึ่งเดิมทีเจ้านครชั้นสูงกับเจ้านครชั้นล่างก็ขัดแย้งรุนแรงอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งดุเดือดไม่อาจลงรอยกันได้

            “ท่านหญิงจูเชวี่ยเสด็จ!”

            ตอนนี้นางกำนัลหน้าตาสะสวยน่ารักคนหนึ่งตะโกนร้องด้วยเสียงก้องกังวานทุกคนต่างวางแก้วเหล้าลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พากันหยัดกายลุกขึ้น

            ห้องโถงย่อยอีกฝั่งของตำหนักใหญ่ท่านหญิงจูเชวี่ยค่อยๆ เยื้องกรายเดินออกมา สวมชุดสีขาวราวกับผ้าโปร่งเบาบางหน้าตายิ่งสวยสดงดงามเลิศล้ำ แววตาเฉลียวฉลาด บุคลิกบริสุทธิ์สง่างามราวกับเทพธิดา

            ซูเฮ่าพึมพำขึ้น“ที่แท้ก็งดสวยปานนี้เช่นนั้นข้าไม่ล้มเลิกการอภิเษกแล้วละ”

            เซียวอวี้และหวงฝู่หลิงซีอดหัวเราะไม่ได้

            ท่านหญิงจูเชวี่ยหลี่เสียวอวี่ ยิ้มพราย แววตาเป็นประกายหลักแหลม เอ่ยพร้อมหัวเราะคิกคัก “ทุกคนรีบนั่งเถอะ อยู่ที่นี่ไม่จำเป็นต้องมากพิธี”

            “ท่านหญิงทรงเกรงพระทัยไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            “ไม่เจอท่านหญิงไม่กี่วันท่านยิ่งดูงดงามสดใส เกรงว่าเทพธิดาบนสรวงสวรรค์จะเทียบกับท่านมิได้”

            “นั่นน่ะสิท่านหญิงทรงเป็นความภาคภูมิใจของเราแผ่นดินต้าถัง”

            กลุ่มทายาทชั้นสูงต่างพากันเอ่ยด้วยรอยยิ้มพวกเขารู้จักหลี่เสียวอวี่กันอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยสำรวมอาการเท่าไรนักแต่ลูกหลานเจ้านครชั้นล่างกลับค่อนข้างนอบน้อม ไม่ค่อยกล้าออกความคิดเห็น

            ทุกคนเข้านั่งประจำที่บนโต๊ะยาวมีสุราชั้นยอดและอาหารเลิศรสทยอยวางจนเต็มไปหมดด้านหลังของแต่ละคนต่างมีนางกำนัลหน้าตาแช่มช้อยยืนถือกาเหล้าอยู่คนหนึ่งพอจะเห็นได้ถึงความจริงใจของหลี่เสียวอวี่

            “นานมากแล้วที่ทุกคนไม่ได้มารวมตัวกันถือโอกาสในวันที่ข้าเสียบปิ่นปักผม[1]วันนี้เชิญทุกท่านมาคฤหาสน์บนเขาจูเชวี่ย ดื่มกันสักแก้วให้สบายใจ”

            หลี่เสียวอวี่ยกแก้วยิ้มแฉล้มอย่างน่ารัก “ข้าขอดื่มคารวะทุกท่านก่อนหนึ่งจอกขอบคุณพวกท่านที่มาร่วมงานเลี้ยงของข้า”

            “ท่านหญิงทรงเกรงพระทัยไปแล้ว”

            “เชิญท่านหญิง”

            ผู้คนต่างดื่มเหล้าจนหมดแก้วพร้อมกัน

            ไม่ทันไรบรรยากาศก็เริ่มคึกคักเซียวอวี้ก็ดื่มเหล้ากับลูกหลานเจ้านครชั้นล่างอยู่บ่อยครั้งภายในตำหนักใหญ่แห่งนี้ก็ยิ่งส่งเสียงดังเซ็งแซ่แต่เซียวอวี้กลับสังเกตเห็นใบหน้าของตู้เสี่ยนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

            “ท่านหญิงได้ยินว่าครึ่งปีมานี้พระองค์รวบรวมหินประหลาดล้ำค่าไว้มากมายไม่ทราบว่าครั้งนี้จะจัดสถานที่พนันหินให้พวกเราสักแห่งเหมือนเมื่อก่อนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ลูกหลานของเจ้านครชั้นสูงคนหนึ่งตะโกนโวยวายดังลั่น

            เซียวอวี้ฉีกยิ้มเหลือบมองหวงฝู่หลิงซีทีหนึ่ง

            หวงฝู่หลิงซีใบหน้าแดงซ่านพูดเสียงค่อย “สิ่งที่พวกลูกหลานตระกูลใหญ่โตพวกนี้ชอบที่สุดก็คือการพนันหินโดยเฉพาะในงานเลี้ยงยิ่งใหญ่แบบนี้ ของรางวัลจากการพนันหินต่างล้ำค่ามากท่านจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้”

            เซียวอวี้ทอดมองตู้เสี่ยนและคนอื่นๆที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของพวกเขาปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย เลยหัวเราะขึ้น “วางใจเถอะ ต่อให้ข้าไม่อยากเข้าร่วมเกรงว่าคนพวกนั้นก็จะบีบให้ข้าเข้าร่วมอยู่ดี”



    [1] เสียบปิ่นปักผม หมายถึงเป็นวันที่หญิงสาวในสมัยโบราณของจีนมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์จะรวบผมโดยใช้ปิ่นปักเอาไว้ 

    คล้ายกับเรื่องตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน